บทที่ 11 เปิดใจคนเมา III
“ถ้าไม่คิดจริงจังแต่แรก จะพาฉันไปหาครอบครัวตัวเองทำไม ที่ผ่านมาจะพูดหรอกหูฉันไปเพื่ออะไรว่าจะสร้างครอบครัวด้วยกันน่ะ”
ได้รู้ความจริงแบบนั้น ก็ทำเอาคนฟังพูดไม่ออกไปนานร่วมนาที มีเรื่องราวชีวิตร่วมกันแบบนี้ คงไม่แปลกที่เธอจะเจ็บใจที่ถูกหลอก
“คุณอยากแต่งงานงั้นเหรอ?”
“ไม่รู้สิ แค่อยากใส่ชุดเจ้าสาวมั้ง ฉันว่ามันสวยดี คุณว่าไหมล่ะ”
เขาไม่ตอบ เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไร ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องแต่งงานกับใคร เมื่อตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ยังไม่มีใครนำพาความคิดเรื่องนี้มาสู่หัวใจเขา
“เพราะถูกตั้งความหวังไว้แบบนี้ คุณก็เลยเชื่อเขาหมดทั้งใจ”
“คุณว่าฉันผิดไหมที่คิดแบบนั้น”
คราวนี้เป็นแก้วเหล้าของนักรบที่เธอคว้าไปกระดก ก่อนจะหันมาถามชายหนุ่มต่อถึงสิ่งที่ค้างคาใจ
“ไม่หรอก ผมไม่คิดแบบนั้น”
“แต่เพื่อนฉันคิด สองคนนั้นพยายามเตือนเรื่องนี้มาตลอดสี่ปี”
“เอ๊ะ! แต่ผมได้ยินคุณพูดกับผู้ชายคนนั้นว่าคบกันมาหกปี นั่นหมายความว่า...”
“ไอ้เวรนั่นอาจจะได้กับนังเด็กแอ๊บแบ๊วนั่นมาตั้งแต่สี่ปีก่อนไง!”
ให้ตายเถอะน่า...
เขาเริ่มเห็นใจเพื่อนทั้งสองคนของเธอขึ้นมาตงิดๆ เลยเชียว
“เผลอๆ อาจจะได้กันตั้งแต่นังเด็กนั่นยังเรียนไม่จบมัธยมปลายเสียด้วยด้วยซ้ำ!”
“อะไรนะ!” ชายหนุ่มอ้าปากค้าง
“แรด!” เธอว่าเสียงดังซ้ำยังทุบโต๊ะอย่างแรง “ไหนบอกไม่ชอบผู้หญิงแรดไง ฉันก็อุตส่าห์เรียบร้อยให้ ไม่เห็นมันจะซาบซึ้งเลย!”
“เราเปลี่ยนตัวเองเพื่อใครไม่ได้หรอกนะคุณ”
“เพราะแบบนั้นฉันก็เลยตั้งใจว่าต่อไปนี้ฉันจะแรด! จะใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยงเหมือนที่อยากทำ และจะทำตามใจตัวเองทุกอย่างเลยด้วย”
“ถ้าอยากทำเพื่อตัวเองก็คงไม่เป็นไร”
“ฉันจะทำเพื่อประชดมันต่างหาก มันจะได้รู้ว่าคนอย่างฉันไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก ไม่มีมันฉันก็จะมีคนอื่นที่ดีกว่ามาดามใจไง!”
“ทำแบบนั้นแล้วคุณจะได้อะไร?”
“สะใจไง ฉันแค่อยากรู้สึกสะใจเท่านั้นแหละ”
นักรบปลงตก เคยผ่านช่วงวัยรักแรงหึงแรงมาก่อนจึงย่อมเข้าใจ ว่าคนในวัยนี้มักคิดว่าความรักคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก
แต่หากสำคัญที่สุดจริง... เขาคงไม่เป็นโสดมาถึงทุกวันนี้
“ผมขอเตือนคุณสักข้อได้ไหม ในฐานะเพื่อร่วมโลกก็ได้”
“อะไร?”
“ความสะใจแบบโง่ๆ จะทำให้ชีวิตคุณพังไม่เป็นท่า”
“ช่างหัวมันสิ ใครจะสน!” พูดจบก็ฟุบหน้าลงอีกครั้ง “ทำดีแล้วไม่ได้ดี ใครจะมีแรงใจทำต่อล่ะ” เธอบ่นพึมพำเสียงแผ่ว
คนฟังพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ด้วยไม่รู้ว่าจะปรามเธออย่างไร ตัดสินใจควักธนบัตรใบละพันขึ้นมาวางไว้ที่ข้างแก้วพร้อมกันไปสะกิดหญิงสาวให้หันมาสนใจเขาอีกครั้ง
“ออกไปนั่งข้างนอกกับผมเถอะ เผื่อคุณจะดีขึ้นบ้าง”
“ได้พูดออกมาก็ดีขึ้นแล้ว ขอบคุณที่อุตส่าห์ฟัง”
“ไปรับลมกับผมหน่อยเถอะนะ อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งอยู่ที่นี่”
“ถ้าเพื่อนฉันกลับมาแล้วไม่เจอตัวจะเป็นเรื่องใหญ่”
“คิมหันต์สามารถบอกเพื่อนคุณได้ ว่าผมจะพาคุณไปที่ไหน”
“นี่คุณจะหลอกฉันไปฟันหรือเปล่า”
นักรบแทบหลุดขำกับคำถามอันก๋ากั่นของเธอ
“ผมไม่นิยมคนขี้เมา แม้ว่าคนขี้เมาคนนั้นจะน่าฟันมากก็ตาม”
เป็นความรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ และปั่นป่วนในท้องไม่เบา แต่ถึงอย่างนั้นสาธิดาก็ยังมีแก่ใจจะหัวเราะออกมา
“เถอะนะ...ไปกับผม ไปสูดอากาศข้างนอกกันดีกว่า”
เขาเสนอตัวอย่างที่ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำทำไม แต่เมื่อเธอไม่ปฏิเสธและทำเพียงแค่พยักหน้า ชายหนุ่มจึงหันไปยื่นนามบัตรให้บาร์เทนเดอร์หนุ่มเอาไว้ เผื่อว่าเพื่อนเธอจะนึกสงสัยว่าเขาเป็นใคร ไม่ลืมย้ำให้อีกฝ่ายโทรตามเพื่อนเธอให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงไม่ลืมย้ำกับเธออย่างหนักแน่นเขาไม่ได้มีเวลานั่งเป็นเพื่อนมากมาย
ทั้งที่ย้ำเรื่องเวลาไปแล้วแท้ๆ ...
แต่เขาก็ยังมีแก่ใจนั่งฟังคนแปลกหน้าบ่นเรื่องความรักอยู่นาน!
มิหนำซ้ำ... สถานที่ที่ควรจะพาเธอไปกลับไม่ใช่ห้องวีไอพี ไม่ใช่โซนร้านรอบนอกที่มีลมพัดโกรกแต่อย่างใด แต่กลับเป็นคอนโดหรูใจกลางเมืองของเขา เพียงเพราะคำว่า...
‘ฉันอยากดื่มต่อ คุณดื่มเป็นเพื่อนหน่อยได้ไหม’
สาธิดาเอ่ยถามหลังจากคนตัวขาวนั่งฟังเธอพร่ำบอกถึงความรักอยู่นานสองนาน เธออัดอั้น และปริมาณแอลกอฮอล์ที่เริ่มพร่องไปนั้นก็ทำให้เธอนึกอยากจะเติมความมึนเมาลงในกระแสเลือดต่ออีกนิด
เธอยังไม่อยากได้สติตอนนี้ ไม่อยากจำอะไรทั้งนั้น!
‘ว่าไงล่ะ ดื่มเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้รึเปล่า ฉันอยากเมาต่อจริงๆ’
‘ปกติแล้วผมไม่ชอบอยู่ในสถานที่แบบนี้นานๆ’
‘แต่ฉันว่าคุณนั่งอยู่กับฉันเป็นชั่วโมงแล้วนะ’
‘ก็ถึงบอกไง ว่าปกติผมจะไม่อยู่ ผมไม่ชอบกลิ่นบุหรี่’
‘งั้นไปดื่มต่อที่ห้องฉันไหม? ไม่มีใครสูบบุหรี่กวนใจคุณแน่’
‘อะไรนะ?’ เขาถามเสียงเข้ม หัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ ‘คุณยังมีสติดีอยู่หรือเปล่า?’
‘ที่คอนโดฉันมีไวน์ เราไปดื่มต่อกันไหมพ่อรูปหล่อ’
เธอไม่ตอบคำถามนั้น ยังคงเจื้อยแจ้วถึงสิ่งที่ปรารถนา
