บทที่ 6 ONE TWINS : CHAPTER 5
ONE TWINS (PIRATE & YIM)
5
(“เรื่องไพเรทไปถึงไหนแล้ว?”)
“ตอนนี้ฉันกับเขาก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่เขานิ่งมากเลยนะกัน ฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะทำให้เขาตกหลุมรักได้ไหม?”
(“เธอยังพยายามไม่พอไงยิ้ม คนอย่างเขาต้องตกหลุมรักเธอแน่ ฉันเชื่อ! ไม่งั้นฉันจะใช้เธอทำไม”) ฉันหลับตาลงนั่งอยู่ที่สวนหน้าบ้านโดยที่เจ้าของบ้านโทรมาถามเรื่องนี้แทบทุกวัน ขนาดฉันเล่าไปเกือบหมดก็ยังไม่พอใจ ให้ตายเหอะ! อยากหลุดพ้นแล้วนะ พ่อกับแม่ก็ไม่ติดต่อ ที่สำคัญแทบจะหายสาบสูญไปเลย... หลายวันมานี้ฉันกับไพเรทก็ทำตัวใกล้ชิดกับเหมือนเดิม เพราะก็ยังมีพวกชะนีมาเกาะแกะเขา ส่วนเรื่องที่ฉันคิด ฉันเลิกคิดไปนานแล้ว ห้ามหัวสมอง ห้ามหัวใจตัวเองเลิกคิดอะไรที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่ฉันจะต้องทำคือทำให้เขาตกหลุมรักฉันให้ได้แค่นั้น
“งั้นฉันถามหน่อยนะ ทำไมไพเรทถึงได้มีอะไรกับเธอได้ ฉันดูจากลักษณะเขาแล้ว เขาไม่น่าจะ...”
(“ผู้ชายมันก็เหมือนกันหมดล่ะ พอได้แล้วก็ทิ้ง หาเหตุผลว่าฉันไม่สวยโดยการทิ้งไป เหอะ คิดจะฟันอย่างเดียวโดยไม่รับผิดชอบ เธอยังคิดว่าเขาเป็นคนนิ่งแบบนั้นเหรอยิ้ม!”)
“ฉันเปล่า แค่อยู่กับเขามาเกือบเดือนก็เลยคิดว่าเขาไม่น่าจะทำอะไรแบบนั้น?”
(“งั้นแกคิดว่าฉันโกหกสินะ ดี งั้นออกจากบ้าน...”)
“เฮ้ยใจเย็นสิกัน โอเคฉันจะรีบทำให้เขาตกหลุมรักเร็วๆ เธอโอเคไหม?”
(“อือ อย่าช้านะ เพราะถ้ายังไม่มีอะไรคืบหน้า ฉันคงให้เธออยู่ที่บ้านไม่ได้!”) ฉันกำลังจะพูดต่อแต่อีกันก็วางสายไปเลย เหอะ อยากจะบ้าตาย! ทำไมชีวิตฉันต้องมาโดนอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย คนอย่างไพเรทเล่นด้วยยากนะ หรือฉันยังพยายามไม่พอ ใช่มันต้องใช่แน่ๆ ฉันต้องพยายามมากกว่านี่สินะ ขณะที่ฉันกำลังนั่งกุมหัวตัวเองอยู่ก็มองร่างสูงของปืนที่กำลังจะไปโรงเรียน
“ปืนจะไปเรียนแล้วเหรอ?”
“อือ” ตั้งแต่วันที่เขาป่วย ปืนก็ดูเหมือนจะอ่อนลงกับฉัน เขาเริ่มพูดคุยกับฉันมากขึ้น อย่างน้อยมีคนที่พอจะเข้าใจฉันบ้างก็โอเคนะ ถึงเขาจะเด็กกว่าก็เหอะ
“ไปส่งนะ”
“เธอเห็นฉันกี่ขวบกันแน่? ไม่ต้อง ฉันไปได้” ฉันไม่รอให้เขาพูดอะไร รีบไปปิดประตูล็อคเดินไปตามทางกับเขา โดยที่ปืนก็ถอนหายใจออกมาตลอดทาง กระทั่งมาถึงหน้าโรงเรียน ฉันต้องบอกว่าปืนเนี่ยฮอตมาก เพราะมีเด็กนักเรียนหญิงหลายคนยืนรอเขาเยอะมาก จนอาจารย์ต่างพากันไล่ให้เข้าไปในโรงเรียนแต่ก็ไม่วายยังคงกรี๊ดปืนที่ยืนหงุดหงิดอยู่ข้างๆ ฉัน
“ไม่อยากมาเรียนก็เพราะแบบนี้ล่ะ”
“เอาเถอะนา นายอยากเกิดมาหล่อทำไมล่ะ... ตั้งใจเรียนนะ” ปืนหันมามองฉันที่วางมือไปที่ศีรษะเขาโดยที่ส่งยิ้มให้กับปืนที่ไม่พูดอะไรแต่เบือนหน้าหนีจนฉันตกใจ
“เออ พี่ขอโทษนะที่ทำเหมือนปืนเป็นเด็ก”
“ช่างเถอะ เธอกลับไปได้แล้ว”
“เย็นนี้กลับเร็วๆ นะ พี่จะทำอาหารไว้รอ”
“ไว้รอ? แต่ก็ไม่เคยอยู่กินกับฉัน” ฉันได้ยินประโยคสุดท้ายของปืนก็เลยได้แต่มองใบหน้าด้านข้างที่ยังคงไม่หันมาสบตากับฉัน รอยยิ้มของฉันผุดขึ้นมาทันทีและจับมือเขาจนปืนหันมามอง
“แต่วันนี้พี่จะรอ เพราะงั้นปืนห้ามไปไหน เลิกเรียนแล้วกลับบ้านเลย”
“อือ ปล่อยมือได้แล้ว!” ปืนบิดมือตัวเองออกจากมือของฉันด้วยสีหน้านิ่งเฉย ฉันอมยิ้มออกมามองร่างสูงที่เดินตรงเข้าไปในโรงเรียนและตัวฉันก็ตรงไปที่ห้องของไพเรท แต่เมื่อมาถึงห้องก็ไม่เห็นเขาอยู่ ฉันเลยกะว่าจะโทรหาเขาแต่ประตูห้องก็เปิดออกมาก่อน
“อ้าวกำลังจะโทรหาพอดีเลย...”
“อือ”
“กินอะไรยัง ถ้ายังฉันจะได้ทำ” เขาไม่พูดอะไร แต่พยักหน้าให้ฉันทำนองว่าทำ ฉันก็เลยเดินเข้าครัวไปทำอาหารเช้าให้เขา วันนี้คงต้องกลับเร็วหน่อยล่ะ ปืนทำตัวดีขึ้นฉันก็ดีใจนะ ไม่อยากให้เขามีเรื่องหรือโดดเรียน เพราะฟังจากที่กันพูด ปืนเป็นเด็กที่ขี้เหงา ต่างจากพี่ลิบลับที่ทั้งร้ายกาจและก็เจ้าคิดเจ้าแค้น
“มาแล้วอาหารเช้า”
“เมื่อเช้าเธอไปทำอะไรที่หน้าโรงเรียนเอกชน?”
“หือ นายเห็นด้วยเหรอ”
“ใช่ ฉันไปบ้านไอ้ภูมาก็เลยเห็นเธอยืนอยู่ที่หน้าโรงเรียน... กับเด็กผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง” ฉันมองไพเรทที่ตักข้าวกินโดยมองฉันด้วยสีหน้านิ่งเฉยเหมือนเดิม
“อ่อน้องชายที่เล่าให้ฟังไง ชื่อปืนเรียนอยู่ม.6”
“เหรอ ไม่เห็นหน้าตาเหมือนกันสักนิด”
“ก็ปืนเป็นน้องชายของเพื่อนสนิทฉัน พอดีเราสองคนอยู่บ้านเดียวกัน ฉันก็เลยไปส่งที่โรงเรียน” ไพเรทพยักหน้ารับและตักอาหารกินต่อ เสร็จเราสองคนก็มาที่โชว์รูม ซึ่งตอนนี้เริ่มเข้าที่เข้าทางมากแล้วล่ะ แถมยังมีรถหรูหลายคันจอดอยู่ด้วย อีกไม่นานคงจะเปิดแล้วสินะ
“พี่เรทมาแล้ว!” น้ำเสียงเล็กแหลมดังขึ้น พร้อมกับร่างสวยของผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินมาเบียดฉันที่ยืนข้างไพเรท ก่อนจะกอดคอเขาจนไพเรทแสดงสีหน้าออกมาอย่างหงุดหงิด
“ปล่อย! บอกไปแล้วใช่ไหมว่าฉันมีเมียแล้ว”
“หึ เมียเหรอคะพี่เรท? ถ้าแบมเชื่อ แบมคงออกลูกเป็นควาย”
“งั้นเธอก็เตรียมออกลูกเป็นควายได้เลยนะ เพราะไพเรทคือผัวฉัน!” ฉันผลักร่างของยัยแบมออกไปจากการเกาะกุม และตัวฉันก็ควงแขนไพเรทเองโดยทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ไม่สนว่ายัยนี่กำลังเต้นเร่าไปด้วยความโมโห
“แต่พี่เพทบอกว่าพี่เรทไม่มีใครนะ!”
“อย่าเอ่ยชื่อมันออกมาให้ฉันได้ยินได้ปะวะ!” น้ำเสียงของไพเรทแข็งทันทีที่ได้ยินชื่อของน้องชายตัวแสบของเขา ที่จ้องแต่จะหาเรื่องให้เขาปวดหัวอยู่เรื่อย และมันก็รู้จุดอ่อนของเขาไงว่าเขาไม่ชอบผู้หญิงแบบที่มันส่งมา ไพเรทสะบัดแขนออกจากมือของฉันอย่างแรงจนฉันแทบจะล้ม ก่อนจะมองร่างสูงที่เดินหงุดหงิดเข้าห้องไป ฉันได้แต่มึนงงกับท่าทางของเขา ก็รู้อยู่ว่าเขาไม่ชอบให้ใครเรียกชื่อน้องชาย แต่ทำไมต้องโมโหแบบนี้ด้วย
“หึ เป็นเมียพี่เรทก็ทนหน่อยนะ เขาเป็นพวกอารมณ์แปรปรวนเวลาพูดถึงชื่อพี่เพท”
“แล้วไง?”
“ก็ไม่แล้วไง บางทีหล่อนอาจจะถูกซ้อมก็ได้ไง เพราะพวกฉันจะมาปั่นหัวเขาทุกวันตามที่พี่เพทบอก อ่อและที่สำคัญพวกฉันก็ต้องการพี่เรทมาเป็นผัวเราเหมือนกัน ไปล่ะ บาย” ฉันมองยัยแบมเดินนวยนาดออกไป ก่อนจะเบ้ปากกับสิ่งที่ได้ฟัง
“บ้าหรือเปล่า? พี่น้องประสาอะไร ไม่ถูกกันอย่างกับเป็นศัตรูกันมาก่อน”
หลังจากที่ฉันนั่งอยู่ด้านนอกเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ยังไม่เห็นท่าทีของไพเรทจะออกมาจากห้อง ฉันเลยตัดสินใจเดินไปหาเขา ต่อให้เขาโมโหก็ต้องใจดีสู้เสือไว้สิ ประตูห้องทำงานของเขาถูกเปิดออกด้วยน้ำมือของฉัน ภายในห้องยังคงอยู่ในช่วงตกแต่งและฉันเห็นว่าไพเรทนั่งอยู่ที่เก้าอี้พิงโดยหันหน้าออกไปที่ด้านนอกหน้าต่าง สามารถเห็นการสัญจรของรถที่อยู่บนถนน ฉันเดินเดินตรงไปหาเขาซึ่งใบหน้าหล่อนิ่งเงยหน้าสบตาจนฉันหลับตาลง
“คือไม่ได้จะมากวนนะแค่จะมาถามว่าโอเคไหม? ตอนนี้มันก็เที่ยงแล้วหิวเปล่า ฉันจะได้ไปซื้อ...”
“ไปกินข้าวกัน”
“อะ เอ๋?” ไพเรทลุกขึ้นโดยไม่มองฉัน แต่กลับเดินหนีฉันออกจากห้องไป เอิ่ม เขาชวนฉันไปกินข้าว ก็หมายถึงว่าอารมณ์เป็นปกติแล้วใช่ปะ ชิ ยัยพวกนั้นพูดให้ฉันกลัวหรือไง? แต่ฉันก็เคยเจออารมณ์เถื่อนของเขาแล้วนะ อย่างกับนิยายเลยที่เวลาพระเอกโมโหและจับนางเอกมาจูบอะไรแบบนี้ แต่ฉันไม่ใช่ไง! ฉันมันตัวร้าย ไม่ใช่นางเอกสักหน่อย
ไพเรทพาฉันมากินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยที่เขาก็ยังคงตีหน้านิ่งมึนต่อไป ฉันมองอาหารที่ถูกนำมาวางตรงหน้าก็เป็นแค่จานสปาเก็ตตี้ แต่ใช่แต่มันสำคัญกว่านั้นคือ... สปาเก็ตตี้ครีมซอสที่ฉันชอบ ที่สำคัญมันทำให้ฉันคิดถึงแม่ขึ้นมา ที่ไม่รู้ว่าป่านนนี้พ่อกับแม่จะเป็นตายร้ายดียังไง? เขาทั้งสองทิ้งฉันไป ฉันไม่เคยโกรธแต่ที่อยากจะรู้คือตอนนี้อยู่ดีกันไหม มีเงินติดตัวมีที่นอนเหมือนที่ฉันมีหรือเปล่าก็เท่านั้น
“เป็นอะไรทำหน้าเศร้าๆ”
“เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร?”
“ไม่ เธอเป็น...” ฉันเงยหน้าสบตากับไพเรทที่ใช้ช้อนชี้มาที่ดวงตาของฉัน
“เธอร้องไห้?”
“!” ฉันสะดุ้งเมื่อมองสบตากับไพเรทอีกครั้ง ยกมือแตะไปที่หางตาตัวเองก็พบว่ามีคราบน้ำตาจริงด้วย ให้ตายเหอะ ดันมาน้ำตาไหลอะไรต่อหน้าเขาเนี่ย ว่าแล้วฉันก็รีบหยิบทิชชู่มาเช็ดน้ำตาของตัวเองและส่งรอยยิ้มไปให้เขา
“บ้า แค่แสบตานิดหน่อยเอง”
“ปกติฉันจะเป็นคนไม่ค่อยสนใจอะไรที่อยู่ตรงหน้านะ แต่บอกตามตรง... น้ำตาของเธอ ทำให้ฉันสนใจ” ไพเรทจับจ้องฉันด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย แต่ทว่าคำพูดของเขากลับทำให้ฉันใจเต้นแปลกๆ นี่เขากำลังสนใจที่ฉันมีน้ำตางั้นเหรอ? และที่บอกว่าไม่สนใจอะไร แต่กลับสนใจฉันเนี่ยนะ บ้าน่ายิ้ม! ไหนว่าจะไม่คิดอะไรแบบนี้อีกไง แล้วทำไมเขาจะต้องมาทำให้ฉันใจสั่นแบบนี้ด้วยนะ เขาสิที่จะต้องใจสั่น หรือว่ามันคือความหมายที่ดี อย่างน้อยฉันก็อยู่ในสายตาของเขา
“ไม่มีอะไรจริงๆ แค่คิดถึงพ่อกับแม่”
“แล้วพ่อกับแม่เธอไปไหน? ทำไมต้องไปอยู่บ้านเพื่อนกับน้องชายเพื่อนด้วย?”
“เฮ้อ มันอาจฟังดูตลกนะไพเรท แต่บ้านของฉันเพิ่งถูกฟ้องล้มละลายไป” ฉันนั่งพิงเก้าอี้และหยิบน้ำขึ้นดื่ม โดยมีสายตาของไพเรทที่มองอย่างไม่คลาดสายตา เล่าไปเหอะ บางทีได้ระบายกับใครสักคนที่เราไม่รู้จักเขาดี มันอาจจะเป็นการระบายความรู้สึกไม่ดีออกไปบ้างก็ได้ จริงไหมล่ะ?
“ฉันมีแค่เสื้อผ้าติดตัวมากับเงินสดไม่กี่บาทและเงินในตู้เอทีเอ็มพอประทังชีวิตไปได้ ฉันต้องดรอปเรียนปีสองไว้ที่มหาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง... มีแค่เพื่อนฉันคนเดียวที่ช่วยเหลือได้ ให้ที่พักพิงและไม่ต้องจ่ายค่าเช่า” ช่วยเหลือได้แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนคือทำให้นายตกหลุมรักไงล่ะไพเรท (พูดออกไปไม่ได้หรอกนะ) เขาจับจ้องสีหน้าฉันอย่างนิ่งเฉย ไม่ได้ถาม ไม่ได้ตกใจ หรือแม้แต่จะเห็นใจฉันสักนิด นิ่งเกินไปแล้ว!
“นี่แหละพ่อกับแม่ฉันถึงได้ไปไหนก็ไม่รู้ โดยทิ้งฉันไว้คนเดียว เหมือนนิยายเลยว่ามะ?”
“อือ”
“บ้านฉันมีหน้ามีตาในสังคม แต่พอรู้ว่าบ้านฉันล้มละลายทุกคนก็ตีจาก ไม่ช่วยเหลืออะไรฉัน... แต่ก็ช่างเหอะ ชีวิตคนเราก็ต้องมีตกต่ำกันบ้างอะไรบ้าง แต่ฉันไม่ใช่คุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็นนะ แค่มีเหตุผลบางอย่างที่จะอยู่แบบนี้ไปก่อน” ใช่ ก็ต้องทำภารกิจของตัวเองให้เสร็จไง เพราะถ้าทุกอย่างเรียบร้อย ฉันจะได้หาที่อยู่ที่กินใหม่ ไม่อยู่ให้อีกันมันโขกสับหรอก!
“แกร่งดีนะ”
“อะไร?”
“ก็ว่าเธอแกร่งดี อยู่ได้โดยไม่สนใจใครที่ดูถูกจากที่ตกจากฟ้ามาสู่เหว ยิ้มไว้เหอะ สักวันเธอจะผ่านมันไปได้ ยัยยิ้มกว้าง” ฉันกระพริบตาถี่รัวกับคำพูดของไพเรท เอาอีกแล้วนะหัวใจ มันกำลังเต้นเพราะเขาให้กำลังใจงั้นเหรอ! อีบ้ายิ้ม แกควรจะต้องทำให้เขาหวั่นไหวถูกปะ แล้วตัวแกเองมานั่งหวั่นไหวทำซากอะไรเนี่ย!
เราสองคนกลับมาที่โชว์รูมอีกครั้ง ไพเรทก็จัดการเคลียร์กับภูผาที่พาพริตตี้หุ่นสะบึมมาอย่างเยอะ และพอพวกหล่อนได้เห็นไพเรทก็พากันโชว์ท่าทางเพื่อยั่วยวนเขา แต่ก็รู้ๆ กันดีว่าไพเรทไม่ได้สนใจอะไรนอกจากมองด้วยสีหน้านิ่งเฉย ต่างจากภูผาที่กลืนน้ำลาย และน้ำลายไหลไม่รู้กี่รอบแล้ว
“เรื่องพริตตี้กูให้มึงจัดการแล้วกันไอ้ภู กูไม่ถนัดอะไรแบบนี้”
“เอางั้นเหรอ เรื่องรถมึงจัดการแล้วกัน อีกสองวันโชว์รูมจะเปิดแล้ว”
“อืม เดี๋ยวกูว่าจะเคลียร์ตรงหน้าโชว์รูมสักหน่อย...” ฉันมองไพเรทที่เดินแยกออกจากการคัดเลือกพริตตี้ไปข้างนอก และฉันก็มองนาฬิกาที่ตอนนี้บ่งบอกว่าหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าฉันจะต้องกลับไปทำอาหารเพื่อรอปืนอย่างที่สัญญากันไว้ ฉันวิ่งออกจากโชว์รูมและมองหาไพเรทที่กำลังยืนคุยกับคนงานอยู่
“ไพเรท ฉันกลับไปทำอาหารรอนายที่คอนโดได้ไหม?”
“ทำไม ฉันจะเสร็จแล้ว รอไม่ได้ว่างั้น”
“พอดีฉันต้องกลับไปทำอาหารกินกับปืนน่ะ วันนี้นัดเขาไว้ด้วย” ไพเรทตวัดสายตามามองฉันอีกครั้ง เขาขมวดคิ้วจนฉันมึนงง อย่าบอกนะว่าฉันทำอะไรให้เขาหงุดหงิดอีกแล้วเนี่ย
“จะไปก็ไป”
“จริงนะ งั้นไปก่อน เจอกันที่คอนโด” ฉันยิ้มให้กับไพเรทและมุ่งตรงไปที่คอนโดเขาทันที อย่างน้อยก็น่าจะทันเวลากลับไปทำอาหารกินกับปืนนะ เด็กนั่นอุตส่าห์อ่อนลงแล้ว ฉันจะได้กล่อมให้ขยันเรียน จะได้ไม่มีเรื่องชกต่อยกับใครเขา ฉันมาถึงคอนโดและจัดการทำอาหารให้ไพเรทง่ายๆ ก็เป็นข้าวผัดอเมริกา และก็ต้มจืดให้เขาด้วย เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ ฉันก็หาฝามาปิดและเตรียมตัวจะกลับบ้าน
“จะไปไหน?”
“กลับบ้าน อาหารเสร็จแล้วนะอยู่ที่โต๊ะ” ไม่ทันได้เปิดประตูดี ไพเรทก็เข้ามาซะก่อน เขาชะโงกไปมองที่โต๊ะอาหารแต่ก็ไม่ได้เดินไปแต่กลับยืนขวางประตูไว้จนฉันมึนงง
“ไปส่ง”
“ไปส่ง? ให้ฉันไปส่งอะไร”
“เดี๋ยวจะไปส่งที่บ้าน”
“แล้วข้าวล่ะ ฉันเพิ่งทำเลยนะ” ฉันชี้ไปที่โต๊ะอาหารและหันมามองไพเรทอีกครั้ง เขาเอียงคอมองฉันอย่างนิ่งเฉย
“กลับมากินก็ได้ปะวะ อย่าเรื่องมาก” เขาไม่พูดอะไรเลย เดินหันหลังออกจากประตูไป โดยที่ฉันได้แต่มึนงง เกาหัวตัวเองกับอารมณ์ที่แปรปรวนของเขา ไพเรทขับรถมาส่งฉันที่บ้านของอีกัน ฉันไม่รู้ว่าเขาจะเคยมาที่นี่หรือเปล่า แต่บอกเส้นทางไปเขาก็นิ่งไม่พูดอะไร คือปกติเขาจะเงียบนิ่งอยู่แล้ว แต่พอเวลาได้ปากหมาก็จะด่าเหน็บฉันเสมอ แต่วันนี้มาแปลกไง ตั้งแต่อยู่ที่ร้านอาหารแล้ว เขาดูนิ่งมาก ถ้าฉันเล่าเรื่องตัวเองเป็นปกติเขาจะต้องด่าแขวะฉันแล้วล่ะ แต่นี่มีให้กำลังจงกำลังใจ ฉันก็ใจสั่นไปสิ!
“หลังนี้เหรอ?”
“ใช่ ขอบคุณนะไพเรท เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าจะไปหา” ฉันส่งยิ้มให้เขาและลงจากรถหรูปอร์เช่สีดำ สายตาของฉันมองตรงไปที่หน้าบ้านก็เห็นปืนยืนพิงประตูรั้วอยู่ เขายังอยู่ในชุดนักเรียน คือมีแค่เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนไปถึงศอก เนกไทที่ถูกดึงมาถึงช่วงอก กระดุมเสื้อเชิ้ตก็ปลดออกไปสี่ห้าเม็ด คือพูดง่ายๆ นะ โคตรหล่อโคตรเท่
“ใครมาส่ง?”
“อ่อ เพื่อนน่ะ”
“เหรอ หล่อดีนี่” ปืนกอดอกมองเลยศีรษะฉันไป ซึ่งฉันก็หันกลับไปดูเห็นว่าไพเรทลงจากรถมามองปืนไม่ต่างกัน คือสองคนนี้มีนิสัยคล้ายกันมากเลยนะ ทั้งสีหน้า นิสัยนิ่งเฉย
“ทำไมนายยังไม่กลับอีกล่ะไพเรท”
“น้องชายเพื่อนเธองั้นเหรอยิ้ม?”
“ใช่ ชื่อปืน เออ ปืนนั่นเพื่อนพี่ชื่อไพเรท” ใบหน้าหล่อคมของปืนไม่พูดอะไร เขาเอาแต่จ้องหน้าไพเรทอย่างนิ่งเฉย ราวกับว่าสงครามมันคือการมองจ้องตากัน แต่ทว่า... มันจะเป็นสงครามได้ไง ในเมื่อทั้งสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเนี่ย
“จะแนะนำทำไม ฉันไม่เห็นอยากจะรู้จักสักนิด”
“ปืน”
“แล้วคิดว่าฉันอยากจะรู้จักกับนายงั้นสิ เด็กน้อย?”
“ใครเป็นเด็กน้อย พูดจาดีๆ ด้วยนะ” ฉันยันอกแกร่งของปืนไว้ก่อนที่เขาจะพุ่งไปหาไพเรทที่ยืนหน้านิ่งอยู่แบบนั้น ร่างสูงของไพเรท เดินล้วงกระเป๋ากางเกงมาหยุดตรงหน้าฉันกับปืนและมองปืนตั้งแต่หัวจรดเท้า
“อายุสิบแปด โตเร็ว ที่สำคัญ... เอาเรื่องด้วย”
“ใช่ อยากจะโดนไหมล่ะ? เลือดออกสักนิดสักหน่อย จะได้นอนหลับสบาย” ทั้งสองคนสบตากันอย่างนิ่งเฉย และมันเป็นอะไรที่ฉันลำบากใจมากๆ เลยนะ ฉันหลับตาลงและใช้ฝ่ามือยันอกของทั้งคู่ไว้
“พอนะ พวกนายสองคน!”
หมับ
“เฮ้!” ฉันตกใจที่ฝ่ามือของตัวเองถูกฝ่ามือเย็นของไพเรทและปืนจับไว้แน่น เขาพยายามกระชากมือฉันอย่างไม่มีใครยอมใคร เฮ้ย! ฉันไม่ใช่เชือกนะ
“เข้าบ้านได้แล้วยิ้ม กรุณาปล่อยมือด้วย” ปืนเอียงคอมองไพเรทจนเขายักไหล่และปล่อยมือฉันออกไป และลูบศีรษะของฉันอย่างแผ่วเบา จนฉันเงยหน้าสบตากับเขา
“พรุ่งนี้เจอกัน...”
“อืม ปืนเข้าบ้านดีกว่า ไพเรทแล้วเจอกันนะ” ฉันดันแผ่นหลังของปืนให้เขาบ้าน และหันไปยิ้มให้กับไพเรทที่ยังคงจับจ้องมองฉันไม่ห่าง กระทั่งเข้ามาในบ้านแล้วปืนก็ยืนนิ่งไม่ไหวติงใดๆ
“โมโหอะไรพี่อีกเปล่าปืน?”
“เปล่า ใครจะไปโมโหเธอ จะมีตัวผู้มาส่งกี่ตัวก็เรื่องของเธอ ไม่เกี่ยวกับฉัน”
“แต่พี่ไม่ได้หมายถึงเรื่องที่มีใครมาส่งนะ”
“แล้วไง? ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย!” ร่างสูงตะคอกฉันและเดินกระทืบเท้าขึ้นห้องไป
“อะไรของเขาเนี่ย? ไม่โมโห แล้วมีอาการแบบนี้ทำไมเล่า ไอ้เด็กดื้อ!” ปืนโผล่หน้ามาจนฉันตกใจ มองร่างสูงที่เดินลงบันไดมาอย่างน่ากลัว ตายล่ะดันไปพูดซะดังด้วย ฉันมองปืนที่ยืนอยู่ตรงหน้าและก้มใบหน้าลงจนเกือบจะชิดกับฉัน
“เมื่อกี้เธอพูดอะไร?”
“ปะ เปล่าแค่บอกว่าตัวเองดื้อแค่นั้นเอง” ฉันพูดติดๆ ขัดๆ ยิ่งได้มองใบหน้าหล่อที่ใกล้มากมันทำให้ฉันรู้สึกใจสั่นยังไงไม่รู้ กลัวโดนฆ่าหมกบ้านน่ะสิ! ปืนจ้องมองใบหน้าฉันและกวาดสายตาไปทั่วจนฉันรู้สึกประหม่า ภาวนาในใจว่าขออย่าให้เด็กคนนี้ฆ่าฉันเลย ฉันยังไม่อยากตาย
“แล้วไป ทำอาหารได้แล้วฉันหิว”
“อืม ถอยไปสิ เข้ามาใกล้จนจะหน้าจะติดกันอยู่แล้วนะ”
“ไม่ชอบหรือไง?”
“บ้าหรือไง ใครจะไปชอบกัน!” ปืนผุดยิ้มมุมปากและหันหลังเดินขึ้นไปบนห้องต่อ ส่วนฉันก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่เต็มใจสักเท่าไหร่
“รอให้ฉันทำแผนการของพี่สาวแกสำเร็จก่อนเหอะ ฉันไม่อยู่ที่นี่แน่! อุ๊บ...”
เดี๋ยวมันได้ยิน ลงมาบีบคอฉันตายแน่คราวนี้ เหอะ
