บทที่ 8 อกหักดีกว่ารักไม่เป็น IV
“พี่คิม เอาเตกิลามาอีกแก้วซิ!” เธอร้องบอกเสียงแผ่ว หลังจากโงหัวขึ้นมาจากโต๊ะได้
“พอแล้ว กินไม่ไหวแล้วมั้ง” บาร์เทนเดอร์หนุ่มบอกปัด แต่ด้วยกฎของทางร้าน ทำให้เขาปฏิเสธความต้องการของลูกค้าไม่ได้
“ไหว...ยังไหวอยู่”
“แต่ผมว่าไม่ไหวหรอก คุณเมามากจนแทบไม่มีสติแล้วนะ”
คนตัวโตถือวิสาสะลุกจากเก้าอี้ตัวเดิมมานั่งเคียงข้าง ซ้ำยังคว้าเอาเตกิลาแก้วใหม่มากระดกเสียงเองเมื่อเธอทำท่าจะดื่มต่อ
“นี่คุณ...มาแย่งเหล้าฉันทำไม!” เธอตวาดแว้ดใส่
“เพราะคุณเมาจนทรงตัวแทบไม่ไหวแล้วน่ะสิ”
นักรบสะกิดแขนเธอเบาๆ พร้อมโน้มมาใกล้มากขึ้น ยิ่งมองก็ยิ่งถูกใจจนอยากทำความรู้จัก แต่ดูเหมือนเวลานี้จะไม่เหมาะนัก เธอเมา และน่าจะเมามากจนแทบไร้สติอยู่แล้ว
คนอกหักนี่... ทำไมชอบพึ่งพาเหล้ากันนักนะ?
“เลิกดื่มแล้วกลับบ้านไปนอนดีกว่า จะดื่มทำไมนักหนาเนี่ย”
สาธิดาหรี่ตามองคนตรงหน้า แม้ว่าความมึนเมาจะทำให้สติของเธอพร่าเลือนไปมากก็ตาม
“เรื่องของฉัน! ไม่ต้องมายุ่งเลยไอ้หน้าขาว”
เธอว่าพลางเบ้ปากใส่ ความรู้สึกผิดหวังที่อัดแน่นอยู่ในใจทำให้เหมารวมเอาเอง ว่าผู้ชายทุกคนจะเป็นแบบคนนิสัยไม่ดีที่เธอพานพบ อีกทั้งยังรู้ว่าตัวเองกำลังใช้อคติกับคนแปลกหน้าอย่างไม่น่าให้อภัย
แต่สภาวะหัวใจตอนนี้มันก็ไม่พร้อมจะมีเหตุผลอะไรทั้งนั้น!
“ถ้าไม่อยากให้ผมยุ่งกับคุณ คุณก็ควรจะกลับได้แล้ว”
“ไม่เอา ฉันจะเมาต่อ จะกินให้ตายไปเลย”
“งั้นก็ไปตายที่อื่น ห้ามมาตายที่นี่เด็ดขาด”
“จะตายที่ไหนมันเรื่องของฉัน!”
“ที่นี่เพิ่งทำบุญไปได้ไม่นาน อย่ามาตายเป็นซากให้คนเขากลัวผีเลย มันบาปเปล่าๆ คุณไม่รู้หรอกเหรอ”
“ถ้าฉันเป็นผี ก็ต้องเป็นผีที่สวยมาก เพราะฉะนั้นต้องถือว่าเป็นบุญตาของคนที่ได้เห็นผีสาวแสนสวยอย่างฉัน!”
ก็ถูกของเธอ
ถูกจนเขาไม่กล้าเถียงออกมาแม้เพียงคำเดียว
“แต่ร้านเพื่อนผมยังไม่เปิดรับสมัครผี เอาไว้มีตำแหน่งนี้เมื่อไหร่ผมจะวานให้คิมเอาใบสมัครไปยื่นให้คุณก็แล้วกันนะคุณผู้หญิง”
“กวนประสาท!” คนตัวเล็กบ่นพึมพำ
“ขึ้นชื่อว่าผี ก็คงไม่มีใครอยากเห็นหรอกคุณ ยิ่งเป็นผีขี้เมาด้วยแล้วล่ะก็... เปอร์เซ็นต์ความสวยคงลดลงไปอีกเยอะ คุณว่าไหมล่ะ?”
แม้จะเมาจนเกือบเรียกได้ว่ามาก แต่สาธิดาก็รู้แน่ว่ากำลังถูกคนตรงหน้าตีรวนอยู่ ซ้ำเขายังส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มมาให้จนเกือบละลาย
ให้ตายสิ!
เขาจะรู้บ้างไหมว่ายิ้มแบบนี้มีความหมายว่าอ่อยน่ะ!
“กลับบ้านไปนอนซะ ก่อนที่เหล้ามันจะกินคุณทั้งตัว”
นักรบสรุปเสร็จสรรพเมื่อเห็นเธอนิ่งไปครู่ใหญ่ คล้ายกับจะยอมจำนนต่อเหตุผลข้อสำคัญที่เขาเพิ่งหยิบยกมาอ้าง
“ว่าไงล่ะคุณ ตกลงว่ากลับเลยนะ ผมจะเรียกแกร๊บเลดี้ให้”
เงียบ...
“หรือคุณอยากออกไปรับอากาศข้างนอกหน่อยไหม เผื่อว่าจะดีขึ้นกว่าตอนนี้บ้าง คุณจะได้สร่างกว่านี้สักหน่อย”
ไม่มีสัญญาณตอบรับใดจากเลขหมายตรงหน้า...
“จริงสิ... ด้านหลังร้านมีสวนริมน้ำที่อนุญาตให้คนสนิทเข้าไปได้ ถ้าคุณอยากไปรับลมแก้เซ็งก่อนกลับ ผมก็จะอาสาพาคุณไป แลกกับการที่คุณต้องบอกชื่อกับผม แบบนี้โอเคไหมครับคุณผู้หญิง”
คิมหันต์หมุนตัวกลับมายิ้ม เมื่อสาธิดาแกล้งทำหูทวนลมใส่ แต่หากคิดว่านักรบจะยอมแพ้ทั้งที่เห็นว่าเธอยังคงตั้งใจฟังแล้วล่ะก็... คงต้องบอกว่าเธอคิดผิดไปไกลเชียวล่ะ!
“ไม่ตอบแปลว่าตกลง งั้นเราไปกันเลยดีกว่า”
พูดจบก็ทำท่าจะหิ้วปีกหญิงสาวให้หลบไปยังมุมที่โปร่งกว่าหน้าเคาน์เตอร์บาร์ ไม่ลืมหันไปบอกบาร์เทนเดอร์หนุ่มตรงหน้า ว่าเขาจะพาคนเมาออกไปที่ไหน
เพราะอย่างน้อยการพาเธอไปอยู่ในที่ที่ลับตาคนกว่านี้ ก็ไม่ต้องคอยเป็นห่วงว่าจะมีใครมาหิ้วปีกเจ้าตัวไปขณะที่กำลังเมา และตัวเขาเองก็จะได้โอกาสในการทำความรู้จักกับเธอไปในคราวเดียวกัน
“นี่คุณจะทำอะไร อย่ามาโดนตัวฉันนะ!” เธอสะบัดแขนออก
ไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มทรงเสน่ห์ของคนที่พยายามสนทนากับเธออยู่นานสองนาน โธ่! แม่ตัวดี... ถ้าไม่ทำแบบนี้เธอคงไม่ยอมพูดกับเขาจริงๆ สินะ
“แค่จะพาคุณไปนั่งที่อื่น คุณควรไปรอเพื่อนในที่ที่ดีกว่านี้”
“ไม่เอา ฉันไม่ไปกับคุณหรอก”
คนเมาใช้แขนหนุนข้างแก้ม พลางช้อนสายตาฉ่ำหวานมองหนุ่มหล่อหน้าตาดีนิ่งงัน ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่ฝังใจออกมาอย่างไม่สนใจว่าคนที่ฟังจะรู้สึกอย่างไร
“ฉันไม่อยากเข้าใกล้พวกผู้ชายพายเรือ พวกคุณมันไว้ใจไม่ได้!”
“แล้วคุณรู้ได้ไงว่าผมไว้ใจไม่ได้?”
“รู้ก็แล้วกัน!” เธอว่าพลางเชิดใส่จนทำให้คนมองยิ่งมันเขี้ยว
“ตัดสินคนจากภายนอกแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ”
“จะเป็นไรไป ในเมื่อฉันไม่ได้อยากให้คุณมองว่าน่ารักนี่!”
“งั้นคุณก็อย่าแต่งตัวแบบนี้ อย่าทำผมแบบนี้มาให้ผมเห็นอีก”
คนที่นึกขึ้นได้ ว่าตัวเองอาจจะอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมนักรีบดีดตัวขึ้นมานั่ง พร้อมกับสำรวจเนื้อตัวของตนเองอย่างฉับไว รีบดึงชุดเกาะอกที่แสนหมิ่นเหม่ขึ้น ก่อนเงยหน้าสบตากับชายหนุ่มที่ทำให้เธอแก้มแดงจัดเพราะความอาย
บ้าจริง! นี่เขาเห็นอะไรไปถึงไหนต่อไหนบ้างแล้วล่ะเนี่ย!
