บทที่ 3 สี่ปีต่อมา
สี่ปีต่อมา มหานครนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา
3 เดือนก่อนการเดินทางมาประเทศไทย
สายฝนโปรยปรายลงมากระทบกระจกบานใหญ่ของห้องทำงานสุดหรูบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าใจกลางแมนฮัตตัน ทัศนียภาพของเมืองที่วุ่นวายที่สุดในโลกถูกบดบังด้วยเมฆสีเทาหม่น
ทว่าสำหรับ ‘อีธาน สมิท’ ชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจระดับหมื่นล้าน บรรยากาศภายนอกกลับไม่น่าสนใจเท่ากับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆที่เขากำลังถืออยู่ในมือ
มันคือ ธนบัตรใบละสิบดอลลาร์ ที่มีสภาพยับย่นและเก่าลงตามกาลเวลา ตรงขอบมุมมีรอยหมึกสีน้ำเงินเขียนเอาไว้ว่า ‘07-7-2020 Dear’
สี่ปี... สี่ปีเต็มแล้วที่เขาเก็บรักษากระดาษใบนี้ไว้ราวกับเครื่องรางประจำตัว ปลายนิ้วแกร่งลูบไล้ไปตามรอยพับของธนบัตร นัยน์ตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มทอประกายล้ำลึกที่ยากจะคาดเดา
‘หาตัวไม่พบเลยครับเจ้านาย ผู้หญิงที่ชื่อเดียร์ในคืนนั้น เหมือนไม่มีตัวตนอยู่ในลอสแอนเจลิสเลยครับ’
รายงานจากนักสืบเอกชนระดับท็อปที่เขาจ้างวานด้วยเงินมหาศาลตลอดหลายปีที่ผ่านมา ล้วนจบลงด้วยประโยคเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้หญิงคนนั้น นางฟ้าตัวแสบที่มอบค่ำคืนอันแสนเร่าร้อนให้เขา ก่อนจะทิ้งเงินสิบดอลลาร์ไว้เพื่อเหยียบย่ำอีโก้ของเขาจนป่นปี้ หายตัวไปราวกับละอองน้ำในอากาศ
สิ่งเดียวที่อีธานรู้ และนักสืบยืนยันได้จากกล้องวงจรปิดหน้าโมเต็ล คือรูปลักษณ์ของเธอ เส้นผมสีดำขลับ ผิวสีน้ำผึ้งเนียนละเอียด นัยน์ตากลมโต และในค่ำคืนที่เธอนอนละเมอซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา เธอได้พึมพำภาษาแปลกหูออกมา
มันคือ ‘ภาษาไทย’
แกร๊ก...
เสียงเปิดประตูห้องทำงานดังขึ้นโดยไม่มีการเคาะขออนุญาต ทำเอาอีธานต้องรีบพับธนบัตรสิบดอลลาร์สอดเก็บลงในกระเป๋าสตางค์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบตึง เย็นชา และทรงอำนาจตามแบบฉบับของประธานบริษัท
ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือ ‘เอเลนอร์ สมิท’ หรือที่พนักงานทุกคนในเครือต่างขนานนามว่า ‘นายแม่’
หญิงวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลในชุดสูทแบรนด์เนมสีขาวสะอาดตา ก้าวเดินอย่างสง่างามเข้ามาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของลูกชายบุญธรรม
“ดูเหมือนว่าฝนตกทีไร ลูกจะชอบนั่งเหม่อลอยทุกทีเลยนะอีธาน” เอเลนอร์เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แฝงไปด้วยความเฉียบขาด
“แค่กำลังคิดแผนธุรกิจไตรมาสหน้าน่ะครับแม่...” อีธานประสานมือไว้บนโต๊ะ
“แม่มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าครับ ถึงได้บินตรงจากแอลเอมาหาผมถึงนิวยอร์กด้วยตัวเองแบบนี้”
เอเลนอร์ไม่ชอบอ้อมค้อม หญิงสูงวัยวางแฟ้มเอกสารปกแข็งสีน้ำเงินเข้มลงบนโต๊ะ แล้วดันมันไปตรงหน้าลูกชาย
“แม่เพิ่งประชุมบอร์ดบริหารเสร็จเมื่อเช้านี้ เรื่องผลประกอบการของบริษัทสายการบินชั้นนำสาขาในไทยที่เราเพิ่งเทกโอเวอร์มาเมื่อสองปีก่อน”
อีธานเลิกคิ้วเล็กน้อย หยิบแฟ้มขึ้นมาเปิดดูผ่านๆ
“ตัวเลขตกลงไปเกือบสิบห้าเปอร์เซ็นต์... ดูเหมือนผู้บริหารชุดเก่าที่เราเก็บไว้ จะทำงานได้ไม่คุ้มเงินเดือนเลยนะครับ”
“ใช่” เอเลนอร์พยักหน้า นัยน์ตาสีฟ้าครามจ้องมองลูกชายอย่างจริงจัง “สายการบินสาขานี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายฐานลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม่ปล่อยให้มันขาดทุนไปมากกว่านี้ไม่ได้ บอร์ดบริหารลงมติกันแล้วว่า เราต้องการฉลามลงไปจัดการล้างไพ่ผู้บริหารที่นั่น และกระตุ้นยอดขายให้กลับมาผงาดอีกครั้ง”
อีธานนิ่งฟัง เขาพอจะเดาทิศทางของบทสนทนานี้ออก “แล้วแม่มองใครไว้ครับ อลัน ? หรือโทมัส ?”
“แม่มองลูก... อีธาน”
คำประกาศิตของนายแม่ทำเอาปลายนิ้วของอีธานชะงักกึก ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตามารดาบุญธรรม
“แม่จะให้ผม... ไปรับตำแหน่งประธานบริษัทที่สาขาประเทศไทยงั้นเหรอครับ ?”
“ถูกต้อง แม่รู้ว่ามันอาจจะดูเหมือนการลดเกรดที่ให้ CEO ระดับโกลบอลอย่างลูกต้องลงไปคุมสาขาย่อยที่เอเชีย แต่แม่ไว้ใจใครไม่ได้อีกแล้วนอกจากลูก” เอเลนอร์ถอนหายใจ “แม่ขอเวลาแค่สองปี ไปรื้อระบบที่นั่น ไปจัดการพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปีในบอร์ดบริหารที่ไทยให้สิ้นซาก แล้วทำให้สายการบินของเราขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ ลูกทำเพื่อแม่ได้ไหมอีธาน”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงาน มีเพียงเสียงเม็ดฝนที่กระทบหน้าต่างกระจก
เอเลนอร์จับจ้องใบหน้าหล่อเหลาของลูกชาย รอคอยคำปฏิเสธหรือข้อต่อรอง เพราะเธอรู้ดีว่าชายหนุ่มที่บ้างานในนิวยอร์กอย่างเขา คงไม่อยากทิ้งความสะดวกสบายไปบุกเบิกงานที่ต่างประเทศแน่ ๆ
ทว่า... ภายใต้ใบหน้าที่เรียบตึงและสวมหน้ากากของนักธุรกิจผู้เยือกเย็น... หัวใจของอีธาน สมิท กลับกำลัง เต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
ประเทศไทย !
ประเทศที่เป็นบ้านเกิดของ ‘นางฟ้าสิบดอลลาร์’ คนนั้น ประเทศที่เขาเคยคิดอยากจะเหมาเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวบินไปพลิกแผ่นดินหา แต่ก็ติดด้วยภาระหน้าที่และคำว่างมเข็มในมหาสมุทรจึงทำได้แค่รอคอยอย่างสิ้นหวัง
แต่นี่... โอกาสกำลังวิ่งเข้ามาชนเขาถึงที่ การไปรับตำแหน่งสูงสุดที่นั่น หมายความว่าเขาจะมีอำนาจ มีคอนเนกชัน มีเส้นสาย และมีเวลามากพอที่จะพลิกแผ่นดินไทยเพื่อตามหาผู้หญิงที่ชื่อ ‘เดียร์’ ให้พบ
ความตื่นเต้นและความปีติยินดีอัดแน่นอยู่เต็มอกจนแทบจะระเบิดออกมา แต่อีธานก็ฉลาดพอที่จะไม่แสดงอาการกระดิกหางให้นายแม่จับพิรุธได้
ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาว เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ ทำทีเป็นครุ่นคิดอย่างหนัก
“การทิ้งศูนย์บัญชาการที่นี่ไปสองปี ถือเป็นความเสี่ยงพอสมควรนะครับแม่...” เขาแกล้งทำเสียงเครียด “แต่ในเมื่อมันเป็นความประสงค์ของบอร์ดบริหาร และเป็นคำขอของแม่ ผมก็คงปฏิเสธไม่ได้”
เอเลนอร์คลี่ยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ
“แม่รู้ว่าแม่พึ่งพาลูกได้เสมอ เตรียมตัวให้พร้อมนะ อีกสองสัปดาห์ลูกต้องบินไปรับตำแหน่งที่กรุงเทพ ฯ แม่จะให้เลขาจัดการเรื่องเพนต์เฮาส์และรถประจำตำแหน่งให้”
“ไม่ต้องหรอกครับแม่” อีธานตอบกลับทันควัน “เดี๋ยวผมให้อลัน จัดการเรื่องที่พักและทุกอย่างเอง ผมจะเอาไอ้อลันไปเป็นรองประธานที่นั่นด้วย จะได้ช่วยกันทำงานให้จบไว ๆ”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ ฝากด้วยนะอีธาน”
เอเลนอร์ลุกขึ้นยืนด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องทำงานไป ทิ้งให้ประธานหนุ่มนั่งอยู่เพียงลำพัง
ทันทีที่บานประตูถูกปิดสนิท หน้ากากนักธุรกิจผู้แสนเย็นชาก็พังทลายลง
อีธานผุดลุกขึ้นยืน ริมฝีปากหยักลึกกระตุกยิ้มกว้างจนแทบจะถึงรูหู นัยน์ตาที่เคยเรียบเฉยบัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยไฟแห่งสัญชาตญาณนักล่าที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์
ชายหนุ่มกดอินเตอร์คอมบนโต๊ะทำงาน สั่งการด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความฮึกเหิม
“อลัน เข้ามาหาฉันที่ห้องเดี๋ยวนี้เลย แล้วสั่งให้เลขาเคลียร์ตารางงานทั้งหมดของฉันด้วย”
เพียงไม่ถึงนาที อลัน รองประธานบริษัทพ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิท ก็เปิดประตูพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เกิดอะไรขึ้นวะไอ้อีธาน หุ้นตกเหรอ หรือคู่แข่งตัดราคา”
“เปล่า” อีธานเดินอ้อมโต๊ะทำงานไปตบไหล่เพื่อนรักอย่างแรงจนอลันเซ “นายแม่เพิ่งอนุมัติคำสั่ง ให้กูย้ายไปเป็นประธานบริษัทสาขาที่ประเทศไทย มึงต้องไปกับกูด้วย เก็บกระเป๋าซะ”
“ฮะ ? ประเทศไทย ? สาขาที่กำลังขาดทุนยับเยินนั่นน่ะนะ” อลันอ้าปากค้าง “แล้วมึงจะทำหน้าดีใจเหมือนถูกล็อตเตอรี่ทำไมวะเนี่ย งานช้างเลยนะเว้ย”
อีธานไม่ตอบคำถามเพื่อน ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสตางค์ หยิบธนบัตรใบละสิบดอลลาร์ออกมาถือไว้ในมืออีกครั้ง
เขายกมันขึ้นระดับสายตา ทอดมองรอยปากกาสีน้ำเงินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโหยหา คลั่งไคล้ และหมายมาด
“มึงไม่เข้าใจหรอกอลัน งานบริหารที่นั่นมันก็แค่งานรอง”
อีธานพึมพำเสียงพร่า ก่อนจะหันไปทอดสายตามองสายฝนที่สาดกระหน่ำนอกหน้าต่าง ราวกับจะมองให้ทะลุข้ามทวีปไปถึงอีกซีกโลกหนึ่ง
“แต่งานหลักของกูคือการไปทวงหนี้จากผู้หญิงตัวแสบ ที่กูตามหามาตลอดสี่ปีต่างหาก”
ชายหนุ่มกำธนบัตรในมือแน่น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และดุดันผุดขึ้นที่มุมปาก
รอผมก่อนนะเดียร์ ผมกำลังจะไปหาคุณแล้ว
และคราวนี้ ผมรับรองเลยว่า คุณจะไม่มีทางหนีผมพ้นไปตลอดชีวิต
อีธานยิ้มกริ่มชั่วร้าว ตั้งเป้าหมายไว้ในใจโดยที่ตัวสาวต้นเรื่องที่ประเทศไทยไม่ได้รับรู้เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ
