บทที่ 1 ONE TWINS : INTRO
ว่ากันด้วยเรื่องราวของฝาแฝดที่คงจะมีทุกที่อยู่บนโลกแห่งนี้ ความเป็นฝาแฝด ส่วนใหญ่เปรียบเสมือนคนๆ เดียวกันไม่ว่าจะทำอะไร หรือคิดอะไร ฝาแฝดมักจะรักใคร่ปรองดองกันมาก... แต่คงจะไม่ใช่สำหรับแฝดทั้งสองคนอย่างบุตรชายของนายพิภพ ดำรงรักษ์กับคุณหญิงแพรวพรรณ ดำรงรักษ์ ตระกูลที่มีการทำธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออกไวน์และร้านอาหารทั่วประเทศแต่กลับมีลูกชายฝาแฝดที่ไม่ได้ช่วยเหลืองานในธุรกิจที่ทำอยู่เลยสักนิด
“เฮ้อ คุณหญิงเราจะเอายังไงกับลูกชายสองตัวของเราดีเนี่ย”
“คุณคะ ทำไมไปเรียกลูกเรทกับลูกเพทแบบนั้นล่ะคะ” พิภพวางถ้วยกาแฟลงและมองสบตากับผู้เป็นภรรยาที่กำลังดูเครื่องเพชรในมืออย่างยิ้มแย้ม แต่พอพูดถึงลูกชายฝาแฝดทั้งสองก็เป็นอันต้องหงุดหงิดทุกที
“ก็คุณดูสิ เรียนจบมาก็ไม่เห็นจะทำอะไร... คนพี่ถามว่าจะทำอะไรก็ไม่ตอบ ไอ้คนน้องถามว่าอยากทำอะไรก็เอาไว้ก่อน เหอะ อายุก็ปาเข้ายี่สิบสี่แล้ว ยังไม่รู้อนาคตกันอีก”
“แหมคุณคะ ลูกทั้งสองก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรให้นี่คะ ที่สำคัญลูกเรทก็ไปช่วยคุณเรื่องไวน์ไม่ใช่หรือไง?”
“ไอ้ช่วยมันก็ช่วย แต่เล่นนานปีทีหนกว่าจะเข้าไป แถมไอ้เรื่องนิ่งเฉยเนี่ย บอกตรงๆ นะผมเป็นพ่อยังไม่กล้าจะด่ามันด้วยซ้ำ” พิภพพูดถึงลูกชายคนโตที่มีนามจริงๆ ว่า <strong>‘ไพเรท ดำรงรักษ์’ หรือ ‘เรท’</strong> ลูกชายคนโตที่มีบุคลิกแตกต่างจากพ่อแม่โดยสิ้นเชิง ไพเรทหมายถึงโจรสลัด สมัยหนุ่มๆ พิภพชอบโจรสลัดมากและหวังว่าสักวันมีลูกก็จะตั้งชื่อนี้ และก็ได้เป็นจริงไง ลูกชายคนโตของเขาเป็นคนที่หล่อเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูป มีผมสีดำซอยละต้นคอแถมดวงตายังฉายแววนิ่งเฉย เป็นพวกโหดเถื่อน แถมยังปากจัดซะด้วย ไม่รู้ว่าไปเอาสันดานแบบนี้มาจากที่ไหน
“ขาไอ้น้องชายตัวดีก็เอาแต่เสเพลไปวันๆ เมาหัวราน้ำ เฮ้อ” พูดถึงแฝดพี่คงไม่ได้ ถ้าไม่พูดถึงแฝดน้องที่มีนามว่า <strong>‘เพทาย ดำรงรักษ์’ หรือ ‘เพท’</strong> คงไม่ต้องอธิบายเรื่องหน้าตา เพราะว่าไพเรทหน้าตาแบบไหน เพทายก็หน้าตาแบบนั้น แต่ผิดกันตรงที่เพทายมีผมดำยาวจนมัดจุกไว้ที่ท้ายทอยใบหน้าก็กวนตีนอยู่ตลอดเวลา อย่าว่าเขาเป็นพวกนินทาลูกเลยนะ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เพทายเป็นชื่อของอัญมณีล้ำค่า ซึ่งชื่อนี้คุณหญิงแพรวเป็นคนตั้ง เพราะเธอชอบเครื่องเพชรเพทายมากที่สุดในบรรดาเครื่องเพรชอื่นๆ
“นินทาอะไรผมอยู่หรือเปล่าครับคุณพ่อ”
