บทที่ 4 ONE TWINS : CHAPTER 3
ONE TWINS (PIRATE & YIM)
3
ฉันกลับมาจากคอนโดของไพเรทก็ตรงมาที่บ้านทันที แต่ทว่าก็ต้องนั่งอยู่ที่หน้าประตูเพราะว่าเข้าบ้านไม่ได้ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะสี่ทุ่มแล้ว แต่ฉันยังไม่เห็นวี่แววของปืนกลับมาเลย รู้งี้เอากุญแจไว้ก็ดี หรือว่าเขาจะแก้แค้นฉันที่ปล่อยให้เขารอ เหอะ ไอ้เด็กน้อย! ฉันนั่งตบยุงอยู่หน้าบ้านและเล่นมือถือไปด้วย ฉันปิดเฟสไปแล้วล่ะ เนื่องจากเพื่อนของฉันต่างพากันลบฉันออกจากการเป็นเพื่อน เพราะฉันก็เหมือนคนที่ล้มละลายคนหนึ่งที่ไม่มีใครต้องการไง ชีวิตที่ตกอับ มันทำให้ฉันรู้นะว่ามีไม่กี่คนหรอกที่อยู่กับเรา ถึงแม้ว่ากันจะร้ายกาจที่ใช้ฉันเป็นเครื่องมือให้ไปทำร้ายไพเรท แต่อย่างน้อยยัยนั่นก็ไม่ได้ทอดทิ้งฉันให้โดดเดี่ยว ฉันมองไปที่ประตูรั้วก็เห็นหัวของปืนที่เปิดประตูเข้ามา เขาชะงักที่เห็นฉัน แต่ว่าฉันกลับมองใบหน้าหล่อที่พยายามหลบสายตาฉัน
“มาแล้วเหรอ?”
“ใช่ ว่าแต่ปืนไปไหนมา เลิกเรียนตั้งแต่ห้าโมงแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่ต้องยุ่งสักเรื่องจะตายไหม!” เขาตะคอกฉันอย่างหงุดหงิด และเปิดประตูเข้าไปในบ้าน แต่ฉันมองเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาซึ่งเขาถอดสูทออกพาดไหล่ไว้ มันมีรอยเท้าเต็มไปหมด ด้วยความสงสัยฉันเลยเปิดไฟและคว้าไหล่หนาให้หันกลับมามองฉัน
“ปะ ปืน นายไปโดนอะไรมาเนี่ย?”
“อย่ายุ่งได้ไหม รำคาญ!” ฉันมองร่างสูงที่สะบัดตัวจนฉันเกือบจะล้ม มองเขาที่เดินขึ้นบันไดไป ใบหน้าหล่อของเด็กนั่นเต็มไปด้วยรอยช้ำจนฉันตกใจ แต่ว่าจะไม่เป็นอะไรแน่เหรอ? ฉันกัดปากตัวเองและมองกล่องยาที่อยู่บนชั้น แต่ก็ส่ายหน้าและขึ้นไปที่ห้องอาบน้ำเพื่อจะได้นอน พรุ่งนี้จะต้องไปจ่ายตลาดซื้ออาหารไปประเคนคุณชายไพเรท แต่ว่าดันหิวขึ้นมาซะก่อนก็เลยลงบันไดมาแต่ก็เห็นปืนนั่งอยู่ที่โซฟา เขาสวมแค่กางเกงห้าส่วนตัวเดียว ส่วนท่อนบนก็ถอดเสื้อออก จนฉันเห็นผิวขาวๆ ของเขามีแต่รอยช้ำเต็มไปหมด
“ทำอะไรเหรอปืน?”
“ยุ่ง”
“เหอะ ตามใจ ไม่ยุ่งก็ได้!” เขามองฉันด้วยสีหน้านิ่งเฉยก่อนจะทำแผลตัวเองต่อไป ส่วนฉันก็เดินสะบัดหน้าเข้ามาในครัวเทนมดื่มและตามด้วยน้ำเปล่า ก่อนจะออกมายืนมองปืนที่กำลังทำแผลด้วยความหงุดหงิด ฉันเดินตรงไปนั่งข้างเขาจนปืนตกใจ
“มานี่ ทำให้”
“ก็บอกว่าอย่ายะ... โอ๊ย! มันเจ็บนะ”
“อยู่เฉยๆ จะไม่เจ็บ จบปะ” ฉันไม่ฟังจิ้มสำลีลงที่ริมฝีปากที่แตกของปืนจนเขามองค้อนฉัน ให้ตายเหอะ นี่สภาพเป็นแบบนี้ต้องไปมีเรื่องกับใครมาแน่นอนเลย
“ไปฟัดกับหมาที่ไหนมาล่ะ ถึงได้เยิ่นแบบนี้”
“ไม่เผือกสักเรื่องจะตายไหม?” คำนี้มันคุ้นๆ แหะ ฉันเบ้ปากและจัดการทำแผลให้ปืน ก่อนจะเงยหน้าสบตากับเขาที่จ้องมองฉันอยู่
“มองอะไร?”
“เธอทำแผลให้ฉันแบบนี้ จะให้ฉันไปมองหมาที่ไหน ถ้าไม่มองเธอ”
“ปืน!” เขาไม่พูดอะไร แต่ถอนหายใจออกมายาวๆ จนฉันหงุดหงิด แต่ก็ทำแผลให้เขาจนเสร็จ ปืนขยับตัวไปนั่งพิงกับโซฟาส่วนฉันก็เก็บอุปกรณ์ทำแผล และมองไปที่หน้าท้องแกร่งที่มีกล้ามด้วย เด็กสิบแปดมีกล้ามหน้าท้องขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
“ขอบใจ”
“อืม ว่าแต่ไปมีเรื่องทะเลาะกับใครมา? อย่าบอกนะว่าไม่ได้เข้าเรียน”
“บอกแล้วไงว่าอย่ายุ่ง น่ารำคาญ!” พูดเสร็จก็เดินหนีฉันขึ้นห้องไปเลย เหอะ ก็ไม่อยากจะยุ่งหรอกนะ เห็นอยู่ด้วยกันถ้าไม่ถามไถ่กันก็จะเรียกว่าอยู่หรือไง? นิสัยแบบนี้มันน่าจับตีให้ตายเลยนะ
รุ่งเช้าฉันก็ออกจากบ้านแต่เช้า ไม่สนใจปืนที่ยังไม่ตื่นหรอก จะไปเรียนหรือไม่ไปก็แล้วแต่ ฉันสิตอนนี้กำลังถือของพะรุงพะรังไปที่ห้องของไพเรท ก่อนจะกดกริ่งอยู่นานเขาก็เปิดประตูออกมาด้วยท่าทางที่งัวเงียเหมือนกับเพิ่งจะตื่น
“มาแล้วเหรอ? ซื้ออะไรมาเยอะแยะ”
“ก็ของสดไง ทำอาหารให้กิน”
“ไม่ ไปซื้อสำเร็จมา ฉันไม่อยากท้องเสียตอนเช้า”
“ปากเสียจริงๆ นะที่สำคัญปากเหม็นมากด้วย!” ไพเรทลืมตามองฉันด้วยสีหน้านิ่งเฉย และยกมือปิดปากตัวเอง เขาคงจะลืมไปมั้งว่าตัวเองเพิ่งจะตื่นและดันพูดออกมา แต่ฉันไม่ได้กลิ่นหรอกนะ แค่อยากจะแกล้งเขาเท่านั้น เพื่อว่าจะได้เห็นสีหน้าที่ตกใจ แต่เปล่าเลย หมอนั่นเดินหมุนตัวเข้าห้องไปโดยไม่สนใจฉันสักนิด
“เหอะ แล้วนายจะรู้ว่าอาหารฝีมือฉันเนี่ยล่ะ จะทำให้นายหลงใหลในตัวของฉัน ไพเรท!”
ฉันทำอาหารซึ่งง่ายๆ เลยก็หุงข้าว และทำกับข้าวไม่กี่อย่าง หน้าตาน่าทานมาก อย่าคิดดูถูกฉันนะ เพราะถึงฉันจะเป็นลูกคุณหนู แต่แม่ของฉันก็พยายามให้ฉันเป็นแม่ศรีเรือนโดยการส่งฉันไปเรียนทำอาหาร ทำขนม ซึ่งตอนแรกฉันไม่ชอบเลยสักนิด แต่ว่าเวลาทำอาหารมันทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขนะ เหมือนได้ใส่ใจในการทำอาหารและไม่คิดอะไรนอกจากจะทำอาหารให้ดีที่สุด อาหารของฉันไม่มีรสชาติห่วยแตกนะ แต่อร่อยมากต่างหาก
“ตกลงไปซื้อมายังเนี่ย ฉันหิวแล้วนะ”
“เหอะ ไม่ซื้อแต่ฉันทำต่างหาก...” ไพเรทเดินออกมาจากห้องนอนด้วยชุดสบายๆ แสดงว่าวันนี้เขาไม่ไปไหนงั้นสิ เขาเดินมานั่งที่โต๊ะและมองอาหาร ก่อนจะไล่สายตามามองฉัน
“กินได้แน่นะ”
“อือ รับรองว่านายจะติดใจ และอยากให้ฉันทำมันให้กินทุกๆ วัน”
“มั่นใจขนาดนี้เชียว?” ฉันยักไหล่ก่อนจะตักข้าวให้เขาและจับจ้องใบหน้าหล่อนิ่งที่ตักอาหารคำแรกเข้าปาก เขาหน้านิ่งมากแต่ก็สบตากับฉัน
“อร่อยดี”
“ไม่ใช่อร่อยดี แต่ต้องอร่อยมากต่างหาก”
“หึ” ฉันมองเขาที่ยิ้มมุมปากและตักอาหารกินอย่างหน้าตาเฉย กระทั่งกินเสร็จเรียบร้อยฉันก็จัดการล้างจานให้เขา ไพเรทมองมือถือตัวเองและออกอาการหงุดหงิดจนฉันมึนงง
“มึงไม่จบใช่ไหมไอ้เพท!”
“เออ มีอะไรหรือเปล่าไพเรท?”
“อย่าถามมากจะได้ไหม รำคาญ!” ไพเรทหันมาตะคอกฉันด้วยสีหน้าที่โมโหมากๆ จนฉันตกใจ อะไรของเขา? โมโหใครในมือถือควรจะมาลงที่ฉันไหมเนี่ย
“ไพเรทนายอย่างี่เง่าดิ ฉันไม่ผิดเลยนะ มาตะคอกกันได้ไงเนี่ย”
“โว้ย รำคาญเว้ย!” ใบหน้าของเขาหงุดหงิดมากจนฉันถึงกับไปไม่ถูก อะไรของเขากัน? เพทนี่คือน้องชายเขาใช่ไหม ที่เขาบอกเมื่อคืน ทำไมถึงตามรังควานเขาจัง พี่น้องประสาอะไร? ฉันกอดอกและมองร่างสูงที่เท้ามือลงกับโซฟา
“คนที่ชื่อเพทที่บอกว่าเป็นน้องชายนายใช่ไหม?”
“อย่าเอ่ยชื่อมันให้ฉันได้ยินได้ปะ”
“แล้วทำไมน้องชายนายถึงได้มากวนใจนาย โดยการส่งสาวๆ พวกนั้นมาด้วยล่ะ?” ไพเรทไม่พูดอะไร แต่กลับเดินตรงมาคว้าเอวฉันไว้ จนฉันตกใจ เมื่อสบตากับใบหน้าหล่อที่นิ่งและหรี่ตามองฉัน
“บอกว่า อย่าพูดถึงชื่อมัน ฉันรำคาญ!”
“ปล่อยฉันก่อนสิไพเรท! นายโมโหน้องชายนาย แต่ฉันผิดอะไรด้วยเนี่ย”
“ก็เธอพูดไม่ยอมฟัง ดื้อด้านจะพูดชื่อมันทำไมเล่า!?”
“ไม่พูดก็ได้ แต่ปล่อยฉันนะ!”
“เธอทำให้ฉันหงุดหงิดโคตรเลยๆ รู้ตัวไหมยัยยิ้มกว้าง!”
ฉันพยายามผลักอกเขาออกไป แต่ทว่าริมฝีปากร้อนของเขาก็ก้มลงประกบจูบฉันซะก่อน ซึ่งแน่นอนว่าฉันถึงกับไปไม่เป็นสักนิด ถึงแม้มันจะเป็นจูบที่แค่แตะริมฝีปากแต่ทว่าเขากลับลงแรงกดลงมาจนฉันจิกนิ้วลงกับอกแกร่งของเขา เขาโมโหฉันรู้ แต่ทำไมฉันถึงไม่ผลักเขาล่ะ จูบแรกที่เขากำลังขโมยมันไปนะ ฉันหลับตาลงเมื่อรับรู้ถึงความรู้สึกที่กำลังถาโถมอยู่ตอนนี้ ไพเรทประคองเอวฉันไว้และขยี้จูบกับฉัน พยายามให้ฉันเปิดปากแต่ทว่า...
ปัง
“พี่เรทคะ... อ๊าย! มันอะไรกันเนี่ย” เราสองคนตกใจผละจูบออกจากกัน ฉันหันไปมองผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งตัวสวยกำลังยืนกรี๊ดอยู่ที่หน้าห้อง เธอเดินตรงเข้ามาหาฉันเพื่อหวังจะตบ ใช่ ฉันกำลังเหวออยู่ไงถึงได้ไม่ทันระวังตัว
หมับ
“พะ พี่เรทปล่อยแนนนะ แนนจะตบมัน พี่กับมันทำอะไรกัน!”
“เธอก็เห็นไม่ใช่เหรอแนน ฉันคิดว่าเธอน่าจะรู้แล้วนะว่าฉันมีเมียแล้ว”
“แต่แนน...”
“กลับไปซะ! ฝากไปบอกไอ้เพทด้วยว่าอย่าคิดมาวุ่นวายกับฉันอีก ไม่งั้นฉันไม่ยอมแน่” ฉันยืนมองทั้งสองคนอย่างอึ้งๆ ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกัน แต่ที่รู้คือฉันยกมือแตะริมฝีปากของตัวเอง กระทั่งได้ยินเสียงปิดประตูดังขึ้นอย่างแรง ใบหน้าของไพเรทหันมามองฉันที่สะดุ้ง หัวใจเต้นรัวไปหมด ร่างกายร้อนผ่าวยิ่งได้มองริมฝีปากแดงของเขา
“ฉะ ฉันขอตัวก่อนนะ”
“...”
“วะ ไว้จะมาใหม่” ร่างกายแทบจะไม่ขยับเลย จนฉันดึงสติตัวเองด้วยการจิกนิ้วลงกับขาอย่างแรง ถึงได้ขยับไปหยิบกระเป๋ามาสะพายและเดินสวนเขาออกจากห้องไป ฉันกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากคอนโด กระทั่งวิ่งออกมานั่งพักอยู่ที่ป้ายรถเมล์แถวๆ คอนโดเขา ฉันเหม่อลอยแต่นิ้วมือกับแตะไปที่ริมฝีปากของตัวเอง ปากเขานุ่มชะมัด แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ด้วย บ้าจริงยิ้ม! จะหลงเขาไม่ได้นะ แกต้องทำให้เขาหลง ที่สำคัญเขามีอะไรกับอีกันนะ! โอ๊ย...
“เฮ้ ยิ้มหรือเปล่าน่ะ?”
“หือ ใช่... ภูผา” ฉันตกใจที่เห็นรถหรูของภูผาที่จอดเทียบข้าง เขากระดิกนิ้วเรียกฉันราวกับเรียกน้องหมาให้ขึ้นรถไปกับเขา ฉันเลยเดินมึนๆ ขึ้นรถไป อันที่จริงยังคงมึนกับจูบของไพเรทนั่นแหละ เอาเป็นว่าฉันจะไม่นับว่ามันเป็นจูบก็แล้วกัน เพราะเขาทำมันเพราะกำลังโกรธอยู่นี่นา
ภูผาขับรถพาฉันมาที่โชว์รูมรถ ซึ่งฉันเองก็ไปไม่เป็นสักนิดที่จะต้องนึกถึงภาพที่ไพเรทดึงฉันไปจูบแบบนั้น ให้ตายเหอะยิ้ม! จูบแรกเลยนะ จูบแรกของฉันที่กะจะเก็บมันให้กับคนที่ตัวเองรัก แล้วนี่อะไรอะ? แค่ความโมโหของเขา ทำให้ฉันต้องกลายเป็นหญิงสาวเสียพรหมจรรย์ไปงั้นเหรอ (บ้าไปแล้ว)
“เฮ้ เป็นอะไรหรือเปล่ายิ้ม ดูเหม่อๆ”
“เปล่า ยิ้มไม่ได้เป็นอะไรพี่ภูผา”
“แหม เรียกแบบนี้โคตรเขินเลยแหะ ว่าแต่ไอ้เรทล่ะ?”
“มะ ไม่รู้สิ พอดียิ้มออกมากจากคอนโดเขาก่อน” ด้วยความที่ตื่นตระหนกกับชื่อของเขา แม้แต่ชื่อก็ทำให้ฉันสะดุ้งได้นะเนี่ย บ้าจริงเลย ฉันและภูผานั่งอยู่ที่โซฟาด้านนอก มองคนงานที่ยังทำงานกันอยู่อย่างหนัก เพราะดูเหมือนว่าอีกไม่กี่วันที่นี่ก็จะเปิดให้บริการแล้ว
“ว่าแต่ยิ้มทำงานอะไรล่ะ ทำไมถึงได้มาอยู่กับไอ้เรทได้?”
“คือตอนนี้ยิ้มดรอปเรียนปีสองไว้ก่อนน่ะ และก็อาศัยบ้านเพื่อนอยู่เพราะมีปัญหานิดหน่อย...”
“อ้าวเหรอถึงว่าสิ ทำไมถึงได้ตกลงช่วยไอ้เรท มันก็สงสัยนะที่จู่ๆ เราก็ไปขอช่วยอะไรมันแบบนั้น ถ้าไม่ติดว่ายิ้มพูดวันนั้นพี่คงคิดว่าเราชอบมัน”
“ไม่ใช่นะพี่ภูผา ยิ้มไม่ได้ชอบเขา”
“ดีแล้วล่ะ อย่าไปชอบมันเลย มันไม่ชอบใครง่ายๆ อีกอย่างรำคาญผู้หญิงที่สุด จะมีอยู่สองคนมั้งที่มันไม่รำคาญก็แม่มันและก็...”
“อ้าวไอ้ภูไหนว่าจะไม่เข้า...!” น้ำเสียงเข้มดังขึ้นทำให้ฉันหันไปมองไพเรทที่มองฉันด้วยสีหน้านิ่งเฉย แต่เป็นฉันอีกสิที่ดันไปจ้องตาเขาและเลื่อนสายต่ำมาที่ริมฝีปากแดง ร่างกายร้อนไปหมดจนฉันลุกขึ้นยืน
“เออ ยิ้มขอตัวก่อนนะพี่ภูผา พอดีมีธุระ”
หมับ
“อ้ะ พะ ไพเรท” ฝ่ามือแกร่งของเขาจับต้นแขนฉันที่เดินสวนเขาไปที่ประตู ไพเรทไม่พูดอะไร แต่กลับลากฉันไปที่ห้องๆ หนึ่งโดยมีสายตาของภูผามองอย่างมึนงง ฉันพยายามดิ้นไปมาให้หลุดจากมือแกร่งแต่ทว่าก็ไม่หลุด ไพเรทปล่อยแขนฉันทันทีมาถึงห้องทำงานที่ดูเหมือนจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว
“นายมีอะไรหรือเปล่า?”
“เรื่องจูบ”
“อ่อ ช่างเถอะ ฉันไม่ได้คิดอะไรเลย นายโมโหและฉันดันไปกลัวประสาทนายก่อน ฉัน ฉัน...”
“จะหยุดพูดได้ยัง?” ใบหน้าหล่อนิ่งส่งสายตาโหดมาให้ จนฉันหลุบตาลงอย่างนิ่งเฉย ปิดปากตัวเองสนิทและเงยหน้าสบตากับเขาอีกครั้งที่สบตากับเขา
“ถ้าเธอจะลืมมันไป ฉันก็ไม่ว่าอะไร แต่เรื่องที่เธอจะช่วยกันผู้หญิงพวกนั้นให้ ฉันว่าฉันยินดีให้เธอช่วย”
“ก็... นายตกลงแล้ว”
“ใช่ ตกลงแล้ว แต่ถ้าทุกอย่างมันโอเคแล้ว ฉันไล่เธอไปคราวนี้เธอก็ต้องไป เข้าใจ?” ไพเรทมองฉันด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ หมายความว่าถ้าผู้หญิงที่มารังควานเขาเริ่มจางลง และทุกอย่างมันโอเคเขาก็จะไล่ฉัน ซึ่งก่อนจะถึงวันนั้นฉันก็ต้องจัดการเรื่องที่ตัวเองต้องทำด้วยใช่ไหม? โอ๊ยอะไรมันจะยุ่งยากขนาดนี้ฟะ แค่ลำพังจะยั่วเขายังไม่รู้เลยว่าจะสนใจหรือเปล่า นี่ยังจะต้องมาคอยนั่งเก็บกวาดเห็บหอยชะนีบ่างให้เขาอีก อะไรของชีวิตฉันกันเนี่ย!
“ตกลง ถ้าทุกอย่างโอเคแล้ว ฉันจะไปตามที่นายต้องการ”
“ดี หลังจากนี้เธอต้องมาหาฉันที่คอนโดทุกเช้า และมาที่ทำงานกับฉันด้วย ส่วนตอนเย็นทำอาหารเสร็จก็กลับได้ อ่อ... แต่ถ้าวันไหนอยากจะนอนค้างก็ได้ แต่ต้องนอนที่โซฟา” ฉันเบิกตากว้างที่ข้อเสนอของเขามันเข้าทางฉันสุดๆ ฉันฉีกยิ้มกว้างให้กับเขาและพยักหน้ารับโดยลืมเรื่องบ้าเมื่อเช้าไปซะสนิท
“ตกลง ฉันจะจัดการพวกเห็บหอยที่เกาะนายออกไปให้หมด วางใจได้” และนายก็จะอยู่ในกำมือของฉันไพเรท ไอ้หน้านิ่งเฉย ปากดีอย่างนายจะต้องสยบอยู่แทบเท้าของฉัน!
“อือ เข้าใจก็ดีแล้ว เพราะน้องชายฉันมันไม่จบกับฉันแน่ และฉันก็ไม่มีเวลามาเล่นไร้สาระกับมัน เพราะงั้นเธอเสนอตัวช่วยเองนะ ฉันไม่ได้ขอร้องเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่รับประกัน”
“เออ ร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงพวกนั้นรู้ว่าเธอเป็นเมียฉัน แล้วจะทำยังไงต่อไป” ไพเรทยักไหล่และเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ฉันเหวออยู่แบบนั้น ให้ตายเหอะ ผู้หญิงนี่ น่ากลัวชะมัดเลยแหะ!
ฉันนั่งรอไพเรทอยู่ที่โชว์รูมเพราะว่าเขากำลังดูงานอยู่ เห็นว่าจะรีบทันให้เสร็จต้องมีการเปิดงานด้วย เขาถึงได้ดูยุ่งๆ ไม่มีเวลามานั่งเล่นกับน้องชายของเขา ฉันจับจ้องร่างสูงของเขาที่ยืนนิ่งมองสบตากับคนงานและดูจะเชี่ยวชาญมาก จนฉันถึงกับใจเต้นรัว ฉันไม่รู้ว่าตอนไหนกันนะที่เขาดูมีแรงดึงดูดให้ฉันมองตาไม่กระพริบแบบนี้ ฉันรู้อย่างเดียวว่าเขาดูเท่และหล่อมาก ไม่ใช่พวกที่หล่อไปหล่อมา ไม่ทำอะไร... แต่สำหรับเขามันไม่ใช่สักนิด การทำงานของไพเรทล่วงเลยมาจนดึกมาก และฉันก็นั่งสัปหงกกระทั่งถูกฝ่ามือผลักศีรษะจนตกใจ
“เย้ย! ไพเรท ตกใจหมดเลย”
“นั่งหลับจนจะตกโซฟาแล้วยัยยิ้มกว้าง...”
“งือ เสร็จแล้วเหรอ?”
“ใช่ กลับได้แล้ว ฉันหิวมากด้วยทำอะไรให้กินก่อนจะกลับแล้วกัน” ไพเรทเดินนำฉันไปที่ประตูทางออก ส่วนฉันก็วิ่งตามหลังเขาไปพร้อมกับหาวออกมา มองดูนาฬิกาที่ข้อมือก็พบว่าสามทุ่มกว่าแล้ว เราสองคนมาถึงห้องในเวลาไม่นาน ฉันก็จัดการทำอาหารให้เขาและนั่งกินด้วยกัน เสร็จไพเรทก็เข้าไปอาบน้ำ ฉันล้างจานเลยกะว่าจะกลับเลยถ้าไม่ติดว่ามีคนโทรมาหาซะก่อน
E’GUN
ฉันถอนหายใจออกมา บอกว่าจะไปศัลยกรรม ไหงถึงได้โทรมาหาฉันได้เนี่ย ฉันเปิดประตูระเบียงคอนโดออกไปก่อนจะกดรับสายและมองเข้าไปในห้องเพื่อว่าไพเรทจะเข้ามาได้ยินบทสนทนา มันจะยุ่งเข้าไปใหญ่
“ว่าไงกัน”
(“ฉันจะโทรมาถามว่าเธอเจอเขาหรือยัง?”)
“เจอแล้ว ไพเรทใช่ไหม?”
(“ใช่ ไพเรท และเธอจัดการอะไรได้หรือยัง ฉันอยากจะฟังความคืบหน้า... ตอนนี้ฉันยังไม่ได้ทำศัลยกรรม กำลังเที่ยวอยู่ แต่ถ้าฉันทำเมื่อไหร่ฉันจะบอก และเธอก็ต้องส่งข้อความบอกฉันเสมอ เข้าใจไหมยิ้ม?”) กันพูดข้อตกลงให้ฉันฟังจนครบทุกข้อโดยที่ฉันไม่ต้องพูดอะไรเลย เหอะ สั่งดีนะ ถ้าสำเร็จเมื่อไหร่ ฉันติดต่อพ่อกับแม่ได้นะ ฉันไม่อยู่ในแกโขกสับแน่อีเพื่อนเลว!
“ได้ ตอนนี้ฉันกำลังช่วยเขาอยู่ เพราะมีผู้หญิงมาตามเขา ก็เลยหาข้ออ้างโดยการช่วยเหลือ”
(“ดี แบบนั้นล่ะดีแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเธอ... ทำยังไงก็ได้ ให้คนอย่างเขาหลงใหล เมื่อถึงเวลาฉันจะเป็นคนบอกเธอเองว่าควรจะหักอกเขาตอนไหน”)
“อือ”
(“ไม่มีอะไรแล้ว เธอคงจะเจอกับปืนแล้ว ฉันฝากเขาด้วย หมอนั่นไม่ค่อยสนใจอะไรทั้งเรื่องเรียนและเรื่องในชีวิต มีปัญหาตลอดเพราะคบเพื่อนไม่ดี เรื่องปืนฉันขอร้องให้เธอช่วยดูเขาหน่อย”)
“แต่ดูเหมือนน้องชายเธอจะไม่อยากให้ฉันยุ่งนะ”
(“หมอนั่นเป็นแบบนั้นล่ะ แค่ต้องการคนที่อยู่เคียงข้าง หมอนั่นเป็นเด็กมีปัญหายิ้ม”) ฉันฟังเสียงของกันที่แตกต่างจากที่พูดกับฉันเรื่องไพเรท เพราะว่ารักปืนมากงั้นเหรอ? ถึงได้อ้อนวอนขอร้องให้ฉันดูแลเขา แต่ปืนก็เป็นอย่างที่กันพูดจริงๆ นั่นแหละ เด็กนั่นเกเรและก็ดื้อด้วย
“ไม่รับปาก แต่จะดูให้ แค่เธอบังคับให้ฉันทำอะไรแบบนี้มันก็มากพอแล้วล่ะกัน แค่นี้นะจะรายงานผลตลอด!”
เสียงพ่นลมหายใจออกของฉันดังไปทั่วระเบียงห้อง ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป แต่ที่รู้ๆ คือฉันต้องทำแผนของตัวเองให้สำเร็จแค่นั้น ส่วนเรื่องปืนฉันไม่ขอพูดอะไร เพราะถึงยังไงเด็กคนนั้นก็ไม่ชอบให้ฉันเข้าไปยุ่งกับเขาอยู่แล้วนี่นา ฉันเดินเข้ามาในห้องก่อนจะมองประตูห้องของไพเรทด้วยสีหน้าครุ่นคิด ตอนนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว นอกจากต้องรีบทำสิ่งที่ตัวเองต้องทำเท่านั้น ฉันเปิดประตูห้องเข้าไปก็เบิกตากว้างที่ห้องของไพเรทเป็นโทนสีดำเทาเกือบทั้งหมด เตียงนอนสีดำกับผนังห้องที่มีสีเทา ภายในห้องของเขาเรียบร้อยมาก ไม่มีอะไรเลยนอกจากทีวี ชั้นวางหนังสือ โต๊ะทำงาน และมีห้องเสื้อผ้าขนาดกลางอยู่ ฉันได้ยินเสียงน้ำจากห้องน้ำซึ่งเดาไม่ยากว่าเขาต้องอาบน้ำอยู่แน่ๆ
“ห้องมืดมนเหมือนกับตัวตนของเขาจริงๆ เลยแหะ”
ฉันเดินสำรวจห้องของเขามองไปที่โต๊ะทำงานก็เห็นกรอบรูปอยู่เลยก้มลงไปดู เห็นไพเรทถ่ายรูปคู่กับพ่อกับแม่แน่นอน เขายิ้มด้วยแหะ ยิ้มแบบยิ้มกว้างมาก... ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองกรอบรูปอีกอันที่ถูกคว่ำลงกับโต๊ะ ฉันขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมันตั้งเพื่อจะได้รู้มันคือรูปอะไร
“ทำอะไรของเธอ?”
“ว้าย! พะ ไพเรท” น้ำเสียงเข้มดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัวหันไปมองเขาที่ยืนเปลือยท่อนบนอยู่ ร่างกายแกร่งมีหยดน้ำไหลลงตามหน้าท้องแกร่งและไหลหายไปในผ้าขนหนูสีขาวที่เขานุ่งอยู่ ฉันถึงกับกลืนน้ำลายลงคอเงยหน้าสบตากับเขาที่กำลังใช้ผ้าเช็ดศีรษะที่เปียกอยู่
“เข้ามาทำไม? ใครใช้”
“อะ เออ คือขอโทษนะ” ฉันก้มหัวให้เขาและจะเดินออกไปจากห้อง แต่ว่าเสียงของยัยกันมันดังเข้ามาในหัวสมองของฉันน่ะสิ! ไม่ได้ จะมาอายแบบนี้ไม่ได้ ถ้าเกิดมันนานเกินไป ผู้หญิงที่น้องชายเขาส่งมากวนประสาทก็จะค่อยๆ หมดไป และฉันก็จะอดทำให้เขาหลงใหล
หมับ
“ทำอะไรของเธอ กล้าดียังไงมาคว้าผ้าขนหนู...”
ตุ้บ
“ฉันเช็ดให้นะ”
“ไม่ต้อง เธอ...” ไพเรทนั่งบนเตียงของเขา ส่วนฉันก็ยืนตรงหน้าโดยเช็ดผมให้เขาอย่างเขินอาย ให้ตายเหอะ! เกิดมาไม่เคยยั่วผู้ชายคนไหน ที่สำคัญต้องมาทำอะไรแบบนี้มันน่าขายหน้าจริงๆ นะ เขาจะคิดยังไงกับฉันล่ะ ถ้าไม่คิดว่าฉันอ่อย ไพเรทนั่งนิ่งโดยไม่พูดอะไร มีแต่ฉันมั้งที่หลับตาลงกับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ตอนนี้
ไม่ได้นะยิ้ม! คำสุภาษิตว่ายังไง ‘ด้านได้ อายอด’ นะ และฉันก็ไม่อยากอด ไม่อยากด้าน แต่ถ้าไม่ด้านก็จะอด... อดในทีนี้หมายถึงอดที่จะมีที่พักพิงอาศัยไว้ใช้ซุกหัวนอนน่ะสิ จำคำนี้ไว้นะยัยยิ้ม ถ้าไม่ด้านก็ไม่อด ฝ่ามือของฉันแตะลงที่ไหล่กว้างดึงผ้าขนหนูที่เช็ดผมเขาออก มองสบตากับไพเรทที่จ้องมองฉันอยู่ด้วยสีหน้านิ่งเฉย น่ากลัวง่ะ
“คิดจะทำอะไรของเธอยัยยิ้มกว้าง?”
“ก็แค่... อยากทำให้นายผ่อนคลายไง”
“ไม่เข้าใจ”
“ไม่เข้าใจก็ลองสิ นอนลง แล้วฉันจะทำให้นายเอง” กรี๊ดดด... พูดอะไรออกไปเนี่ยยัยยิ้ม อยากกัดลิ้นตัวเองชะมัด ฉันยิ้มให้เขาอย่างยั่วยวน ไม่รู้ว่ายั่วยวนหรือยั่วอารมณ์กันแน่ แต่ฉันก็เลือกที่จะผลักเขาให้นอนราบกับเตียงนอน โดยมีฉันที่ขึ้นไปคร่อมร่างสูง ฉันฉีกยิ้มให้กับเขา ลากนิ้วมือไปตามแผงอกแกร่งไล่วนไปมาเพื่อดูสีหน้าของเขา แต่ว่า นิ่ง? ไม่ไหวติงอะไรเลย บ้านา นี่เขาตายด้านขนาดนี้เลยหรือไง? ไม่จริงหรอก ถ้าตายด้านจะไปทำอะไรกับอีกันได้ไง ฉันรวบรวมสมาธิ พยายามอย่าหลุดความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ตอนนี้ออกไป
“เธออยากตายว่างั้น?”
“หึ เอาสิ ถ้านายเป็นคนทำ... ฉันก็ยอมตาย”
โอ๊ย! ยิ้ม โดนเขาฆ่าตายของจริงๆ แน่แก
