บทที่ 5 ONE TWINS : CHAPTER 4
ONE TWINS (PIRATE & YIM)
4
ฉันจับจ้องไพเรทที่ไม่พูดอะไร เขาเอาแต่จ้องหน้าของฉัน จนเป็นตัวของฉันเองที่เป็นฝ่ายหลบสายตาของเขาด้วยความเขินอาย มานั่งคร่อมผู้ชายที่อยู่ในสภาพเกือบเปลือยแบบนี้ ฉันควรทำยังไงดีล่ะ? ดันไปท้าทายเขาด้วยเนี่ย ริมฝีปากของฉันกัดกันแน่น จนหันไปมองเขาอีกครั้ง
“ได้ตายสมใจแน่”
“เออไพเรทคือ... ว้าย!”
หมับ
“!” ไพเรทลุกขึ้นนั่งโดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว เกือบจะหงายหลังตกเตียงคอหัก ถ้าไม่ได้อ้อมแขนทั้งสองข้างของเขากอดรัดเอวไว้ ทำให้ฉันกระเด้งตัวไปใกล้กับเขา ใกล้ถึงขนาดรับรู้ถึงลมหายใจร้อนๆ ที่รดอยู่ที่ริมฝีปากของฉัน ดวงตาของฉันเบิกกว้างจิกนิ้วลงกับไหล่ของเขา ไพเรทนิ่งเฉยจับจ้องฉันด้วยสีหน้าไม่แสดงความรู้สึกอะไร แต่เป็นฉันต่างหากที่รู้สึกไปเองคนเดียว สภาพฉันตอนนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากเด็กที่นั่งอยู่บนตักของเขา ตัวเขาใหญ่มากจนฉันดูตัวเล็กลงไปเลย
“พะ ไพเรท ฉะ ฉัน”
“อะไร?”
“คือ...” ฉันหลับตาลงพ่นลมหายใจออกมา กลิ่นลมหายใจของเขามันหอมหวานจนฉันใจสั่นไปไม่เป็นสักนิด ฝ่ามือของฉันเลื่อนจากไหล่เป็นกอดคอเขาและโน้มใบหน้าไปจูบปากเขาเบาๆ ดวงตาของฉันลืมขึ้นอีกครั้งและจูบลงที่ริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา แต่เขาก็ยังคงนิ่ง
“นี่คือวิธีผ่อนคลายที่เธอจะทำให้ฉันว่างั้น?”
“อือ”
“คิดจะยั่วฉันหรือไง? ต้องการอะไรกันแน่”
“เปล่านะ แค่อยู่กับนายแล้วมันรู้สึกดีก็เท่านั้น” โกหก! ใช่ต้องโกหก เพราะนี้อาจจะเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เขาตกหลุมรัก และถึงจะต้องเปลืองตัว ฉันก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่นา ฉันยันตัวเองออกจากตักของเขา มองสบตากับไพเรทที่ไม่พูดอะไร แต่กลับลุกขึ้นยืนและเดินไล่ต้อนจนฉันถอยหลังไปติดกับประตูห้องน้ำ เขายันฝ่ามือกับประตูกันไม่ให้ฉันไปไหน
“เหรอ? แค่นั้นจริงเหรอ เธอเนี่ยมันแปลกประหลาดมากเลยนะยัยยิ้มกว้าง”
“...”
“เอาเถอะ ฉันยังต้องใช้งานเธออยู่ เพราะงั้นเปลืองตัวให้เธอแทะเล่นนิดหน่อยคงไม่เป็นไร”
“นะ นี่!”
“กลับไปได้แล้ว พรุ่งนี้มาแต่เช้าอย่าลืมทำอาหารเตรียมไว้ด้วยนะ เมีย...” ไพเรทดึงคอเสื้อฉัน ใช่ดึงคอเสื้อและหยิบกระเป๋ามายัดใส่มือและพาฉันออกไปนอกห้อง ก่อนจะปิดประตูใส่หน้าฉันอย่างแรง ฉันก็ได้แต่เหวออยู่แบบนั้นกระทั่งเขาเปิดประตูมาอีกครั้ง
“พรุ่งนี้ฉันจะกินโจ๊ก หวังว่าเธอคงจะทำได้ อ่อ... เพิ่มไข่ลวกไปด้วยสองฟอง เข้าใจ?” และก็ปิดปะตูใส่หน้าฉันอีกครั้ง ฉันถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายและยกมือแตะที่ริมฝีปากของตัวเองอีกครั้ง บ้าจริงไปจูบเขาแบบนั้นไปพูดแบบนั้น แทนที่เขาจะหลง แต่ไหงเป็นตัวฉันที่เป็นเองเล่า!
ฉันเดินเข้าซอยมาเกือบจะถึงบ้านของกันแล้ว แต่ทว่ากลับเห็นมีเด็กวัยรุ่นอยู่จำนวนหนึ่งอยู่ที่หน้าบ้าน ฉันเลยเดินจะเข้าบ้าน พวกนั้นหันมามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า พร้อมกับขมวดคิ้ว
“พวกนายเป็นใคร มีอะไรที่นี่เหรอ?”
“ที่นี่ใช่บ้านไอ้ปืนหรือเปล่า?” ท่าทางของคนพวกนี้ไม่น่าไว้ใจมาก ฉันมองไปในบ้านก็พบว่าบ้านเงียบปิดสนิท แต่คนพวกนี้ต้องไม่ใช่เพื่อนของปืนแน่นอน เพราะดูจากลักษณะแล้วเด็กพวกนี้เหมือนกับนักเลงมากกว่า ฉันแอบเห็นมีพกไม้มาด้วย
“ไม่ใช่ บ้านหลังนี้เป็นของฉัน คนเช่าคนก่อนเขาไปเมืองนอก”
“แน่ใจนะ เพราะถ้าฉันรู้ว่าใช่ เธอโดนแน่”
“ทำไมฉันจะไม่แน่ใจ พวกนายเหอะ แน่ใจหรือเปล่าที่จะอยู่หน้าบ้านของฉัน... จะให้โทรตามพ่อนายมาไหม? ข้อหาบุกรุกยามวิกาล” ฉันหยิบมือถือขึ้นมา เด็กพวกนั้นก็มองหน้ากันไปมา ก่อนจะพูดว่าเดี๋ยวไปดักมันที่โรงเรียนและพากันขับมอเตอร์ไซค์ออกไป ฉันถอนหายใจออกมาก่อนจะเปิดประตูรั้วเข้าไป ซึ่งบ้านไม่ได้ล็อคไว้ หมายความว่าปืนยังอยู่ในบ้านสินะ แต่ทำไมบ้านถึงมืดและเงียบแบบนี้ล่ะ? ฉันเดินขึ้นไปที่ห้องของตัวเอง ก่อนจะหันไปมองประตูห้องของปืนก็ตัดสินใจเคาะประตู แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ ประตูไม่ได้ถูกปิด ดังนั้นฉันเลยถือวิสาสะเปิดเข้าไป ห้องของเขาเละเทะไปหมด ต่างจากห้องของไพเรทมาก ฉันมองบนเตียงก็เห็นร่างของปืนที่นอนอยู่
“ปืน เป็นอะไรหรือเปล่า?” ปกติถ้าฉันพูดแบบนี้เด็กคนนี้จะต้องโวยวายแล้วนะ แต่ทำไมถึงได้เงียบแบบนี้ ฉันจับไหล่หนาให้พลิกตัวนอนหงายก่อนจะเบิกตากว้างที่ใบหน้าหล่อมีแต่เหงื่อเต็มไปหมด ฉันทาบฝ่ามือลงกับหน้าผากก็สะดุ้งสุดตัว
“บ้าจริง ตัวร้อนจี๋เลย!” ฉันหมุนตัวไปที่ห้องน้ำและเปิดไฟในห้องให้สว่างขึ้น จัดการเตรียมเช็ดตัวให้เขา ฉันถอดเสื้อเชิ้ตนักเรียนออก แต่ตัวของเขาหนักชะมัดเลยแหะ หลังจากที่ท่อนบนของปืนเปลือยเปล่าฉันก็เช็ดตัวให้เขา ปืนกอดตัวเองอย่างแนบแน่น
“นะ หนาว...”
“ปืน นายไม่สบายนะ พี่เช็ดตัวให้ก่อน” เขาไม่รู้อะไรเลย จนฉันเช็ดตัวพอให้อาการของเขาดีขึ้น ก็ออกจากบ้านวิ่งไปที่หน้าปากซอยดีที่มีร้านขายยาอยู่ก็เลยซื้อยามาเพราะที่บ้านไม่มีเลยนอกจากอุปกรณ์ทำแผล ฉันวิ่งไปกลับมาถึงบ้านก็ทำข้าวต้มร้อนๆ ให้เขา ซื้อแผ่นเจลมาแปะที่หน้าผากเพื่อลดไข้
“ปืน ตื่นมากินข้าวกินยาก่อน”
“ไม่กิน อย่ายุ่งได้ไหมกัน”
“ปืน พี่เองยิ้มนะ ไม่ใช่กัน” ร่างสูงพลิกตัวหนีจนฉันถอนหายใจออกมา กระทั่งปืนคงรู้ว่าฉันไม่ใช่กันมั้ง ความรู้สึกช้าชะมัด เขาก็ลืมตามองฉันอย่างนิ่งๆ
“เธอ...”
“กินข้าวกินยาก่อน นายไม่สบายนะ” ปืนไม่พูดอะไร แต่ก็ลุกขึ้นนั่งก่อนจะยกมือแตะที่หน้าผากตัวเองเขาดึงแผ่นเจลออก มองถ้วยข้าวต้มและตักกินไปได้สองคำก็หยิบยาไปกินพร้อมกับสายตากับฉัน
“กินแล้ว”
“อือ งั้นนอนพักผ่อนนะ เดี๋ยวพี่ไปอาบน้ำก่อนเดี๋ยวจะเข้ามาดูอีกรอบ”
“ไม่ต้อง...”
“อย่าดื้อได้ไหม นายไม่สบายนะ พี่ดูแลได้” ฉันยิ้มให้กับปืน เขาไม่พูดอะไร แต่ล้มตัวลงนอนโดยดึงผ้าห่มมาคลุมจนฉันส่ายหน้าไปมา ฉันอาบน้ำเสร็จก็ตัดสินใจเข้ามาดูเขาอีกรอบทาบมือลงบนหน้าผากก็พบว่าไข้ลดลงแล้ว
“เด็กดื้อ ไม่สบายแล้วยังทำเก่ง”
เช้านี้ฉันเลยทำข้าวต้มไว้ให้ปืนและยา ก่อนจะเขียนโน้ตไว้ให้เขา ไม่สบายแบบนี้ไม่ต้องไปเรียน เสร็จฉันก็ออกจากบ้านตรงไปคอนโด เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปเกือบตีสอง กลัวว่าปืนจะเป็นไข้จนช็อกแต่พอรู้ว่าอาการดีขึ้นถึงได้นอนหลับได้ ฉันมาถึงห้องของเขาใช้เวลากดกริ่งไม่นาน ร่างสูงที่ทำให้ฉันคิดถึงเรื่องเมื่อคืนก็เปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“ทีหลังฉันจะให้คีย์การ์ดห้องกับเธอแล้ว รำคาญมาปลุกเวลานอนของฉัน!”
“หาว... ก็ดีนะ ขอเบอร์มือถือด้วยแล้วกัน” ฉันเดินสวนเขาไปทำโจ๊ก แน่นอนว่าฉันเองก็แทบจะยืนไม่ไหว อดหลับอดนอนจนแทบจะหลับคาครัวเขาแล้วเนี่ย เมื่อเสร็จทุกอย่างฉันก็จัดโต๊ะอาหารมองร่างสูงที่เดินมานั่งเก้าอี้ประจำ
“หน้ายังกับศพ ทำอะไรอยู่ถึงไม่หลับไม่นอน?”
“ก็น้องชายที่บ้านป่วย เลยดูจนดึกน่ะ” ไพเรทตักโจ๊กเข้าปากด้วยสีหน้านิ่งๆ ส่วนฉันก็ตักกินด้วย เพราะตั้งแต่เมื่อคืนก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องเหมือนกัน
“น้องชาย? อายุเท่าไหร่”
“สิบแปด”
“สิบแปด ยังต้องดูแลอยู่หรือไง? เหอะ คงจะเหมือนกับน้องชายฉันล่ะมั้ง ไม่ได้เรื่องสักอย่างทั้งที่อายุก็มากแล้ว” ฉันไม่ตอบอะไร เพราะถึงยังไงปืนก็ไม่ใช่น้องของฉันนี่นาเขาจะว่าอะไรก็ตามใจ ไม่ได้เกี่ยวกับฉัน ไพเรทกินเสร็จก็เดินไปหยิบคีย์การ์ดมาส่งให้ฉัน และเบอร์มือถือของเขา
“จะนอนอยู่ที่นี่ก็ได้ ฉันจะไปโชว์รูม”
“ได้เหรอ?”
“อือ สงสารหมาตาดำๆ” ไพเรทยกยิ้มอย่างสมเพชและเดินออกจากห้องไป ส่วนฉันก็นอนเล่นที่โซฟาดูทีวีอย่างสบายใจ ฮ้า อย่างกับห้องตัวเองเลยนะ นี่ถ้าฉันได้มาอยู่ที่นี่นะก็ดีไปเลย จะได้ไม่ต้องมาทำตามแผนของยัยกัน แต่ว่า... ถ้ามาอยู่ ฉันจะมาอยู่ในฐานะอะไรล่ะ? แต่ยังไม่ทันได้คิดคำตอบดีเลย ก็มีเสียงออดดังขึ้นหน้าห้อง เป็นเหตุให้ฉันมึนงงทันที หรือว่าจะเป็นพวกผู้หญิงของน้องชายเขากันนะ เอาสิไม่รู้จักยิ้มซะแล้วนะ ฉันเดินไปเปิดประตูก็ต้องตกใจทันทีกับบุคคลตรงหน้า
“ไพเรท นายกลับมาทำไมอะ ลืมของเหรอ?” ใช่คนที่มาคือไพเรท เขามองสบตากับฉันและไล่สายตามาที่ขาอ่อนที่วันนี้ฉันสวมกางเกงขาสั้น กับเสื้อยืดสีขาวธรรมดา ใบหน้าหล่อยกยิ้มที่มุมปาก
“อือ พอดีลืมของ...” เขาเดินตรงเข้ามาใกล้จนฉันได้แต่มึนงงกับท่าทางของเขา ไพเรทมองไปทั่วห้องและมองฉันอีกครั้ง แต่คราวนี้เขากลับคว้ามือฉันและดึงเข้าไปใกล้จนใบหน้าของฉันซบหน้าลงกับแผ่นอกที่มีกลิ่นหอม แต่ว่า... มันไม่ใช่กลิ่นของเขา ไม่สิหรือเขาเปลี่ยนน้ำหอมกัน
“เมียเหรอ?”
“ชะ ใช่ ฉันเมียนายไง”
“หึ งั้นอยากเป็นเมียจริงๆ ไหมล่ะ ฉันสงเคราะห์ให้” ฉันทำอะไรไม่ถูกที่จู่ๆ ไพเรทก็พูดจากำกวมแบบนี้ เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากของตัวเองและโน้มใบหน้าลงมาเพื่อจะจูบแต่ว่าฉันผลักไหล่เขาไว้ก่อน
“นายจะทำอะไร...”
“ก็จูบไง หรือว่าฉันยังทำอะไรไม่มากพอ หืม” ไพเรทยิ้มกรุ้มกริ่มจนฉันไปไม่เป็นสักนิด ปกติเขาจะไม่ยิ้มเลยนะ ไม่สิไม่เคยยิ้มต่างหากและยิ้มแบบเจ้าเล่ห์แบบนี้ด้วยแล้ว ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ ฉันถอยหลังจนกระทั่งล้มลงกับโซฟา ไพเรทก็ตามมาคร่อมร่างฉันทันทีอย่างไม่รีรอ
“เป็นเมียก็ต้องสนองผัวสิ จริงไหม?”
“ตะ แต่ว่านายบอกเป็นเมียปลอมๆ ไม่ใช่เหรอ นายบอกจะให้ฉันกันผู้หญิงที่น้องชายนายส่งมา”
“อ่อเหรอ? ฉันพูดแบบนั้นเหรอเนี่ย งั้นเปลี่ยนได้ไหมล่ะ”
“เอ๋?”
“มาเป็นเมียฉันจริงๆ เลย รับรองฉันรับเลี้ยงเธออย่างดี เอาไหม?” น้ำเสียงแหบพร่าของเขาดังขึ้นที่ข้างใบหูของฉัน ลมหายใจร้อนระอุส่งผ่านร่างกายจนฉันขนลุกไปหมด ไพเรทจับจ้องดวงตาฉัน โน้มใบหน้าลงมาจนริมฝีปากเกือบจะแตะลง ดวงตาของไพเรทมันเหมือนไม่ใช่เขาสักนิด ทั้งกลิ่นและแววตามันไม่ใช่เขา แต่ผู้ชายคนนี้คือไพเรทนี่นา ใช่เขาคือไพเรท
Rrr
“ชิ ใครโทรมาขัดกูวะ!” ไพเรทผละจากร่างฉัน ก่อนจะหยิบมือถือมากดรับสายโดยที่ฉันมองจับจ้องร่างสูงที่มีรอยสักเต็มตัวอย่างที่ฉันเห็นบ่อยๆ ถึงแม้เขาจะสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวก็ตามที เขายืนคุยอะไรก็ไม่รู้แต่สักพักก็วางสายไป ไพเรทหันมายิ้มจนฉันสะดุ้ง
“เธอน่ารักดีนะ พอดีฉันมีธุระ แล้วเจอกัน”
“อืม” ฉันมองร่างสูงที่ยิ้มมุมปากและเดินออกจากห้องไป แต่ทว่าใบหน้าของฉันตอนนี้ทำไมมันถึงร้อนล่ะ แค่เขาพูดคำว่าน่ารักทำไมฉันจะต้องเขินด้วยเนี่ย แต่จะอะไรก็ช่าง ไพเรทคิดจะทำอะไรของเขา? หรือว่าเรื่องเมื่อคืนที่ฉันทำ เขาก็เลยอยากจะเอาคืนฉันบ้างอะไรแบบนี้ ฉันนอนลงดิ้นไปมาบนโซฟา ยิ่งรับรู้ถึงใบหน้าของเขาเมื่อคืนแล้วมันใจเต้นไม่หยุดเลยแหะ แต่ทำไมไพเรทที่ใกล้ชิดกับฉันเมื่อกี้ทำไมฉันถึงไม่รู้สึกอะไรเลยล่ะ
“หรือฉันจะรู้สึกก็ต่อเมื่อเขาเปลือยท่อนบนเหรอ? อ๊าก โรคจิตจริงๆ ยัยยิ้ม!”
เย็นนี้ฉันเลยทำอาหารให้เขาหลายอย่างเหมือนกัน ก่อนจะหยิบมือถือมากดดูเบอร์ของเขาที่พิมพ์ชื่อไว้เรียบร้อย ฉันชั่งใจว่าจะโทรไปหาเขาดีไหม? เพราะเรื่องวันนี้ก็ทำให้ฉันแปลกใจตัวเองเหมือนกัน อีกอย่างที่เขาชมฉันว่าน่ารักเนี่ย ว่าแล้วก็หน้าร้อนขึ้นมาทันที โทรก็โทร!
(“ฮัลโหลไพเรทพูด”)
“เออ ไพเรทฉันเองนะยิ้ม นายกลับมายัง?”
(“วางสายไปเลย ฉันกำลังจะขึ้นลิฟต์ไปที่ห้อง”) เขาวางสายไปจนฉันมึนงง นี่เขานิสัยแบบนี้จริงเหรอ? ฉันนั่งรอเขาที่โต๊ะอาหารก่อนที่ประตูจะเปิดขึ้น ร่างสูงที่แบกเอกสารอะไรมาด้วยก็ไม่รู้ เขาวางลงที่โซฟาและสบตากับฉัน
“ขนอะไรมาเยอะเลยน่ะไพเรท?”
“เอกสารการสั่งรถ โชว์รูมใกล้จะเปิดตัวแล้ว ต้องหารถที่จะนำมาเปิดตัวและก็พริตตี้ แต่ไอ้ภูรับผิดชอบไปล่ะ” ไพเรทปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวออก ก่อนจะเดินมานั่งตรงข้ามกับฉันและตักอาหารกินโดยไม่พูดอะไรต่อ ฉันจับจ้องสีหน้าของเขาไม่วายดันนึกถึงเรื่องวันนี้ที่เขาเกือบจะทำอะไรฉัน ที่สำคัญยังชมฉันว่าน่ารักอีก ทำไมเขินล่ะเนี่ย?
“เป็นอะไร จ้องหน้าฉันมีปัญหาอะไรเปล่า?”
“ไม่มี ใครจะไปกล้ามีปัญหากับนายล่ะ” ฉันโบกมือไปมา ไพเรทคนเมื่อเช้ากับตอนนี้ทำไมแตกต่างกัน คนนี้คือไพเรทตัวจริงแน่ แต่ไพเรทคนเมื่อเช้ามันไม่ใช่เขาเลยนะ อย่างกับว่าเขากินยาลืมเขย่าขวดงั้นแหละ แต่จะอะไรก็ช่าง ไพเรทก็คือไพเรท บางทีอาจจะมีอารมณ์อย่างอื่นบ้าง ไม่ใช่นิ่งอย่างเดียว หลังจากที่กินข้าวเสร็จแล้วไพเรทก็เดินเข้าห้องไป โดยที่ฉันเองก็จัดการจานที่อยู่ในอ่าง ก่อนจะยืนคิดเรื่องวันนี้ไม่ตก ถึงยังไงก็ยังสงสัยอยู่ที่ว่าไพเรททำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่เขาเกือบจะจูบฉัน และที่สำคัญยังพูดจากำกวมอีก
“มีอะไร ยังไม่กลับอีกหรือไง?” ไพเรทนั่งพิงหัวเตียง โดยมีเอกสารและ Tab ที่กำลังส่องแสงอยู่ ให้เดาคือเขาต้องกำลังทำงานอยู่แน่ หลังจากที่คิดเรื่องนี้อยู่ที่หน้าห้องเขาอยู่นาน ก็เลยตัดสินใจเข้ามาหาเขาที่ห้อง ไพเรทคนที่นั่งอยู่บนเตียงคือตัวจริงแน่ ฉันรู้สึกมั่นใจ
“ยังหรอก นายทำงานอยู่เหรอ ขอดูด้วยได้ไหม” ฉันไม่รอให้เขาพูดอะไรก็เดินขึ้นไปนั่งบนเตียงข้างเขา ไพเรทหันมามองฉันนิ่งๆ และหันกลับไปมอง Tab ในมือที่เป็นรูปรถหรูหลายคันเลย
“ว้าว รถสวยๆ ทั้งนั้นเลย”
“อือสวยก็จริง แต่ยังไม่รู้ว่าจะเอาคันไหนเป็นการเปิดตัวดี... เฮ้อ” ไพเรทเลื่อนรูปรถดูไปอย่างเซ็งๆ ฉันหันไปมองใบหน้าหล่อด้านข้างที่ไม่แสดงสีหน้าอะไรเลย ก่อนที่เขาจะรู้สึกตัวว่าถูกฉันจ้องมั้งก็เลยเงยหน้าจากจอมาสบตากับฉัน ดวงตาคมที่ไม่แสดงความเจ้าเล่ห์เหมือนตอนเช้า ทำเอาฉันใจสั่นมากจริงๆ ใบหน้าที่นิ่งเฉยของเขาอีก
“มีอะไรหรือเปล่า เธอจ้องหน้าฉันตั้งแต่กินข้าวแล้วนะยิ้ม”
“คือ...” ฉันจะพูดดีไหมล่ะ? เขาเป็นพวกปากไม่ดีด้วย อีกอย่างอาจจะด่าฉันกลับด้วย เขาจะอายหรือเปล่า? หรือกำลังเขินที่ตัวเองทำอะไรแบบนั้นกับฉัน และถ้าเขาเขินมันก็เป็นสัญญาณที่ดีเลยนะ ริมฝีปากของฉันกัดกันก่อนจะมองไปที่ริมฝีปากแดงของเขา
“จูบหน่อยสิ”
“หือ? จูบ”
“งั้นไม่จูบแล้วก็ได้ ฉันกลับ...” ไพเรททำหน้ามึนงง จนฉันเองที่เป็นคนเขินอาย เขาคงจะคิดว่าฉันหน้าด้านมากแน่ๆ ที่ไปขอเขาจูบแบบนั้น ฉันเลยโบกมือให้เขาและเตรียมจะกลับบ้าน ถึงยังไงก็ยังคงเขินอยู่ดีถ้าต้องมายั่วเขาแบบนี้ และดูเหมือนว่าเขาก็ไม่มีท่าทีจะตกหลุมฉันด้วย
“เดี๋ยว เธอดูแปลกไปนะ”
“เปล่า ไม่มีอะไร”
“แน่ใจ?”
“อือ” เขายังคงมองฉันด้วยสีหน้าและแววตาที่สงสัย เขาเป็นนักสืบได้เลยนะ นิดเดียวก็สงสัยแบบนี้ ความลับที่ฉันกำลังทำอยู่ จะแตกไหมเนี่ย? แต่ขอล่ะอย่าเพิ่งให้เขารู้เลย รอให้ฉันเป็นหลักแหล่งก่อนนะ
“ยิ้ม หันหน้ามาดิ”
“ทำไม อื้อ!” ฉันเบิกตากว้างที่จู่ๆ ไพเรทก็คว้าท้ายทอยฉันไปประกบจูบ ร่างกายของฉันแข็งทื่อไปกับสัมผัสของเขา รสจูบที่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรกที่เขาโมโห มันกลับเป็นจูบที่ทำให้ฉันใจเต้นจนจะระเบิด ฝ่ามือร้อนของเขาประคองแก้มฉันไว้ ก่อนจะค่อยๆ ใช้ลิ้นดันริมฝีปากของฉันให้อ้าขึ้น และใช่... ฉันดันเปิดปากให้เขาได้เข้ามารบกวนดูดดึงความหวานในปากของตัวเอง จูบของเขามันดึงวิญญาณฉันชัดๆ เลยนะ
“อืมม...” เสียงจูบดังไปมาในโสตประสาทของฉัน เมื่อเขาพยายามบดขยี้ปากฉันจนตอนนี้มันแทบจะละลายคาปากเขาแล้ว มือของฉันดันไหล่เปลือยเปล่าของเขาให้ออกไป เพราะเริ่มจะหายใจไม่ออกแล้วจริงๆ
“อึก แฮ่ก” เราสองคนผละจูบออกจากกัน โดยมีฉันคนเดียวสินะที่รู้สึก ความจริงเขาควรจะรู้สึกอะไรบ้างแต่ไม่เลยสักนิด ไพเรทนิ่งเฉยและขยับตัวไปทำงานต่อ โดยปล่อยให้ฉันเคว้งคว้างราวกับว่าทำสิ่งที่ฉันต้องการให้แล้ว
“จูบให้แล้วไง จะเอาอะไรอีกล่ะ?”
“ก็บอกกันดีๆ สิ ทำไมต้องดึงไปจูบแบบนั้นเล่า ตกใจหมด!”
“ไม่เห็นเธอจะตกใจอะไร เป็นคนขอจูบฉันเอง ยังจะเรื่องมากอีกนะ” ไพเรทยักไหล่อย่างกวนๆ จนฉันเรียกลมหายใจของตัวเองให้กลับมา
“เหอะ สงสัยคงจะจูบผู้หญิงมานับไม่ถ้วนล่ะสิ แล้วก็ทำเป็นเก๊กว่าไม่ชอบผู้หญิง”
“จะบอกอะไรให้นะยัยยิ้มกว้าง...” ฉันสบตากับไพเรทที่จับจ้องฉันนิ่ง ใบหน้านิ่งของเขาและน้ำเสียงของเขามันทำให้ฉันใจเต้นแหะ หรือว่าเขาจะบอกว่าฉันเป็นจูบแรกกัน? เหมือนในนิยายไง เวลานางเอกประชดพระเอกว่าจูบกับสาวไปทั่ว เขาก็จะพูดว่า เธอคือจูบแรกของฉันต่างหาก ถ้าเป็นแบบนั้นจริง... แล้วทำไมฉันจะต้องเปรียบเทียบชีวิตจริงกับนิยายที่ตัวเองชอบอ่านด้วยเนี่ย! ไม่รู้ล่ะ ตอนนี้ร่างกายมันสั่นไปหมด โดยเฉพาะหัวใจดวงน้อยของฉัน
“บะ บอกอะไรของนาย?”
“ใช่ ฉันไม่ชอบผู้หญิง และก็ไม่เคยจูบใคร...”
นั่นไง! จริงเหรอ ฉันเป็นจูบแรกเหรอ? บ้า ทำไมฉันต้องเขินด้วยเนี่ย
“ที่ฉันจูบเธอ เพราะต้องใช้งานเธอ เพราะงั้นฉันไม่คิดว่ามันเป็นจูบหรอกนะ” ไพเรทจ้องมองฉันด้วยสีหน้านิ่งเฉย แต่ทว่าคำพูดของเขาทำให้ฉันที่ใจเต้นเมื่อกี้ กลับใจแผ่วลงทันที จูบเพราะใช้งานงั้นเหรอ?
“ในเมื่อเธอต้องการ ฉันก็ให้ได้ ถือว่าแลกเปลี่ยนกัน... แต่จูบของฉันจริงๆ มันมีให้อีกคน”
“...”
“อีกคนที่ไม่ใช่เธอ เข้าใจ?” ฉันสะอึกไปสิกับคำพูดสุดท้ายของเขา ไพเรทไม่สนใจอะไรแต่กลับก้มหน้าทำงานต่อไป แต่ทว่าคำพูดของเขามันก้องเข้ามาในหัวของฉันอยู่ตลอด เพราะต้องใช้งาน? เพราะต้องแลกเปลี่ยนกัน? จูบของเขามีให้กับใครบางคน... คนนั้นมันไม่ใช่ฉัน
“เอ๋อเลยหรือไง? บอกแล้วไงว่าอย่ามาชอบฉัน”
“บะ บ้า! ใครชอบนายกัน ฉันแค่ตกใจนิดหน่อยเอง กลับก่อนนะ”
“อือ พรุ่งนี้”
“รู้แล้วล่ะนา” ฉันลงจากเตียงและเขาโบกมือไล่ฉันให้ออกจากห้องไป หลังจากที่ออกจากคอนโดเขาแล้ว ฉันก็เดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อย โดยเฉพาะคำพูดของเขา... ฉันไม่ควรรู้สึกอะไรแบบนี้ใช่ไหม? ที่ฉันต้องเจอเขาก็เพราะอีกันต่างหากที่เป็นคนสั่งให้ฉันทำอะไรแบบนี้ ระหว่างเรามันก็แค่การช่วยเหลือกันแค่นั้น ไม่สิ ต้องพูดว่าฉันเสนอตัวไปช่วยเขาต่างหาก ฉันไม่ควรรู้สึกอะไรแบบนี้ ไม่ควรเลยสักนิด
“เขาแค่ใช้งานแกเพราะกันแกจากผู้หญิงคนอื่น ส่วนแกก็ต้องทำให้เขาตกหลุมรักจะได้หักอกเขานะยิ้ม...”
อย่าคิดอะไรที่มันเกินเลยได้ไหม? แต่จูบของเขากับฉันมันก็แค่เส้นบางๆ ระหว่างกัน มันไม่ใช่ความรู้สึกจริงๆ สักหน่อย ยิ้มอย่าลืมว่าตัวเองต้องทำอะไร เลิกๆๆ เลิกคิดได้แล้ว เพราะสิ่งที่เขาพูดมันคือเรื่องจริง และเขาก็มีใครอีกคนที่มันใช่สำหรับเขา