“ระ เรท”
“อ้าวลูกเรท มาหาแม่สิลูก หายไปไหนมาครับเนี่ย” ร่างสูงโปร่งของไพเรทที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมลงเกือบสามเม็ด กับกางเกงยีนขาดสีดำเดินมานั่งข้างผู้เป็นแม่ก่อนจะยกมือไหว้พ่อกับแม่ด้วยสีหน้านิ่งเฉย จนคนเป็นพ่อไม่กล้าที่จะสบตาสักนิด
“พอดีผมไปดูทำเลเปิดโชว์รูมรถกับเพื่อนน่ะครับแม่ กะว่าจะร่วมลงทุนด้วยกัน”
“ดีแล้วล่ะ อยากทำอะไรก็ทำไป อย่าลอยไปลอยมาเหมือนไอ้เพท” พิภพมองสบตากับไพเรท ถึงแม้จะรู้สึกไม่ชอบมองหน้าลูกชายคนโตเพราะว่าไม่เคยแสดงสีหน้าใดๆ แต่เรื่องการวางอนาคตของตัวเองยังดีซะก่อนคนเป็นน้องอีก
“แล้วแกไปสักอะไรที่หน้าอกมาน่ะ แกสักจนจะเต็มตัวแล้วนะเรท”
“พ่อครับ ตัวของผม... ผมจะสัก” สายตาคมมองผู้เป็นพ่อหันหน้าหนีและยกกาแฟขึ้นจิบ มันเป็นพ่อหรือมันเป็นลูกวะเนี่ย พิภพไม่เคยต้านทานสายตาของไพเรทได้สักครั้ง กระทั่งร่างสูงที่หน้าตาเหมือนกับผู้เป็นพี่จะเดินตรงเข้ามาด้วยท่าทางโซเซ
“ลูกเพทกลับมาแล้วเหรอลูก หายไปไหนมา อือหือ กลิ่นเหล้าหึ่งเลยนะลูก”
“ฮ่าๆ แม่เหรอ พ่อนั่งอยู่ด้วย... แล้วนี่ใครวะ ทำไมหน้าตาเหมือนผมจังอ่ะ” เพทายผู้เป็นน้อง ชี้หน้าไพเรทและชี้มาที่ตัวเอง ร่างกายที่เปลือยเปล่าท่อนบน เผยให้เห็นรอยสักไม่ต่างจากผู้เป็นพี่ แต่ของเขาจะเยอะกว่า ตามร่างกายมีรอยข่วนรอยแดงเต็มไปหมด แถมยังมีรอยคิสมาร์กที่บ่งบอกว่าเมื่อคืนเขาทำอะไรมา เพทายนั่งลงกับพื้นและดึงยางรัดผมที่ท้ายทอยออก ยกมือเสยผมตัวเองขึ้นไปมองแม่ตัวเองอย่างยิ้มๆ
“คุณหญิงแพรวสวยจังนะ โอ้วไม่ๆ คุณพิภพหล่อกว่าวะ ฮ่าๆ”
“ไอ้เพท พูดกับพ่อแม่ดีๆ”
“หือ มึงเสือกอะไรด้วยไอ้เรท อย่ามากวนตีนกูนะ”
“มึงเมาเหมือนหมาแบบนี้ทุกวัน ถึงว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงได้เอือมคนอย่างมึง” ไพเรทพูดจาแดกดันเพทายจนเขาเงยหน้ามองสบตากับพี่ชายตัวเอง และเหมือนกับว่าเขากำลังส่องกระจกเพราะบุคคลตรงหน้าไม่ได้ต่างจากตัวเองสักนิด ทั้งหน้าตาและเสียงหรือรูปร่าง
“อย่ามาทำสั่งสอนกูนะ เกิดก่อนกูแค่ไม่กี่วินาที อย่ามาคิดว่าเป็นพี่กู”
“ถ้ากูไม่เกิดก่อนมึง กูจะเป็นพี่มึงได้ไงล่ะ”
“หึ บางทีแม่อาจจะจำผิดก็ได้ บางทีกูอาจจะเกิดก่อนมึง กูอาจจะเป็นพี่มึงก็ได้ เอิ๊ก”
“ถ้ากูมีมึงเป็นพี่ กูคงไม่ออกจากท้องแม่หรอกว่ะ”
“ถ้ากูมีมึงเป็นพี่ กูก็คงกลั้นใจตายตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แล้วเหมือนกัน ไอ้เรท!” พิภพกับแพรวพรรณต่างพากันกุมขมับที่ลูกชายฝาแฝดไม่ได้รักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนฝาแฝดคนๆ อื่น แต่กลับทะเลาะกัน ด่ากัน ไม่ถูกกันราวกับว่าเป็นศัตรูกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว
หลังจากที่เถียงกันแล้ว พิภพก็ไล่ทั้งสองคนให้ขึ้นไปอาบน้ำและลงมากินข้าวพร้อมหน้ากัน เพราะมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย เมื่อมาถึงก็พร้อมหน้าพร้อมตากัน ไพเรทนั่งมองพิภพด้วยสีหน้านิ่งเฉย ต่างจากเพทายที่หลังจากไปอาบน้ำชำระร่างกายแล้วก็กลายเป็นคนเหมือนเดิมไม่ใช่หมา แต่กลับกะซวกข้าวตรงหน้าโดยไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น
“ไม่มีมารยาท กินยังกับปอบลง”
“เออ กูก็มันไม่ใช่ลูกผู้ดี ไม่เหมือนมึงที่กว่าจะเอาข้าวเข้าปากแต่ละคำก็ต้องประณีต กรีดนิ้วก่อน ไอ้ตุ๊ด”
“มึงว่าตัวเองทำไม? กูถามจริงว่ามึงไปนอนกับสาว หรือไปเล่นตูดพวกเดียวกันแน่วะ”
“ไอ้เรท!”
“พอสักทีทั้งสองคน” พิภพทุบโต๊ะอาหารทันทีอย่างแรง ทำให้แฝดทั้งสองเงียบไป คนเป็นแม่ก็ไม่ได้พูดอะไรเงียบเพื่อรอฟังประมุขของบ้านที่กำลังหงุดหงิดกับลูกชายทั้งสอง
“อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ ปาเข้าไปยี่สิบสี่แล้ว ไพเรทมันมีอนาคตแล้ว ส่วนแกเพทายฉันยังไม่เห็นแกจะมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง นอกจากจะเที่ยว เสเพลไปวันๆ”
“พ่อรักไอ้เรทมากกว่าผมนี่”
“ฉันก็รักแกทั้งสองคนเท่ากันล่ะ ไพเรทมันเป็นพี่ ส่วนแกเป็นน้องก็ควรจะเคารพมันบ้าง” ไพเรทยกยิ้มมุมปากมองเพทายที่กำหมัดแน่น ทุกครั้งที่พิภพเข้าข้องไพเรท เขาจะต้องโดนเยาะเย้ยด้วยสีหน้านิ่งๆ แต่มีรอยยิ้มแบบนั้น
“คุณค่ะ คุณก็ไม่ควรพูดแบบนั้นนะ ลูกเพทจะน้อยใจเอาได้”
“แม่ครับ” เพทายกอดคุณหญิงแพรวทันทีก่อนจะแลบลิ้นให้กับไพเรทที่ทำหน้านิ่งอยู่แบบนั้น พิภพถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
“พ่อกับแม่จะไม่อยู่ ต้องไปดูงานที่ต่างประเทศ อาจจะไม่ได้กลับมาที่นี่เท่าไหร่ ขอร้องอย่าทะเลาะกัน”
“เหอะ ผมไม่อยากหาเรื่องหรอก พ่อก็ช่วยบอกมันสิครับ ว่าอย่าหาเรื่องผม”
“ใครหาเรื่องมึงวะไอ้เพท มีแต่มึงนั่นแหละที่ชอบหาเรื่องและทำตัวให้พ่อกับแม่เป็นห่วง” ไพเรททุบโต๊ะทันทีอย่างแรง จนพิภพถึงกับหน้าถอดสี เวลาไพเรทขึ้นแบบนี้ทีไร ไม่มีใครเอาอยู่สักคน เพทายลุกขึ้นและจับจ้องใบหน้าของพี่ชายพร้อมกับยกยิ้มอย่างเหนือกว่า
“เรื่องของกู กูไม่ได้ทำตัวให้มึงห่วงสักหน่อย”
“เอาล่ะๆ พอกันทีทั้งสองคน พ่อกับแม่จะเดินทางกันพรุ่งนี้ อยู่บ้านเดียวกันก็ต้อง...”
“ผมไม่อยู่/ผมไม่อยู่” ทั้งสองคนประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน จนคนเป็นพ่อเป็นแม่ถึงกับกุมขมับอีกครั้ง ทำไมตอนเด็กๆ ถึงได้รักใคร่กลมเกลียวกัน แต่พอโตมาเกลียดกันถึงขนาดนี้ได้นะ ไม่เข้าใจจริงๆ
“ผมจะไปอยู่คอนโด ถ้าพ่อกับแม่จะไปต่างประเทศ”
“ผมด้วย ผมก็จะกลับไปอยู่คอนโดกับ*แม็ก ไม่อยากอยู่ร่วมชายคาเดียวกับไอ้ตุ๊ดหน้านิ่ง” *แม็กเพื่อนเพทาย
“เหอะ ผมก็ไม่อยากเห็นหมาคลานกลับบ้านทุกวันเหมือนกัน ผมขอตัว!”ไพเรทมองเพทายที่แลบลิ้นให้เขา ก่อนจะยกมือไหว้พ่อกับแม่ตัวเองและขับรถสปอร์ตสุดหรูออกไปจากบ้านหลังใหญ่ เขาถอนหายใจออกมากับน้องชายฝาแฝดที่ไม่ได้เรื่องสักอย่าง สร้างแต่ปัญหาให้และก็คอยแต่จะกัดเขาเสมอ และคนอย่างเขาก็ไม่มีทางยอมอยู่แล้วล่ะ ยิ่งพ่อกับแม่ไม่อยู่แบบนี้ อยู่ด้วยกันที่บ้านหลังเดียวกัน มีหวังบ้านระเบิดแน่ ตัดสินใจไปอยู่ที่คอนโดที่ซื้อไว้ตอนสมัยเรียนก็แล้วกัน อีกอย่างเขากำลังจะเปิดโชว์รูมรถกับเพื่อนด้วยเพราะงั้นดีที่สุดแล้วล่ะ ขณะที่กำลังขับเพื่อตรงไปที่คอนโดด้วยความเร็ว ไพเรทก็ต้องตกใจที่เห็นอะไรผ่านหน้ารถไปอย่าง
“กะ กรี๊ดดดด...”
“เฮ้ย!”
เอี๊ยด
เสียงรถของเขาเบรกได้ทันท่วงทีก่อนจะมองไปที่หน้ารถก็ไม่เห็นอะไรแล้ว ไพเรทตกใจเบิกตากว้าง ก่อนจะลงจากรถไปก็เห็นร่างของคนสลบอยู่ เขานั่งลงและประคองร่างบอบบางของหญิงสาวที่หน้าตาจิ้มลิ้ม มีใบหน้าเรียว ผมยาวสีดำตัดหน้าม้า ตัวเล็กมากด้วย เธอมีเลือดไหลออกจากหน้าผากจนเขายกมือกุมขมับตัวเองอย่างหัวเสีย
“ให้ตายเหอะ เสือกขับรถชนคนอีก เอาไงดีวะ” ไพเรทมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นมีใครผ่านมาเลย ตัดสินใจอุ้มร่างบางให้ขึ้นรถไปและตัวเขาก็ขับรถเลี้ยวเข้าคอนโดตัวเอง ก่อนจะอุ้มร่างเธอคนนี้ผ่านพนักงานที่มองเขาด้วยสีหน้ามึนงง เมื่อมาถึงห้องเขาก็จัดการวางเธอลงกับโซฟาและทำแผลให้เธอ
“เป็นอะไรมากเปล่าวะเนี่ย”
“อือ เจ็บจัง” น้ำเสียงเล็กๆ ดังขึ้น พร้อมกับร่างบางที่ขยับไปมา เธอสวมแค่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นยีนเท่านั้น ก่อนที่ไพเรทจะขยับใบหน้าลงไปมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่ลืมตาขึ้นมา
“ว๊ากก”
ผลัวะ
“โอ๊ย! ยัยบ้า กล้าดียังไงมาชกหน้าฉันวะ” หมัดเล็กๆ ชกเข้าที่ใบหน้าของไพเรทจนเขาล่วงลงกับพื้นห้อง มองร่างเล็กที่ลุกขึ้นนั่งสำรวจตัวเองไปมา
“นายทำอะไรฉันอ่ะ ไอ้บ้า”
“ทำอะไร? ฉันแค่พาเธอมาทำแผล เธอวิ่งตัดหน้ารถฉันไง จำไม่ได้ว่างั้น” ไพเรทกุมจมูกตัวเองและบีบไปที่หัวคิ้วก่อนจะมองสบตากับผู้หญิงคนนี้ที่จับจ้องมองเขาด้วยสีหน้าตกใจ เธอเดินตรงเข้ามาและจับมือของเขาออก ดวงตากลมเบิกกว้างจนเขางุนงง
“อะไร? หน้าฉันเหมือนหน้าพ่อเธอหรือไง”
“หยาบคายที่สุด นาย...” หญิงสาวตรงหน้าของเขากำลังถอยหลังไปหยิบกระเป๋าตัวเอง เธอคว้าอะไรสักอย่างมาดูและเงยหน้าสบตากับไพเรทและก้มลงดูในกระเป๋าอีกครั้งจนไพเรทมึนงง
“ในกระเป๋ามีอะไรกันแน่ เธอเป็นพวกสิบแปดมงกุฎหรือเปล่าเนี่ย?”
“ไม่ใช่นะ ฉันแค่ตกใจนิดหน่อยเอง” ไพเรทพยักหน้ารับ ก่อนจะมองหญิงสาวคนนี้ที่ยกมือเกาหัวตัวเองและบ่นพึมพำอะไรสักอย่าง
“เธอวิ่งตัดหน้ารถฉัน ดีที่ฉันเบรกทันนะไม่งั้นเธอ...”
“ขอนอนด้วยได้ปะ?”
“เธอคงจะ... ว่าอะไรนะ?” ใบหน้าหล่อขมวดคิ้วจนจะชนกันแล้วกับคำพูดของหญิงสาวคนนี้ และดูเหมือนว่าเธอกังวล ทำตัวไม่ถูกจนเขาเอียงคอมองใบหน้าจิ้มลิ้ม
“นอนด้วยได้ไหม”
“นี่เธอขอผู้ชายนอนหน้าด้านๆ แบบนี้เลยเหรอ?” หญิงสาวหลับตาลงกัดปากตัวเองแน่น ความจริงใครมันอยากจะทำอยากจะพูดแบบั้นกันเล่า ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นเพราะคำขอร้องของเพื่อนเธอ เธอคงไม่ทำแบบนี้หรอก ที่สำคัญอะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น ที่เขาว่าโลกของเรามันกลมคงจะจริงสินะ
“ฉันมีเหตุผลของฉันก็แล้วกัน”
“เหตุผลของเธอ คือการมาขอนอนกับผู้ชายแปลกหน้า? ผู้หญิงสมัยนี้กล้าหน้าด้านขนาดนี้เชียว”
“ปากจัด”
“อะไรนะ?”
“ปากจัดไม่ว่า หูตึงอีกต่างหาก”
“ฉันได้ยินนะ” ไพเรทมองร่างเล็กที่สูงแค่หัวไหล่เขาเท่านั้น ยืนเบ้ปากมองเขาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เหอะ ยัยนี้มันอายุเท่าไหร่กันแน่วะ
“เธออายุเท่าไหร่? ชื่ออะไร”
“ยี่สิบ”
“ยี่สิบ? มาขอนอนกับผู้ชายแปลกหน้าที่ยังไม่รู้จักกันดี เป็นพวกไซด์ไลน์หรือเปล่า”
“จะ จะบ้าเหรอ!” หญิงสาวหน้าร้อนผ่าวที่เขาว่าเธอแบบนั้น ให้ตายเหอะ เพราะนังเพื่อนตัวแสบแท้ๆ เลยนะที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้ คอยดูเถอะ ยั่วให้หลงเมื่อไหร่จะเฉดหัวทิ้งเอาให้ใบหน้านิ่งๆ หงอยไปเลย
“ไสหัวไปได้แล้ว ถ้าไม่มีอะไร อ่อ... ฉันไม่จ่ายค่าทำขวัญหรอกนะ เธอวิ่งมาตัดหน้ารถฉันเอง” ไพเรทชี้ไปที่ประตูห้องก่อนจะหันหลังเพื่อตรงเข้าไปที่ห้องนอนตัวเอง วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้วนะ ทะเลาะกับน้องชายกวนส้นเท้ามาแล้ว ยังต้องมาเจอมนุษย์ผู้หญิงประหลาดที่มาขอนอนด้วยอีก เฮ้อ แต่ทว่าเขายังไม่ทันได้เข้าห้องนอนของตัวเองเลยก็ถูกร่างบางวิ่งมาตะปบ ย้ำนะว่าตะปบเอวของเขา จนไพเรทสะดุ้งตกใจ
หมับ
“เฮ้ย อะไรของเธอวะยัย...”
“ยิ้ม ฉันชื่อ ‘ยิ้ม’ จำไว้ให้ขึ้นใจด้วย!”
