บทที่ 7 เสือรอขย้ำ
“ฉันต้องลางาน !”
“เฮ้ย ! เดียร์ เป็นอะไรมากป่ะ”
โบนิตาส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้พยาบาลสาวประจำห้องปฐมพยาบาลของบริษัท หลังจากที่เพื่อนสนิทผุดลุกขึ้นนั่งแล้วเอ่ยโพล่งออกมาด้วยเสียงดังลั่น
ดูจากท่าทางแล้วเพื่อนของเธอไม่ได้เป็นอะไรเลยสักนิด ยกเว้นก็แต่ดวงตาคมรีที่เต็มไปด้วยแววตื่นตระหนกสุดขีด
“ไม่ ฉันต้องลางาน เรื่องคอขาดบาดตาย”
ซินเดียวาดขาก้าวลงจากเตียงทันที แต่ยังไม่ทันได้ลุกเดิน โบนิตาก็รีบถลันเข้ามาขวางทางเอาไว้เสียก่อน
“มีเรื่องอะไร ทำไมหน้าตาตื่นตกใจขนาดนี้”
“แก โบ แกจำเรื่องคืนนั้นได้ไหม”
“เรื่องอะไร”
ซินเดียเหลือบมองพยาบาลสาวด้วยความระแวง ก่อนจะกวักมือเรียกเพื่อนให้ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ๆ แล้วยกมือขึ้นป้องปากกระซิบเสียงแผ่ว
“เรื่องเมื่อสี่ปีก่อน ที่เราเลี้ยงฉลองจบแล้วฉันเจอผู้ชายคนหนึ่งในห้องมอลลี่ จำได้ไหม”
“จำได้ แกหิ้วผู้ชายกลับไปด้วยหนึ่งคน”
“โป๊ะเชะ”
ซินเดียดีดนิ้วเป๊าะตรงหน้าเพื่อน มองด้วยสายตาคาดหวังจนโบนิตาต้องยืดกายตั้งตรง
เธอมองสบตานัยน์ตาแวววาวที่ระคนไปด้วยความแตกตื่นของเพื่อนรัก ก่อนที่ดวงตาของโบนิตาจะเบิกโพลง แล้วคลี่ยิ้มกว้างจนหลุดหัวเราะงอหาย
“โธ่แก ! นึกว่าเรื่องอะไร เรื่องแบบนั้นใครจะไปใส่ใจจำกัน”
“บ้าหรือเปล่า ฉันนอน... นอนกับประธานบริษัทเลยนะเว้ยแก ฉันจะสู้หน้าเขาได้ยังไง”
“ทำไมล่ะ เขาคงลืมไปแล้วมั้ง เวลามันผ่านมาตั้งนานขนาดนั้น”
“ไม่เสี่ยงดีกว่า วันนี้ฉันลาป่วยเลยแล้วกัน ว่าแต่ว่า... เจ้าของคนใหม่ชื่ออีธาน สมิท ทำไมถึงกลายเป็นหนุ่มเอเชียไปได้ล่ะ”
“มัวแต่ทำงานจนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยสิเนี่ย ประธานคนใหม่น่ะเป็นลูกบุญธรรม คุณจอห์น สมิท รับมาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก ที่สำคัญนะ... ฮึ ฮึ ฉันขอหัวเราะเยาะแกล่วงหน้าเลย... เขาเป็นคนไทยจ้ะ”
คราวนี้ซินเดียถึงกับก้นไม่ติดฟูก เธอทะลึ่งตัวลุกพรวดลงจากเตียงทันที
“คนไทย ! แต่ตอนนั้น เขาพูดอังกฤษนี่”
“อ้าวแก ก็นั่นมันต่างประเทศ ใคร ๆ เขาก็พูดภาษาอังกฤษกันทั้งนั้น ยิ่งช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ใครมันจะมามัวสนใจถามไถ่ว่ามาจากชาติอะไรกันล่ะครับ ฮ่า ๆ”
“ไม่ มันไม่ตลก ฉันขอลางานก่อน ขอกลับบ้านไปตั้งหลัก”
“แกนี่แปลกคนดีจริง ๆ”
ซินเดียไม่สนใจเสียงบ่นพึมพำของเพื่อนสนิท เธอรุดออกจากห้องพยาบาลแล้วตรงดิ่งขึ้นไปยังชั้นสี่สิบทันที
ดวงตาคมรีเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่น เธอยังตั้งตัวไม่ติดเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับคนที่คิดว่าจะไม่มีวันได้พบเจอกันอีกแล้วในชาตินี้
ชายร่างสูงใหญ่รูปหล่อที่เธอเผลอไผลปล่อยตัวปล่อยกายให้ คนที่เธอยอมให้เขาได้เปิดซิง และทิ้งเงินค่าครูเอาไว้ให้ดูต่างหน้าข้างหัวเตียง !
ภายในห้องทำงานของประธานกรรมการบริหาร อีธานเอนกายพิงเบาะเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ในท่วงท่าไขว่ห้าง
เขาหมุนเก้าอี้หันไปทางหน้าต่างบานกระจกใส ในมือถือปากการาคาแพงด้ามโปรดที่มักพกติดตัวไว้เสมอ และนำขึ้นมาควงหมุนเล่นทุกครั้งที่ต้องใช้ความคิด นัยน์ตาคมทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่างของเมืองหลวงที่แสนวุ่นวาย หรี่ดวงตาแคบลงเมื่อหวนนึกถึงอดีตเมื่อสี่ปีก่อน พลันมุมปากหยักก็ยกขึ้นคล้ายกำลังพึงพอใจ
ก๊อก ก๊อก
คนสนิทของบอสใหญ่ไม่รอให้ผู้เป็นนายเอ่ยปากอนุญาต ก็ผลักประตูบานใหญ่ก้าวเข้ามา เขามีรูปร่างสูงใหญ่ไล่เลี่ยกับผู้เป็นเจ้านาย เพียงแต่ดูผอมบางกว่าเล็กน้อย
ชายหนุ่มขยับแว่นตาดันขึ้นให้เข้าที่ขณะทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แล้วเลื่อนแฟ้มเอกสารไปด้านหน้า
“แฟ้มครับบอส”
อีธานหมุนเก้าอี้กลับมา ปรายตามองใบหน้าหล่อเหลาแบบชาวอเมริกันที่กำลังสบตาเขาพร้อมกับรอยยิ้มอย่างคนรู้ทัน
“ยิ้มอะไร”
“เปล่าครับบอส”
“เห็นอยู่ชัด ๆ ว่ายิ้ม” ยิ่งโดนทัก อลัน คนสนิทของเขาก็ยิ่งคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“บอสเรียกดูแฟ้มประวัติเธอทำไมครับ”
“อยากรู้ไปทำไม”
มือแกร่งเรียวยาวอย่างผู้ชายหยิบแฟ้มกระดาษประวัติส่วนบุคคลขึ้นมาเปิด กวาดสายตามองคร่าว ๆ ก่อนจะเริ่มตั้งใจอ่านรายละเอียด
“ผมอ่านมาแล้ว ชื่อซินเดีย ทรงโอสถ อายุยี่เจ็ดปี จบจากรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อสี่ปีก่อน ถ้าผมจำไม่ผิด... เป็นช่วงที่บอสทำวิจัยพอดิบพอดีเลยนี่ครับ”
เขาตวัดสายตาคมวับมองอลันที่ยังคงยิ้มหน้าทะเล้นอย่างจับผิดได้เพียงชั่วแวบเดียว
“แล้วยังไง”
“ไม่แล้วยังไงหรอกครับ ผมแค่จำได้ว่าบอสเคยถูกสาวหิ้วกลับไปครั้งหนึ่ง แล้วพอตื่นมา เธอก็ดันทิ้งเงินเอาไว้ให้บอสเป็นค่ารถ เท่าไหร่นะ...”
ปึก !
อีธานคว้าจานรองเขี่ยบุหรี่ใกล้มือ ขว้างใส่แผงอกแกร่งของอลันที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลงจากแรงหัวเราะอย่างแม่นยำ
“นี่ฉันให้นายมาทำงานเป็นเลขาส่วนตัวนะ พูดมากเดี๋ยวก็ไล่ออกซะเลย”
“นายไล่ฉันออกไม่ได้หรอกอีธาน เพราะบอสใหญ่แม่นาย เป็นคนจ้างฉันมาดูแลนายโดยเฉพาะ”
พูดจบ อลันก็ล้วงมือเข้าไปในเสื้อสูท หยิบซิการ์มวนเล็กขึ้นมาจุดสูบ พลางมองไปยังเจ้านายหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว นั่นก็เพราะทั้งเขาและอีธานต่างเติบโตและคลุกคลีมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก
