บทที่ 3 โหมโรงโศกนาฏกรรม - 3

“แม่ภูมิใจในตัวบัวที่สุดจ้ะ ลูกสาวแม่เก่งจริงๆ” เสียงจรรยาเอ่ยชมอย่างตื้นตันล้นหัวใจ เมื่อบุตรสาวคนเดียวก้มลงกราบบนตัก พร้อมทั้งยื่นใบปริญญาให้นางได้ชื่นชมด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตาแห่งความปลาบปลื้ม

“ขอบคุณค่ะแม่” บัณฑิตป้ายแดงน้ำตาไหลพรากไม่ต่างกับผู้เป็นมารดา “บัวจะตั้งใจทำงาน เก็บเงินให้ได้เยอะๆ เราจะไม่ต้องลำบากกันแบบนี้แล้ว”

ต่อจากนี้ไปเธอจะทำงานดูแลตอบแทนพระคุณมารดาด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งใบบุญของบิดาอีกต่อไป...

กชมนสาวน้อยผู้อาภัพวาดฝันสวยงามอย่างคนหน้าชื่นอกตรม

ถึงจะเกิดมาในตระกูลเก่าแก่มีเงินมีทอง และเป็นบุตรจากภรรยาตบแต่ง หากเธอกลับเป็นได้แค่ลูกชังที่ผู้เป็นบิดาไม่เคยคิดมอบความรักให้ เพราะท่านคิดว่าเธอเป็นลูกของชายชู้ที่เกิดกับจรรยา

กชมนสะอื้นในอกตรม วัยเด็กที่แสนขื่นขมยังฝังแน่นอยู่ในใจอันร้าวรานกับคำว่า ‘พ่อไม่รัก’

“ใครไม่รักบัวก็ช่าง แต่แม่รักลูกของแม่สุดหัวใจ”

คนเป็นแม่ให้กำลังใจด้วยน้ำเสียงแห่งความเสียใจอย่างแรงกล้าต่อตัวนายโกมุท สามีตีทะเบียนที่หมดรักในตัวนางตั้งแต่กชมนถือกำเนิดมา มือแห้งเหี่ยวก็ยกขึ้นลูบหลังบางสั่นสะท้านของบุตรสาวซึ่งโผเข้ากอดมารดาและร้องไห้ด้วยความน้อยใจในโชคชะตาและชาติกำเนิดของตัวเอง

เพียงเพราะเรื่องเข้าใจผิดในอดีต...

โกมุทลงโทษนางอย่างโหดเหี้ยมด้วยการพาศจีภรรยาน้อยและนิลุบลบุตรสาวอีกคนของเขาเข้ามาเลี้ยงดูอย่างเชิดหน้าชูตาแทนภรรยาถือทะเบียนสมรสอย่างตนเอง มิหนำซ้ำโกมุทยังไม่คิดหย่าขาดกับนาง ไม่คิดปล่อยนางและกชมนไปตามทาง ราวกับต้องการเก็บนางและลูกเอาไว้ทรมาน

ไม่พอ โกมุทยังเลี้ยงดูบุตรสาวที่โกมุทคลางแคลงใจในชาติกำเนิดมาอย่างเกลียดชัง รวมทั้งผลักไสนางและกชมนมาอาศัยอยู่เรือนหลังเล็ก มีหน้าที่อยู่ในเสนานุรักษ์ไม่ต่างกับคนรับใช้ด้วย

และถึงแม้นางจะพร่ำบอกสามีกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ว่ากชมนคือเลือดบริสุทธิ์ของเสนานุรักษ์ หากไม่เคยเป็นผล โกมุทคงยังจมอยู่กับอดีตและเคียดแค้นนางกับกชมนราวกับศัตรูมาแต่ชาติปางก่อน...ยังดีหน่อยที่ยอมส่งเสียกชมนเรียนหนังสือจนสำเร็จการศึกษาขั้นนี้

“ขอบคุณที่ให้ความรักและเลี้ยงดูบัวมาเป็นอย่างดีนะคะแม่” กชมนสะอื้นไห้ ชีวิตนี้ เธอมีแม่ผู้เปรียบเสมือนทุกอย่าง

เธอจะเลี้ยงดู ตอบแทนผู้มีพระคุณอย่างดีที่สุด

“แม่อยากจะดูแลเลี้ยงบัวไปนานๆ นะลูก อยากเห็นบัวมีครอบครัวที่ดี มีลูกมีหลานแสนน่ารัก แต่แม่แก่แล้ว จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้”

จรรยาเปรยอย่างคนปลงตก สะอื้นไห้อยู่ในอก สุขภาพของนางก็ย่ำแย่ เจ็บออดๆ แอดๆ เงินจะไปหาหยูกหายามากินรักษาตัวเองก็ลำบากยากเย็น เพราะเงินที่ได้จากสามีแต่ละเดือนนั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน

“ไม่ค่ะ บัวจะไม่ยอมให้แม่เป็นอะไร บัวจะดูแลแม่เองนะคะ แม่สัญญานะคะว่าจะอยู่กับบัวไปนานๆ”

ใบหน้างามที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาผงกขึ้นจากอกมารดาแล้วพูดเสียงเจือสะอื้น นัยน์ตาหวานวาววับอย่างมุ่งมั่น ทำเอาคนเห็นต้องยิ้มอย่างภาคภูมิใจในตัวบุตรสาว

“จ้ะลูกแม่ แม่ไม่เคยผิดหวังในตัวบัวเลย แม่รักบัวนะจ๊ะ” จรรยาเอ่ยคำหวานให้กำลังใจบุตรสาว ยกมือขึ้นประคองดวงหน้าหวานสวยล้ำที่คล้ายคลึงกับตัวเองสมัยสาวๆ ประหนึ่งส่องกระจกเงาอยู่

“บัวก็รักแม่ค่ะ” ร่างเล็กโผเข้ากอดร่างบอบบางของมารดาอีกครั้ง มือน้อยก็ยกขึ้นปาดน้ำตาทิ้งป้อยๆ ไม่ยอมให้ความน้อยเนื้อต่ำใจมากระหน่ำทำร้ายตัวเองมากไปกว่านี้

ที่ผ่านมาเธอก็เจ็บปวดเสียใจมากพอแล้ว จากนี้ไปเธอจะสร้างแต่รอยยิ้มให้ปรากฏบนใบหน้ามารดาเท่านั้น

“แล้วนี่บัวต้องไปฝึกงานเมื่อไรจ๊ะ” มารดาที่ถอนสะอื้นหันมาถามเรื่องงาน

มีบริษัทใหญ่โตและมีชื่อทางด้านสถาปนิกติดต่อจองตัวบุตรสาวไปทำงานฝ่ายบัญชีเมื่อเดือนที่แล้ว และกชมนก็ต้องเดินทางไปฝึกงานที่ต่างจังหวัดถึงสองเดือนก่อนเริ่มทำงานจริง

“มะรืนนี้ค่ะ แต่พรุ่งนี้บัวต้องไปตรวจร่างกายอีกครั้งหนึ่งค่ะ”

“ทุกอย่างปกติดีครับ แต่หมอจะจัดยาบำรุงร่างกายให้คุณกชมนไปกินเพิ่มเหมือนเดิมนะครับ” นายแพทย์วศินรายงานผลการตรวจร่างกายให้เจ้าตัวซึ่งนั่งฟังตาโพลงทราบ พร้อมกับพิมพ์ข้อความสั่งยาไปในคอมพิวเตอร์ตรงหน้า

“ขอบคุณค่ะ” เธอพยักหน้ารับอย่างงุนงง

มันเป็นแค่การตรวจร่างกายทั่วๆ ไปสำหรับการทำงาน แต่กลับต้องมาตรวจถึงสองครั้งที่โรงพยาบาลของเอกชนสุดหรูราคาแพงซึ่งทางบริษัทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

ครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้ว เธอเข้ามาตรวจร่างกายอย่างละเอียดยิบ และเธอก็ได้ยาบำรุงร่างกายไปกินชุดใหญ่ มาครานี้เธอก็โดนจับตรวจเลือด ตรวจระดับฮอร์โมนอย่างละเอียด แถมด้วยวิตามินยาบำรุงร่างกายอีกหลายขนาน...

“งั้นบัวลาเลยนะคะ” ร่างเล็กลุกขึ้นยืน แล้วพนมมือไหว้แพทย์หนุ่มที่ดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าเธอหลายปีอยู่

“ครับ แล้วเจอกันคราวหน้านะครับ”

“เอ๋ นี่บัวต้องมาตรวจร่างกายอีกหรือคะ” คนที่กำลังจะก้าวเดินออกจากห้องหันมาเลิกคิ้วถาม

“ครับ เอ่อ เป็นการตรวจติดตามผลน่ะครับ เดี๋ยวทางบริษัทคงนัดวันให้คุณกชมนเองน่ะครับ” นายแพทย์หนุ่มที่เผอเรอแก้ตัวแทบไม่ทัน ไม่กล้ามองหน้าสวยของคนไข้สาวนัก

“ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” เธอรับคำอย่างไม่เรื่องมาก แล้วหมุนตัวเดินออกไปจากห้องตรวจ เพื่อไปรอรับยาที่ห้องจ่ายยา

ลับหลังร่างเล็ก นายแพทย์วศินผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกปนรู้สึกผิด สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้เข้าข่ายผิดจรรยาบรรณแพทย์ไม่น้อย เพราะถือว่าเป็นการปกปิดข้อมูลการรักษาของผู้ป่วย ไม่บอกความจริงเกี่ยวกับตัวยาที่เขาจัดให้คนไข้รับประทาน

ชายหนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด คิดขึ้นมาก็อยากจะกระโดดเตะก้านคอเพื่อนตัวต้นเหตุนักที่โทร.มาขอให้เขาทำอะไรพิเรนทร์ๆ แบบนี้

และพูดยังไม่ทันขาดคำ ร่างสูงใหญ่ของตัวต้นเหตุก็เปิดประตูเข้ามาในห้องตรวจ

“มะรืนนี้ เริ่มได้เลย” แพทย์หนุ่มพูดขึ้นมาโดยไม่ต้องให้ผู้มาใหม่ที่ตอนนี้หย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามตัวเองถาม

“ขอบใจ” อนรรฆวีเอ่ยเรียบๆ พร้อมกับคลี่ยิ้มเย็น

“จะให้ฉันจัดยาบำรุงให้แกด้วยไหมวะ จะได้สำเร็จแน่ๆ” อีกหนุ่มถามอย่างประชดประชันปนหมั่นไส้

“ก็ดี เอาสิ”

“แกคิดจะทำอะไรวะไอ้เสือ” วศินถามเสียงเคร่ง จ้องหน้าเพื่อนรักอย่างเอาเรื่อง

เขารู้จักและสนิทสนมกับอนรรฆวีเมื่อครั้งไปเรียนหนังสือที่ประเทศอเมริกา แต่ก็ห่างหายกันไป ได้แต่ส่งอีเมลพูดคุยกันเป็นครั้งคราว จนเมื่อเดือนก่อน อนรรฆวีต่อสายตรงข้ามประเทศมาขอร้องให้เขาช่วยเรื่องกชมน...

“อย่างที่แกคิดนั่นแหละ” คนที่ในใจเต็มไปด้วยแผนอย่างอนรรฆวียักไหล่ตอบ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนลาด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบสะท้านเยือกไปตามไขสันหลัง

“ฉันจะไปรอรับยา เผื่อจะได้เจอกับคนไข้ของแกด้วย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป