บทที่ 8 หนีด่วน
อีธานคร้านจะใส่ใจลูกพี่ลูกน้องที่แม่จ้างมาให้คอยดูแลเขาอีก ชายหนุ่มก้มหน้ามองภาพถ่ายขนาดหนึ่งนิ้วในแฟ้มประวัติ เป็นรูปถ่ายในวันสมัครงานที่เธอยังดูเยาว์วัย
ใบหน้างดงามแบบเดียวกับเมื่อสี่ปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าหูของเขาก็ยังคอยฟังอลัน ที่ควบตำแหน่งทั้งเพื่อนและลูกน้อง พร่ำบอกเล่าข้อมูลที่เพิ่งไปสืบเสาะมา
“บ้านค่อนข้างมีฐานะ จัดว่ารวยระดับแนวหน้าทีเดียวสำหรับเมืองไทย ซึ่งนั่นก็ทำให้ฉันสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเหตุใดเธอถึงเลือกมาทำงานกับบริษัทสายการบิน แถมทำแค่ไม่กี่ปีก็ไต่เต้าขึ้นเป็นถึงรองผู้อำนวยการฝ่ายขาย ผิดไปจากเพื่อนสนิท อ้อ คนที่แสร้งก้มหน้าลงไปดูเพื่อนน่ะ คนนั้นยังทำอยู่แค่ส่วนเลขานุการชั้นเราเอง”
“เธออาจต้องการหาประสบการณ์”
“ดูท่านายนี่จะสนใจเธอแบบจริงจังมากนะอีธาน ฉันจะบอกความลับให้อีกเรื่อง นายน่าจะชอบมากกว่าเรื่องอื่น...”
อีธานเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารเมื่อเสียงทุ้มของอลันเงียบไป ชายหนุ่มจ้องตอบดวงตาที่แฝงแววทะเล้นปนรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าหล่อเหลานั้น ยิ่งมองก็ยิ่งดูยียวนกวนโมโห จนเขาต้องหรี่ตาลงอย่างคาดคั้น
“เธอ...ยังโสด”
อีธานปิดแฟ้มประวัติดังปับ แล้วยืดกายชะโงกตัวข้ามโต๊ะไปหาฝั่งตรงข้าม ชิงคว้าซิการ์ออกจากมือใหญ่ของอลันมาหน้าตาเฉย
เขายกมันขึ้นสูบอัดเข้าปอดอย่างแรง ก่อนจะพ่นควันสีเทาใส่แว่นสายตาสั้นและใบหน้าหล่อสไตล์อเมริกันผมสีน้ำตาลอ่อนของเพื่อนรัก
“ซี้ดดดด ฟู่...”
“ในเมื่อเธอทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นไอ้ตัว มีค่าแค่สิบดอลลาร์ ฉันก็จะใช้สิบดอลลาร์นั้นให้คุ้มกับค่าจ้างเสียหน่อย จัดฉากเป็นลมงั้นหรือ ฮึ ฉันก็จัดฉากเป็นเหมือนกัน แล้วหลังจากนั้นค่อย....”
เสียงทุ้มหยุดคำพูดเอาไว้เพียงแค่นั้น ชายหนุ่มยืดกายที่สูงใหญ่กว่าชายไทยทั่วไปขึ้นตั้งตรง ส่งซิการ์เข้ามุมปากและสูบอัดเข้าปอดอย่างแรงอีกครั้ง นัยน์ตาสีนิลคมกล้าเปล่งประกายรังสีอำมหิตบางอย่าง ชนิดที่ว่าถ้าหญิงสาวตัวต้นเหตุได้มาเห็น คงต้องประหวั่นพรั่นพรึงจนก้าวขาไม่ออกอย่างแน่นอน
ณ คฤหาสน์หรูชานเมือง บ้านทรงโอสถ
แปร๊นนนนน !
เสียงบีบแตรรถที่ดังกังวานอยู่หน้ารั้วบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมือง ทำให้ผู้เป็นแม่ต้องชะเง้อหน้ามองออกมาจากห้องรับแขก ‘จันทร์นิล ทรงโอสถ’ ทอดสายตามองรถสปอร์ตคันแปลกตาที่เลี้ยวเข้ามาวนรอบลานน้ำพุกว้าง ก่อนจะเทียบจอดลงตรงหน้าบันไดทางขึ้น
ปัง !!
“อ้าว เดียร์ ทำไมวันนี้ถึงกลับแต่หัววันล่ะลูก”
จันทร์นิลรีบเดินตัดออกมายังหน้าโถงบ้านได้ทันเวลา ก่อนที่ลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอจะก้าวเดินขึ้นบันไดไป
“ป่วยค่ะ”
“เดี๋ยวนะ ป่วยงั้นเหรอ เป็นอะไรลูก ไปหาหมอไหม หรือว่า... ทานยามาหรือยัง”
น้ำเสียงของผู้เป็นแม่เจือความร้อนรนและเป็นห่วงเกินกว่าเหตุ นั่นก็เพราะในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ ซินเดียแทบไม่เคยล้มหมอนหนอนเสื่อเลยสักครั้ง
จันทร์นิลวกตัวหันหลังกลับทันทีหมายจะไปหยิบยามาให้ แต่ลูกสาวกลับเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“แม่คะ... เดียร์ป่วยการเมืองค่ะ”
“ป่วย การ เมือง”
จันทร์นิลหมุนตัวกลับมาหา พลางทวนคำด้วยน้ำเสียงเน้นย้ำอย่างประหลาดใจ เธอกำลังจะอ้าปากซักถามต่อ แต่ร่างระหงของลูกสาวกลับวิ่งลิ่วขึ้นบันไดบ้านหนีไปเสียแล้ว
อะไรของลูกคนนี้นะ ป่วยการเมืองงั้นหรือ ?
ภายในห้องนอนหรูหรา ซินเดียทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากลางเตียงกว้างอย่างหมดเรี่ยวแรง เธอหลับตาปี๋ พยายามสะบัดไล่ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่กำลังผุดพรายและทะลักไหลเข้ามาในหัวดั่งสายน้ำ
“ไม่ ไม่ อย่าไปคิดสิเดียร์”
หญิงสาวพลิกตัวกลับมานอนหงาย ยกมือขึ้นก่ายหน้าผากอย่างคนคิดหนัก เพื่อหาทางหลบเลี่ยงประธานคนใหม่ของบริษัท
หรือว่าจะปลอมตัวดี ! ไม่สิ... มันดูปัญญาอ่อนเกินไป เขาอาจจะจำเราไม่ได้แล้วก็ได้นะ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยไอ้เดียร์
คิดได้ดังนั้น ซินเดียจึงตัดสินใจผุดลุกขึ้นนั่ง ล้วงมือหยิบสมาร์ตโฟนเพื่อพิมพ์ข้อความส่งหาเลขานุการส่วนตัวทันที
ลลิต พี่ขอประวัติเจ้านายคนใหม่หน่อย - ซินเดีย
เธอจับจ้องหน้าจอโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งเห็นสัญลักษณ์ว่าเลขานุการสาวได้เปิดอ่านข้อความแล้ว
เจ้านายคนใหม่ ? คุณเดียร์หมายถึงประธานคนใหม่ คุณอีธานเหรอคะ - ลลิต
จะใครเสียอีก - ซินเดีย
หญิงสาวกดล็อกหน้าจอแล้วคว่ำโทรศัพท์ลง ก่อนจะลุกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอแฟ้มประวัติของบอสหนุ่ม
