บทที่ 3 บทนำ III
“แต่หนูอยากอธิบายความจริงให้พี่แสนดีฟังนะคะ”
“ไม่ใช่กงการอะไรของเธอ อย่ามายั่วอารมณ์ฉันเด็ดขาด!”
อาการพาลเกิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน เช่นเดียวกับภาพความสนิทชิดเชื้อระหว่างเมธัสและรินรดาที่แล่นพล่านขึ้นมาในหัวอย่างฉุดไม่อยู่
“แต่...”
“ขึ้นรถไปซะรินรดา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเธอ อย่าแส่!”
“จะไม่ใช่เรื่องของหนูได้ยังไง ในเมื่อหนูกับพี่แม็กซ์เป็น...”
“ถ้ากล้าพูดคำว่าแฟน หรืออะไรที่แย่ยิ่งกว่านั้นออกมาแม้แต่คำเดียวล่ะก็... เธอกับฉันได้มีเรื่องกันแน่ ไม่เชื่อก็ลองดู!”
สาธิดาจ้องอีกฝ้ายเขม็ง จนทำให้เมธัสต้องรีบจับรินรดายัดใส่รถไปอีกครั้ง ไม่อยากให้คนที่บอบบางและแสนอ่อนหวานต้องเผชิญหน้ากับพายุโกรธของสาธิดา ที่ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นในทุกวินาที
หากแต่วูบหนึ่งนั้น กลับไม่มีใครเห็นสายตาชิงชังของรินรดา คนที่ใครๆ ต่างก็คิดว่าเจ้าหล่อนช่างน่าทะนุถนอมปลอบโยน แม้จะเป็นเพียงแค่ลูกแม่บ้านคนหนึ่งที่ไม่ได้มีหัวนอนปลายเท้าอะไร
แต่ขอโทษที...ที่สาธิดาดันเห็นและเห็นอย่างชัดเจน!
เพิ่งจะเชื่อคำเตือนของเพื่อนก็วันนี้ ว่านังเด็กนี่มันร้าย และอาจร้ายมากกว่าที่เธอประเมินไว้เสียด้วย!
“แสนดี...” เมธัสเรียกเธออีกครั้ง
“ตอบมาแม็กซ์ ว่าแกแอบคบกับนังเด็กนี่มากี่ปีแล้ว!”
“มันไม่สำคัญหรอกแสนดี ที่สำคัญที่สุดคือเราไม่ได้รักเธอแล้ว”
เจ็บ...
เจ็บจนแทบบ้า แต่ก็น่าแปลกที่ไม่ได้เจ็บที่หัวใจอย่างที่คิดไว้
“ถ้ามันไม่สำคัญ เรื่องของเราคงไม่เดินมาถึงจุดนี้หรอกแม็กซ์”
“มันมาถึงจุดนี้ เพราะเรารู้ตัวว่าเธอไม่ใช่สำหรับเราต่างหาก”
“ทุเรศ!”
คนตัวเล็กถลาเข้าไปผลักอกอีกฝ่ายอย่างแรงตามแรงโทสะในใจ
“ถ้าฉันไม่ใช่ ทำไมถึงไม่บอกเลิกตั้งแต่แรก!” เธอยังคงเดินตามแม้ว่าเขาจะถอยหนี ถามคำถามที่ค้างคาใจอีกครั้ง “หรือปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่าใช่หรือไม่ใช่?”
สาธิดายิ้มเยาะ เมื่อนึกถึงปัจจัยหนึ่งขึ้นมาได้
“แต่ปัญหาใหญ่ดันอยู่ที่แม่เธอไม่ยอมรับนังเด็กนี่งั้นสินะ”
“อย่าเรียกเขาแบบนั้น!”
จนถึงนาทีนี้เมธัสก็ยังคงปกป้องคนอื่นมากกว่าคนที่เคยพร่ำพูดว่ารักจนหมดหัวใจ แล้วแบบนี้จะไม่ให้สาธิดายิ่งโมโหได้อย่างไรกัน!
“ทั้งรักทั้งหลงจนแตะต้องไม่ได้ นี่ถ้าแม่รู้เข้าจะเป็นไงนะ?”
อาการเงียบไม่ปริปาก คือคำตอบที่ทำให้สาธิดามั่นใจ
“ละอายใจบ้างไหมตอนที่จุดธูปไหว้ท่านแล้วมีนังเด็กนี่ยืนอยู่”
“ขอร้องล่ะแสนดี คุยแค่เรื่องความสัมพันธ์ของเราเถอะนะ”
“ไม่มีอะไรให้ต้องคุย และคนอย่างฉันก็ไม่คิดจะรั้งแกไว้หรอก!”
“งั้นก็ขอให้ทุกอย่างจบลงด้วยดีนับตั้งแต่นาทีนี้เลยแล้วกัน หวังว่าเราสองคนจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้เหมือนที่เคยเป็นมา”
“เพื่อน?”
“ใช่...เรายังอยากเป็นเพื่อนกับเธออยู่ เราถึงได้มาที่นี่”
“ง่ายไปหน่อยไหม แกทำระยำตำบอนไว้ตั้งมาก แต่มาพูดแค่คำว่าขอให้จบลงด้วยดีเนี่ยนะ? ตลกตายล่ะ!”
“แล้วเธอจะให้เราทำยังไง?”
“นี่แกคิดไม่ออกจริงๆ งั้นเหรอ ว่าตัวเองควรทำยังไง?”
“ขอโทษ”
เขาเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยวาจาสัตย์จริงออกมาจากใจ เพื่อขอให้สาธิดายกโทษให้ แม้ความเป็นไปได้ที่เธอจะหายโกรธนั้นจะเป็นศูนย์หรืออาจจะติดลบก็ตาม
“เราขอโทษที่ไม่กล้าพูดความจริงกับเธอตั้งแต่แรก ขอโทษที่เรารั้งเธอไว้ตลอดมา และขอโทษที่ทำให้เธอต้องผิดหวังและเสียใจ”
“แค่คำว่าขอโทษคำเดียวก็จบทุกอย่างงั้นสินะ” คนพูดเบ้ปาก
“เรารู้ว่าเราผิดมาก แต่เราทำให้เธอได้แค่นี้จริงๆ”
“อ๋อ...แค่นี้ก็ถือว่าหายกันง่ายๆ เลยใช่ไหมไอ้คนห่วยแตก!”
สาธิดาตอกกลับเสียงดัง ทำให้ผู้คนที่หลั่งไหลมายังสถานที่แห่งนี้ต่างก็หยุดมองต้นเหตุของเสียงกันเป็นแถว ไม่เว้นแม้แต่คนที่ไม่ชอบยุ่งเรื่องของใครอย่าง ‘นักรบ’ หนุ่มมาดดีวัยสามสิบห้าปี ผู้ที่ถูกเชิญให้มาฉลองปาร์ตี้วันเกิดกับกลุ่มเพื่อนสนิทอย่างเลี่ยงไม่ได้
เขาจำต้องหยุด... เพราะรู้สึกคุ้นหน้าแม่สาวช่างโวยคนนั้นจับใจ นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน ทั้งที่ค่อนข้างมั่นใจว่าตนเองไม่เคยเจอเธอคนนี้มาก่อนอย่างแน่นอน
“นัดฉันออกมาเพื่อบอกเลิกต่อหน้าคนเป็นร้อยทั้งที่แกสามารถนัดฉันที่อื่นได้ เอ่ยคำขอโทษโง่ๆ แต่พานังมือที่สามติดตัวมาไม่ห่าง นี่เหรอ...คือสิ่งที่ฉันควรให้อภัยน่ะไอ้คนเส็งเคร็ง!”
“คนมุงดูใหญ่แล้วนังแสนดี” เพื่อนชายใจหญิงถลามากระซิบ
“ฉันไม่สน ใครอยากจะดูก็เชิญได้เลย” เธอว่าเสียงแข็ง “จะได้รู้กันไปว่าใครกันแน่ที่ควรอาย ระหว่างฉันที่ซื่อสัตย์กับคนรักจนพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไปตั้งมากมายในตลอดหกปี หรือชายหญิงคู่นี้ที่แอบคบกันลับหลังคำว่าเชื่อมั่นในตัวคนรักของฉันมาโดยตลอด!”
สาธิดาพักหายใจ ก่อนจะก้าวฉับๆ ไปหยุดตรงหน้าเมธัสพร้อมกับยกมือขึ้นมาเขย่าไหล่เขาไปมาอย่างไม่สนใจถึงขนาดตัวที่ต่างกัน
