บทที่ 2 ONE TWINS : CHAPTER 1

ONE TWINS (PIRATE & YIM)

1

บ้านศิวัฒน์ฤดี ถูกฟ้องล้มละลาย

เดี๋ยวนะ! นี่มันรายการล้อกันเล่นใช่ปะ? ใช่ มันต้องใช่แน่ๆ บ้านฉันจะถูกฟ้องได้ไงกัน ฉันก็อยู่ดีกินดีปกติ พ่อกับแม่ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ให้ฟังนี่นา อะไรคือการที่ฉันกลับมาจากมหาลัยแล้วต้องมาเจอใบประกาศแปะอยู่เต็มรั้วประตูเข้าบ้าน ฉันยืนทำหน้ามึนงงมองเข้าไปในบ้านที่เงียบสงัดราวกับบ้านร้าง บ้านา พ่อกับแม่อาจจะไปเที่ยวก็ได้นี่เนาะยิ้ม แกต้องยิ้มให้สมกับชื่อสิ

หมายเลขของคุณไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง ตู๊ด...

“จริงดิ พ่อกับแม่ไม่รับสาย” ฉันยังคงยืนมองบ้านหลังใหญ่ของตัวงอย่างมึนงง ก่อนจะมองรถคันหนึ่งที่มาจอดพร้อมกับชายคนหนึ่งที่เดินเอาประกาศมาแปะที่ประตูรั้ว ถึงเรียกฉันให้มีสติอีกครั้ง

"เออ แปะอะไรเหรอคะ?”

“อ่อ เป็นใบประกาศจากธนาคารครับว่าบ้านศิวัฒน์ฤดีถูกธนาคารยึดแล้วครับ”

“เออ จริงดิ”

“คะ ครับว่าแต่คุณเป็นลูกสาวของคุณมนตรีกับคุณแย้มสวยใช่ไหมครับ?” บางทีฉันก็อยากให้แม่เปลี่ยนชื่อตัวเองเหมือนกันนะ เวลามีคนเรียกคุณแย้มก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่พอเรียกเต็มนี่คิดไปไกลสุดๆ อะ

“หรือว่าคุณคือคุณยติยา”

“ใช่ค่ะ ยติยา ฉันชื่อยติยา” เออ บ้าไปจริงๆ สินะ ฉันลืมแม้กระทั่งชื่อของตัวเองเพราะกำลังจิตตกกับเรื่องที่เกิดขึ้นกะทันหัน ทั้งที่เมื่อเช้าพ่อกับแม่ยังยิ้มแย้มและโบกมือให้ฉันไปเรียนอย่างมีความสุขอยู่เลย แต่ไหงเย็นนี้ถึงได้กลับมารับรู้ข่าวบ้าบอแบบนี้เนี่ย!

“คืองี้ครับ ธุรกิจของคุณพ่อคุณไม่สามารถทำต่อได้เนื่องจากถูกฟ้องหลายบริษัทก็เลยเป็นเหตุทำให้บ้านและทรัพย์สินทุกอย่างถูกยึด” จริงเหรอ? เฮ้ย แล้วแบบนี้ฉันทำไงล่ะ พ่อกับแม่ก็ไม่รู้ไปไหน แถมโทรไปก็ไม่รับ แล้วแบบนี้ฉันจะไปอยู่ที่ไหนเนี่ย

“งั้นเหรอ แย่จังนะ”

“คุณโอเคนะครับ”

“โอเค สบายมากๆ สบายจริงๆ” สบายกับผีแกน่ะสิ ลองเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับแกที่เพิ่งจะรู้ว่าบ้านถูกยึด ถูกฟ้องล้มละลาย จะสบายได้ไหม? ถ้าฉันไม่เข้มแข็งป่านนี้นอนตายอยู่หน้าบ้านแล้ว ชายคนนั้นยิ้มให้ก่อนจะขอตัวไป ฉันมองไปตามรถคันนั้นและหันไปมองประตูรั้วบ้านตัวเอง

“ยึดเหรอ? เสื้อผ้าฉันจะไม่ให้เลยหรือไง มีแต่ชุดนักศึกษาตัวเดียวเนี่ย” ฉันก้มลงมองตัวเองที่มีแค่ชุดนักศึกษากับกระเป๋าสะพายใบเดียวก็หลับตาลงก่อนจะมองซ้ายมองขวา และจัดการปีนประตูรั้วที่ไม่สูงเท่าไหร่เข้าไปในบ้าน เพราะว่าประตูถูกโซ่จากที่ไหนไม่รู้คล้องไว้จนเปิดไม่ได้

ตุ้บ!

“ฮ้า อย่างน้อยก็ต้องไปเอาเสื้อผ้าของตัวเองมาก่อนล่ะ” ว่าแล้วฉันก็ตรงไปที่ประตูแต่ก็เหมือนเดิมคือปิดตายจนเปิดไม่ออก ฉันมองไปที่ห้องของตัวเองที่อยู่ชั้นสอง มองเห็นหน้าต่างที่เปิดออกมาก็เดินไปที่ห้องเก็บของ คว้าบันไดมาพาดวางและจัดการปีนเข้าไปในบ้านของตัวเองราวกับขโมยทั้งที่มันคือบ้านของฉันนะ

ฉันกระโดดเข้ามาในห้องของตัวเองมองไปรอบๆ ก็ถอนหายใจออกมา นี่ฉันจะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้วเหรอ? ทำไมพ่อกับแม่ถึงได้ทิ้งฉันไว้แบบนี้โดยไม่บอกอะไรเลยล่ะ คิดว่าฉันเอาตัวรอดได้งั้นเหรอ? เออถึงแม้จะเอาตัวรอดเก่ง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่อ่อนแอนะ ฉันก็ลูกคุณหนูคนหนึ่งที่ทำอะไรก็ไม่ค่อยได้เรื่องหรอก เมื่อเก็บเสื้อผ้าและของจำเป็นลงกระเป๋าสะพายใบใหญ่สุดหรู ฉันก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองคือกางเกงขาสั้นยีนกับเสื้อยืดสีขาวคอกลม ฉันเป็นคนไม่ชอบแต่งตัวสักเท่าไหร่หรอกนะ เมื่อได้ของที่ต้องการฉันก็ระเห็จตัวเองออกมาจากบ้านที่เคยอยู่มานานแสนนาน ป่านนี้ข่าวเรื่องนี้คงดังไปทั่วแล้วแน่ๆ เพราะว่าครอบครัวฉันก็ดังระดับต้นๆ แต่ก็ช่างเหอะ ตอนนี้ต้องหาที่อยู่ก่อน ฉันหยิบมือถือสุดหรูของตัวเองมากดโทรหาเพื่อนที่พอจะพึ่งพาได้ ก็เป็นเพื่อนลูกคุณหนูนั่นแหละ เพราะฉันก็ไม่ค่อยคบใครแต่ทว่า...

“เออ พอดีฉันมีญาติมาอยู่ด้วยน่ะยิ้ม โทษทีนะ” ตอแหล แกอยู่คนเดียวนะ! ไม่เป็นไรๆ

“พอดีป้าฉันจากแอลเอมาอยู่ด้วย โทษด้วยนะยิ้ม” เหอะ

“ยิ้ม บ้านแกโดนยึดเหรอ? ทำไมล่ะ? เป็นยังไง? ห้ะ ไม่ได้ยินเลย แค่นี้นะ” ฉันกำมือถือตัวเองแน่น และหลับตาลงก่อนจะตะโกนออกมาอย่างดังจนคนที่นั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์ตกใจคิดว่าฉันเป็นบ้า ใช่ ฉันกำลังจะเป็นบ้าไง พอฉันไม่มีก็พากันทิ้งเลยนะ สมแล้วที่ฉันไม่นับพวกแกเป็นเพื่อนเพราะไม่คิดว่าจะมีนิสัยแบบนี้  ฉันนั่งถอนหายใจอยู่ที่ป้ายรถเมล์จนดึก ก็นึกขึ้นมาได้ว่ามีเพื่อนอยู่คนหนึ่งแต่ยัยนี่เป็นพวกนิ่งแต่ก็เหมือนกับเพื่อนผู้หญิงทั่วไปของฉัน ยังไงก็ลองดูดีกว่าไม่เสียหาย

“ฮัลโหลกัน”

(“ยิ้ม? มีอะไรหรือเปล่า”)

“คือว่า... กันอยู่ที่บ้านคนเดียวใช่ไหม?”

(“ใช่ เธอมีอะไรหรือเปล่า ปกติไม่เคยโทรมาเลยนอกจากมาหาที่บ้าน”) และฉันก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้กันฟัง จริงอยากที่เธอพูดนั่นแหละ ฉันไม่เคยโทรหาเธอหรอก นอกจากจะไปหา เราเรียนอยู่ด้วยกันที่มหาลัยแต่ว่ากันต้องดรอปเรียนเนื่องจากมีปัญหาเรื่องทางบ้านถึงแม้จะมีเงินทอง แต่มันก็ไม่เข้าใครออกใครหรอกนะ และฉันก็ไมรู้ด้วยว่าปัญหาของยัยนี่คืออะไร? แต่เป็นเพื่อนคนเดียวที่พอจะพึ่งพาได้นะ ฉันหวังให้เป็นแบบนั้น

(“มาสิ มาอยู่ที่บ้านฉันก่อนก็ได้ ติดต่อคุณลุงได้เมื่อไหร่ค่อยว่ากัน”)

“จริงนะกัน โหย ขอบใจมากๆ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้ล่ะ” ฉันวางสายตากันก็ยิ้มหัวเราะอยู่คนเดียว จนคนแถวนี้คงคิดว่าฉันบ้านจริงๆ นั่นแหละ ฉันนั่งรถแท็กซี่มาที่บ้านไม้สองชั้นของกัน อันที่จริงหล่อนย้ายมาอยู่ที่นี่คนเดียวนานแล้ว เพราะว่ามีปัญหากับทางบ้าน ฉันกดออดสักพักร่างบางของกันก็ออกมาเปิดประตู สีหน้าของเธอยิ้มให้ฉัน เธอเป็นคนที่ตัวเล็กและก็น่ารักในมุมมองของฉัน ถึงจะไม่ได้น่ารักจนแบบหนุ่มๆ หลงเธอก็น่ารักในแบบที่เป็นของตัวเอง

“เข้ามาสิ” กันเดินนำฉันเข้าไปในบ้านที่กว้างพอ ข้างล่างก็มีห้องรับแขก โซฟาทีวี ครบทุกอย่าง เธอเดินนำฉันไปชั้นสองที่มีห้องอยู่สองห้องแต่อยู่คนล่ะฝั่ง กันเปิดประตูห้องเข้าไปและฉันมั่นใจด้วยว่าคงจะเป็นห้องของกันแน่นอน

“นอนที่ห้องฉันเนี่ยล่ะ”

“อ้าว แล้วเธอจะไปนอนไหน?”

“ฉันกำลังจะไปเกาหลี”

“ห้ะ! ละ แล้วไงฉันอยู่ได้เหรอ?”

“ได้สิ อยู่ได้ตามสบายเลยนะ ไม่ต้องจ่ายค่าอะไรเลย ส่วนเรื่องเงินใช้จ่ายส่วนตัวเธอก็หาเอาเอง” โหย ดีชะมัดเลยแหะ ฉันยิ้มออกมาก่อนจะโผล่เข้าไปกอดเพื่อนรักของฉัน ตอนนี้เลื่อนขั้นให้เป็นเพื่อนรักก็แล้วกัน แต่ก็ต้องหยุดชะงักตัวเองทันทีเมื่อกันยกมือห้าม

“แต่มีข้อแม้...”

“ข้อแม้? อะไรอะ” กันไม่พูดอะไรแต่กลับเดินไปที่โต๊ะหนังสือ หยิบสมุดมาเปิดพร้อมกับรูปภาพหนึ่งใบ ก่อนจะยื่นมันให้ฉัน ซึ่งฉันก็มึนงง ก่อนจะก้มหน้ามองรูปภาพใบที่อยู่ในมือ

โอ้พระเจ้า! ผู้ชายในรูปหล่อมากจริงๆ เขามีใบหน้าที่หล่อคมคาย ดวงตาคม ใบหน้าก็นิ่งเฉย แถมผมสีดำยังซอยละต้นคอ มีรอยสักที่ลำคอและแขน คือโดยรวมมันหล่ออะ หล่อจนฉันใจเต้นเลย ไม่เคยเห็นใครหล่อขนาดนี้มาก่อนเลยนะ

“ใครอะกัน แฟนเธอเหรอ?”

“เปล่า มันคือคนที่ฟันฉันแล้วทิ้ง”

“ห้ะ! อะไรนะ” ฉันเบิกตากว้างมองกันที่หยิบกระเป๋าที่จัดเสื้อผ้าแล้วมาดู โดนฟันแล้วทิ้งเหรอ? เฮ้ย หล่ออย่างเดียวไม่พอ ยังเลวอีกเหรอเนี่ย ขอกลืนคำพูดที่ชมว่าเขาหล่อลงท้องให้หมด

“ใช่ หมอนี่ฟันฉันแล้วทิ้ง และสิ่งที่ฉันต้องการคือ... อยากให้เธอไปยั่วเขาให้ตกหลุมรักและเฉดหัวเขาทิ้ง เอาให้เขาเสียใจและทรมานกว่าที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้”

“ฉะ ฉันเหรอ? บ้านากัน ฉันยั่วใครไม่เป็นนะ ที่สำคัญ ฉันไม่รู้ด้วยว่าเขาเป็นใคร เธอรู้หรือเปล่าล่ะ?”

“ถ้าเธอไม่ทำก็ออกจากบ้านฉันไปซะ เพราะฉันให้ที่อยู่เธอฟรีขนาดนี้ แค่ช่วยเพื่อนนิดหน่อยแค่นี้ไม่ได้เหรอยิ้ม” กันยกยิ้มขึ้นมาเหนือกว่า จนฉันกัดปากตัวเองแน่น และขอกลืนคำพูดอีกคำคือมันเป็นเพื่อนรัก ขอตัดทิ้ง! ฉันสบตากับกันที่กอดอกมองฉันอย่างเหนือกว่า ตอนนี้ฉันไม่มีที่ให้ไปแล้วไง เงินติดตัวก็พร้อมจะหมดทุกเมื่อ แถมมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย ซึ่งมันสบายมากๆ ฉันก้มลงมองคนในรูป หนอย... เพราะแกคนเดียวทำให้ฉันต้องเป็นแบบนี้ (โทษมั่วจริงๆ ยัยยิ้ม)

“ว่าไง? จะไม่ทำก็ได้นะ เพราะงั้นก็เชิญออกไปได้เลย”

“ทำไมเธอถึงไม่ไปแก้แค้นเอง ทำไมต้องใช้คนอื่น”

“ก็ถ้าฉันทำเอง มันจะไปสนุกอะไร? คนอย่างหมอนั่นไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปหรอก ไม่เคยสนใจว่าสิ่งที่ตัวเองกระทำมันจะทำให้ใครอีกหลายคนเสียใจ รวมถึงฉันด้วย”

“แล้วทำไมต้องเป็นฉัน?”

“เพราะเธอมันน่ารักไงยิ้ม น่ารัก สวยใส ฉันคิดว่าผู้ชายอย่างเขาคงตกหลุมรักผู้หญิงแบบเธอแน่ๆ”

“แต่เธอก็น่ารักนะกัน”

“ไม่ มันยังไม่พอ ฉันถึงต้องไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีไง ฉันจะกลับมาให้สวย จะได้มาสมน้ำหน้าเขา” แค้นฝังหุ่นเลยแหะ? แต่ทำไมผลกรรมทั้งหมดมันต้องมาตกอยู่ที่ฉันด้วยเนี่ย ฉันยกมือกุมขมับตัวเอง มองรูปในมืออย่างนิ่งๆ

“ฉันไม่มีเวลามาฟังคำตอบเธอนะยิ้ม ฉันต้องรีบไปสนามบินแล้ว ถ้าเธอไม่ก็ไปซะ”

“ตกลงก็ได้” ฉันตอบตกลงทันทีมองกันที่ยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่มาดร้าย ทำไมความแค้นถึงทำให้หล่อนเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้กันนะ กันไม่พูดอะไร แต่ลากกระเป๋าลงไปที่ชั้นล่างซึ่งมีรถมาจอดรอรับอยู่

“ฉันหวังว่าฉันกลับมา จะได้รับฟังข่าวดีนะ”

“เดี๋ยวสิแล้วเขาชื่ออะไร? ทำอะไร? แล้วเป็นใครล่ะ กัน!” ยัยนั่นไม่ตอบอะไร ขึ้นรถไปทันทีเพราะต้องรีบไปสนามบินแต่ทว่าก็ลดกระจกลงมามองฉันด้วยสีหน้านิ่งเฉย

“น้องชายฉันอยู่บ้านหลังนี้ด้วย ฉันบอกหมอนั่นไปแล้วล่ะว่าจะมีเพื่อนมาอยู่ บอกเธอไว้ก่อนจะได้ไม่ตกใจ”

“ฉันไม่ได้ต้องการฟังเรื่องนี้นะกัน กลับมาก่อน กัน! อีกัน!” เสียงของฉันดังไปทั่วที่มองรถของกันแล่นออกไป พร้อมกับมองรูปภาพในมืออย่างหงุดหงิด ฉันเดินตรงเข้าไปในบ้านก่อนจะหยิบกระเป๋าของตัวเองมาสะพายและยัดรูปไอ้ผู้ชายเฮงซวยลงกระเป๋าก่อนจะล็อคบ้านและเดินออกไปตามทางอย่างโดดเดี่ยว พอฉันล้มก็มีคนพร้อมที่จะเหยียบขนาดนี้เลยเหรอ รู้ไหมแค่กันบอกให้ฉันดูแลบ้าน ทำความสะอาดบ้านให้ฉันจะทำให้อย่างเต็มที่เลยล่ะเพราะอย่างน้อยฉันก็มาอาศัยเขาอยู่ แต่ว่ามาให้ฉันทำอะไรเนี่ย มายั่วผู้ชายที่ฉันไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ? ไม่รู้ด้วยว่าไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ไม่รู้เลยว่าเขาเป็นคนยังไง แต่ก็คงจะรู้แล้วล่ะว่าเลวแน่นอน ไม่งั้นคงไม่ฟันยัยกันแล้วทิ้งไปแบบนั้น ฉันเดินไปตามทางอย่างหงุดหงิด และก็ไม่รู้ด้วยว่าเดินมาใกล้แค่ไหน รู้แค่ว่าด้านหน้าเป็นคอนโดหรู

“ชีวิตฉันทำไมต้องมาเป็นแบบนี้ด้วยเนี่ย!” ฉันเดินข้ามถนนไปอย่างหงุดหงิดแต่ทว่าแสงไฟจากหน้ารถที่ขับพุ่งมาจะทำให้ฉันถึงกับค้างอยู่กลางถนน

“กะ กรี๊ดดดด...”

เอี๊ยด!

ร่างของฉันถูกรถชนแรงเหมือนกันไม่งั้นฉันคงไม่นอนฟุบและเจ็บที่หัวตัวเองแบบนี้หรอก โอ๊ยมึน ทำไมมึนแบบนี้นะ?

กลับมาปัจจุบัน

มันช่างจะบังเอิญ โลกกลม พรมเช็ดเท้าแบบนี้ได้ไงกัน! อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น เพราะตอนนี้ฉันดันกอดรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของผู้ชายที่ฟันเพื่อนตัวแสบของฉัน และเขาคือคนที่ฉันจะต้องยั่วให้หลงและเฉดหัวทิ้ง นี่มันเดจาวูจริงๆ

“ยิ้ม? แล้วไง ใครอยากฟังกัน ปล่อยด้วยยัยผู้หญิงน่าไม่อาย!”

“ก็บอกแล้วไงว่าขอนอนด้วยคน ฉันเจ็บแผลกลับไม่ไหวจริงๆ นะ” ฉันกัดฟันตัวเองที่ต้องพูดจาตอแหลแบบนี้ ทั้งที่ฉันไม่เคยพูดมันเลยสักครั้ง โอ๊ยอยากจะกัดลิ้นตัวเอง เขาดึงมือฉันที่กอดเอวออกไป สีหน้านิ่งเฉยของเขาจับจ้องมองฉันอย่างหงุดหงิดก่อนจะเท้าเอวมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า

“แน่ใจว่าไม่ใช่พวกไซด์ไลน์?”

“แน่สิ น้ำหน้าอย่างฉันเนี่ยจะเป็นได้ไง”

“ก็จริงนะ เพราะถ้าเธอเป็นคงไม่มีใครเอาหรอก... ตัวก็เตี้ย นมก็แบน ไม่มีอะไรน่าดึงดูดสักอย่าง”

“นี่ปากคนหรือปากหมากันแน่เนี่ย” เขามองฉันด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจอย่างมาก ก่อนที่ฉันจะรู้ตัวก็ยกมือเกาหัวตัวเองแก้เขินและทำหน้าเศร้าเพื่อให้เขาสงสาร ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ว่าเขาเป็นใครชื่ออะไร? ก็ตอนที่หยิบรูปดู ฉันตกใจไม่น้อยที่เจอเขา ถึงได้บอกไงว่ามันคือพรมเช็ดเท้าชัดๆ ที่ทำให้เราสองคนเจอกัน ทั้งที่ฉันพิ่งจะรับคำจากเพื่อนตัวแสบไปไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว

“นะๆ นายนะ ฉันขอพักที่นี่คืนเดียวนะ”

“เฮ้อ ก็ได้ไถ่โทษที่ขับรถชนเธอก็แล้วกัน ทั้งที่ฉันไม่ได้ผิด”

“รู้แล้วล่ะนา ฉันผิด พอใจยัง”

“หึ ชื่อยิ้มเหรอ?”

“อือ แล้วนายล่ะ” ฉันมองสบตากับเขา ซึ่งสายตาของเขามันมีแรงดึงดูดแบบสุดๆ เลยนะ ผู้ชายคนนี้หล่อมาก หล่อจนฉันไม่สามารถละสายตาได้เลย ถึงแม้เขาจะนิ่งเฉยและปากมอมก็ตามที

“ไพเรท”

“หือ ไพเรทเหรอ ชื่อเท่ดีจัง”

“เธอนอนที่โซฟาก็แล้วกัน” ไพเรทชี้ไปที่โซฟาก่อนจะเดินเข้าห้องนอนไป ส่วนฉันก็เดินไปนั่งที่โซฟาและเอื้อมมือไปจับที่หน้าผากของตัวเองที่เขาทำแผลให้

“ดูยังไงนายก็ไม่เหมือนคนที่จะฟันหญิงแล้วทิ้งเลยนะ ไม่สิ เพิ่งจะเจอกันวันแรกอย่าเพิ่งไปไว้ใจสิยิ้ม”

ฉันนั่งเล่นมือถืออยู่บนโซฟา แต่ทว่าตั้งแต่เย็นฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย ท้องมันร้องเรียกหาแต่อาหาร ฉันเลยมองไปที่ครัวของไพเรท เดินไปเปิดตู้เย็นก็ต้องตาลุกเห็นของกินเต็มไปหมด ฉันยิ้มออกมาด้วยความหิวก็เลยจัดการหยิบของทุกอย่างมาวางที่เคาน์เตอร์และกินเค้กก้อนโตเลยอันดับแรก อืม อร่อยมาก!

“นี่ยัย... ทำบ้าอะไรของเธอวะ!”

“อะ เออ คือฉันหิวก็เลยหาอะไรกินหน่อย แหะๆ”

“มารยาทดีมากเลยนะ”

“ขอบคุณที่ชมนะไพเรท” ฉันรู้ว่าเขาประชดแต่ฉันก็ตอบกลับด้วยความกวนจนเขาส่ายหน้าไปมา  ร่างสูงที่สวมแค่เสื้อกล้ามกับกางเกงบ็อกเซอร์สีดำเดินไปหยิบถ้วยบะหมี่ที่ชั้นมาสองถ้วย ก่อนจะตั้งน้ำร้อนโดยที่ฉันก็ยืนกินเค้กอยู่แบบนั้น สักพักเขาก็ยกถ้วยบะหมี่มาวางตรงหน้าฉัน

“กินไป เดี๋ยวจะอดตายซะก่อน”

“หอมจังเลย ขอบคุณนะ” ไพเรทเดินไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว โดยมีฉันที่ตามไปนั่งด้วย อย่างน้อยก็จะได้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นไง ยิ่งใกล้ชิดก็ยิ่งหวั่นไหว แต่เขาจะหวั่นไหวหรือเปล่านี่ก็อีกเรื่องนะ

“ฉันให้นอนคืนนี้คืนเดียวนะ พรุ่งนี้ก็ไสหัวไปจากห้องฉันด้วย”

“โหพูดกับผู้หญิงแบบนี้ได้ไงกัน?”

“แล้วผู้หญิงแบบเธอนี่ยน่าให้พูดดีเหรอ มากอดผู้ชายทั้งๆ ที่ยังไม่รู้จัก แถมยังขอนอนด้วย...” ฉันมองไพเรทที่มองฉันด้วยสีหน้านิ่งเฉยแต่แววตาดูถูกสุดๆ เหอะ เกลียดสายตาแบบนี้มากเลยแหะ สายตาเหมือนยัยกันไม่มีผิด ฉันจัดการซดบะหมี่เพื่อต่อชีวิตจนหมดก็เดินไปเก็บของให้เขาที่ฉันรื้อมากิน สักพักไพเรทก็เดินเข้าห้องไป ปล่อยให้ฉันนอนอยู่ที่โซฟา

“จะทำยังไงเพื่อเข้าใกล้หมอนี่มากกว่านี้นะยิ้ม ทำไงดี?”

ร่างของฉันที่พลิกตัวไปมาบนโซฟาคอนโดของไพเรทก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่สะกิดอยู่บริเวณต้นขา ฉันเอามือปัดแต่ทว่าก็ยังรู้สึกแบบนั้น ก่อนจะลืมตาขึ้นเห็นร่างสูงของไพเรทยืนกอดอกมองฉันพร้อมกับส้นเท้าที่สะกิดขาฉันด้วยสีหน้านิ่งเฉย

“ตื่นได้แล้ว ฉันต้องรีบไปทำธุระ”

“นี่คือวิธีปลุกคนนอนของนายงั้นเหรอ? ทำกับผู้หญิงแบบนี้ได้ไงกัน”

“ปกติฉันไม่ทำแบบนี้หรอก เผอิญว่าเธอทำตัวน่าหมั่นไส้... ลุกขึ้นไปล้างหน้าที่ห้องน้ำ ฉันเตรียมอุปกรณ์ไว้ให้แล้ว” ไพเรทชี้นิ้วไปที่ห้องน้ำที่อยู่ข้างประตูห้อง ฉันทำหน้าบูดและลุกขึ้นตรงไปที่ห้องน้ำก่อนจะจัดการล้างหน้าถูฟันตัวเอง เสร็จออกมาก็เห็นไพเรทยืนสวมรองเท้าผ้าใบอยู่

“นายทำงานที่ไหนเหรอ?”

“จะอยากรู้ไปทำไม เดี๋ยวก็ไม่ได้เจอกันแล้ว” ฉันเดินตามแผ่นหลังกว้างของเขาที่สวมเสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงยีนขาดๆ แต่มันโคตรดูดีเลยนะเวลาที่เขาสวมใส่ ไพเรทกับฉันออกมาจากคอนโด ฉันมองเขาเดินไปที่รถสุดหรูปอร์เช่ก็ตาค้าง เหอะ รู้ไหมว่าถึงฉันจะเคยรวยแต่ก็ไม่ได้รวยถึงขนาดขับรถราคาแพงแบบนี้หรอกนะ ไพเรทเปิดประตูรถและมองสบตากับฉันอีกครั้ง

“แล้วก็อย่าเที่ยวไปขอนอนกับผู้ชายที่ไหนล่ะ ยัยไซน์ไลด์”

“นะ นาย!” ไพเรทสวมแว่นตาสีชาและขึ้นรถขับออกไปจนฉันแดดิ้นไปกับคำพูดของเขา จะไม่ให้แดดิ้นได้ไงเล่า ก็เล่นพูดขึ้นมาคนที่เดินเข้าออกคอนโดก็มองฉันด้วยสีหน้าตกใจน่ะสิ อายุแค่นี้เป็นไซน์ไลด์แล้ว เนี่ยล่ะที่ได้ยิน! ฉันเดินเข้าซอยมาถึงบ้านของอีกัน (ขอเรียกแบบนี้นะ) ด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้ายิ่งกว่ารู้ว่าครอบครัวถูกฟ้องล้มละลายอีก ฉันยืนไขกุญแจอยู่แต่ทว่าเงาที่ทาบทับร่างฉัน มันสะท้อนประตูทำให้ฉันตกใจหันไปมองก็พบกับร่างสูงโปร่งของผู้ชายคนหนึ่ง เขามีสีหน้าเรียบเฉย แถมยังดูหล่อมาก ทำไมฉันเจอแต่คนหล่อกันนะ

“เธอคือเพื่อนของกันงั้นเหรอ?”

“เอ๋ ชะ ใช่แล้วนายเป็นใคร?” ดูจากชุดที่ใส่ เขายังสวมชุดนักเรียนอยู่เลยนะ หมายถึงสวมชุดเครื่องแบบโรงเรียนนานาชาติไง ชุดแบบนี้ฉันเคยเห็นเป็นชุดสูทสีน้ำตาลอ่อน เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกปลดกระดุมลงมาสามเม็ดเผยอกขาวนวล ทรงผมรองทรงที่เป็นสีดำน้ำตาลซึ่งมันทำให้เด็กคนนี้ดูดีมาก มากจริงๆ นะ

“ฉันรอเธอทั้งคืน หายไปไหนมา”

“ห้ะ! รอฉัน รอทำไม?”

“ก็ฉันอยู่ที่นี่” เฮ้ย เป็นไปได้เหรอ? อยู่ที่นี่เนี่ยนะ อีกันไม่เห็นบอกอะไรฉันเลยว่ามีคนอยู่ด้วย หรือฉันลืม?

“จะเปิดประตูได้ยัง ฉันอยากอาบน้ำ”

“ได้ๆ ขอโทษนะ” ฉันเปิดประตูบ้านเข้าไป เขาก็เดินสวนฉันและถอดรองเท้าโยนทิ้งไปที่ชั้นวาง ก่อนจะโยนกระเป๋าและถอดเสื้อสูทออก

“เธอเป็นเพื่อนกัน ชื่ออะไร?”

“เออ ยิ้ม พี่ชื่อยิ้ม” เขาหันมาสบตากับฉัน ซึ่งแรงดึงดูดไม่ต่างจากไพเรทเลยนะเด็กคนนี้ เขาพยักหน้ารับก่อนจะเดินหายไปในครัวและกลับมาพร้อมกับแก้วน้ำหนึ่งใบที่กำลังดื่มอยู่ ฉันก็ได้แต่ยืนมึนงงทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าเป็นใคร? ไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร? แต่รู้อย่างเดียวว่าเป็นรุ่นน้องฉันแน่นอน

“ปืน”

“ปืนเหรอ? เอาไปทำอะไรอะ มันผิดกฎหมายนะ”

“ฉันชื่อปืน เป็นน้องชายกัน อยู่ที่นี่...” ฉันเบิกตากว้างและพลันคำพูดของอีกันก็โผล่เข้ามาที่ว่ามีน้องชายอยู่ด้วย และฉันก็ไม่คิดว่าน้องชายของอีกันจะโตขนาดนี้ เพราะฉันก็ไม่เคยเห็นและไม่เคยเจอด้วย

“เออ ยินดีที่ได้รู้จักนะ พี่มาขออาศัยอยู่ด้วยพอดีที่บ้านมีปัญหานิดหน่อย ฝากตัวด้วยนะ”

“อือ อย่าทำตัววุ่นวาย”

“...”

“อย่าสร้างปัญหา เพราะฉันเบื่อกันไปคนหนึ่งแล้ว อย่าให้ต้องเบื่อเธอไปด้วย”

“พี่ว่าสรรพนามเราต่างกันนะ พี่เป็นพี่ปืน ปืนก็ต้องเรียกพี่สิ มาเรียกเธอแบบนี้มัน...” ปืนเอียงคอมองฉัน ก่อนจะเดินตรงมาใกล้ฉันซึ่งเขาสูงพอๆ กับอีตาไพเรทเลยนะ เด็กสมัยนี้สูงจังแหะ

“ฉันจะเรียกแบบนี้มีปัญหาหรือไง ห่างกันแค่สองปี ฉันไม่นับว่าเป็นพี่หรอก”

“เออ ก็ได้แล้วแต่ปืนเถอะ” เขาสบตากับฉันและเดินขึ้นห้องไป ปล่อยให้ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อันที่จริงฉันรู้สึกดีมากๆ นะที่ได้เจอผู้ชายถึงสองคนเป็นคนที่หล่อลากดินมาก แต่ทำไมนิสัยถึงได้ดูคล้ายกันและน่าอึดอัดแบบนี้ล่ะ ไพเรทก็หน้านิ่งแต่ปากมอมรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่คุยกัน ส่วนปืนก็ดูนิ่งพูดไม่เยอะ แต่คุยกันแล้วอึดอัดอะ

“เฮ้อ... ทำไมฉันจะต้องมารับมือผู้ชายแบบนี้ด้วยเนี่ย มันอึดอัดนะ!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป