บทที่ 4 โหมโรงโศกนาฏกรรม - 4
กชมนลุกขึ้นเดินไปรับยาจากห้องจ่ายยาเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของตัวเองดังออกมาทางลำโพง ยืนฟังเภสัชกรอธิบายวิธีการกินยาทุกขนานอยู่ชั่วอึดใจก็เดินออกมา
ทว่าร่างเล็กที่เดินไม่ดูทางเพราะยังคงก้มลงมองถุงยาในมือด้วยความงงงวยกับจำนวนยามากชนิดนั้นจึงทำให้ชนเข้ากับร่างสูงใหญ่ของผู้ชายคนหนึ่ง...
สาวร่างเล็กรู้สึกราวกับว่าเดินชนกับกำแพงแข็งๆ ของโรงพยาบาลนี้เสียมากกว่า
ใบหน้างามที่กระแทกเข้ากับแผ่นอกแกร่งนั้นทำเอาเธอมึนงง และแน่นอนว่าแรงกระแทกก็ทำเอาร่างเล็กซวนเซจวนจะล้ม โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้สะทกสะท้านอะไรสักนิด โชคดีที่เขาคว้าตัวเธอเอาไว้ได้ ไม่งั้นคงได้หงายหลังล้มตึงไปแล้ว
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ” กชมนอุทานบอกทันที พลางคว้าท่อนแขนล่ำของเขาไว้โดยอัตโนมัติ
ใบหน้างามที่ตื่นตกใจก็เงยขึ้นมองหน้าเจ้าทุกข์อย่างรู้สึกผิด ทว่าหน้าคมดุถมึงทึงที่จ้องมองเธออยู่นั้นก็ทำเอาดวงตากลมโตต้องเบิกโพลงอย่างตื่นตระหนกแทน
เพราะเธอแทบสาบานได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องเธอราวกับจะฉีกเนื้อตัวเธอออกเป็นชิ้นๆ
ร่างเล็กปล่อยมือจากลำแขนใหญ่แข็งแรง แล้วรีบเบี่ยงตัวออกมาจากมือหนาที่ร้อนราวกับคีมเหล็กเผาไฟ เพราะนอกจากแขนเล็กของเธอจะโดนมันบีบจนเจ็บแล้ว มันยังร้อนแผดเผาราวกับโดนเหล็กร้อนๆ จี้อยู่
“ไม่เป็นไรครับ” อนรรฆวีตอบเสียงเนิบๆ ก้มลงมองร่างเล็กตรงหน้า
กชมนขนลุกซู่เพราะรู้สึกได้ถึงความเกลียดชังที่ส่งผ่านมาทางสายตา...เธอเคยไปทำอะไรให้เขาแค้นเคืองหรือ เหตุใดถึงได้จ้องเธอราวกับเคยเป็นศัตรูกันมาแต่ชาติปากก่อน
หนุ่มลูกครึ่งมายืนมองหญิงสาวอยู่สักพักหนึ่งแล้ว และเห็นมาแต่ไกลว่าเธอเดินก้มหน้าก้มตามองถุงยาไม่ดูทาง เลยตั้งใจยืนนิ่งอยู่กับที่ให้เธอเดินมาชนโดยเฉพาะ และยังตั้งใจบีบต้นแขนเล็กๆ ของเธอด้วยแรงไม่น้อยอีกต่างหาก
การพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ กับเหยื่อสาวก่อนเริ่มดำเนินการตามแผนก็น่าสนใจ เขาคิดเช่นนั้น และการได้เจอหน้ากันในระยะประชิด ได้จับเนื้อต้องตัวกันนิดหน่อยก็ทำให้เขารู้แล้วว่าหญิงสาวสวยน่ารัก และนุ่มนิ่มน่าจับน่าทะนุถนอมไปทั้งตัว
...แต่เสียดาย ที่เขาคงถนอมหญิงสาวเอาไว้ไม่ได้...
“ขอบคุณนะคะ บัวเดินไม่ระวังเองค่ะ” เธอพูดตามมารยาท เพราะอย่างน้อยเขาก็ช่วยจับเธอไว้ไม่ให้ล้ม มือน้อยยกขึ้นลูบรอยฝ่ามือร้อนๆ ที่เขาทิ้งไว้เบาๆ เพื่อผ่อนคลายอาการเจ็บปวด
“ระวังหน่อยก็ดีนะครับ ไม่สบายอยู่ไม่ใช่หรือ” ชายแปลกหน้าเตือนด้วยน้ำเสียงทุ้มทรงอำนาจ ที่มันสะท้านสะเทือนไปตามไขสันหลังคนฟังอย่างบอกไม่ถูก
ดวงตาคมลดลงไปมองถุงยาในมือน้อยสื่อให้หญิงสาวรู้ว่าเขาเดาเอาจากถุงยานั่น
“ปะ เปล่าค่ะ ยาบำรุงน่ะค่ะ” เธอตอบอย่างตะกุกตะกัก ไม่กล้าสบตาคมฉายแววคมกล้าของเขานัก
ในขณะเดียวกันหัวใจเธอก็ดันเต้นกระหน่ำกับความหล่อเหลาเกินผู้คนธรรมดาของหนุ่มลูกครึ่งตรงหน้า...
ใบหน้าคมเข้มด้วยส่วนผสมที่ลงตัวของตะวันออกและตะวันตกสามารถดึงดูดให้ทุกสายตาหันมามองเขาได้เป็นจุดเดียวกัน จมูกที่เห็นเด่นชัดบนหน้าคมนั้นโด่งสวย ดวงตาคมดูดุราวกับราชสีห์ที่กำลังจ้องเหยื่ออันโอชะอยู่มากกว่า...
“งั้นก็รักษาสุขภาพด้วยนะครับ” ถ้อยคำคล้ายเป็นห่วงและหวังดีหลุดผ่านเรียวปากได้รูปออกมาก็จริง แต่ทำไมคนฟังกลับรู้สึกว่าเขาไม่ได้หมายความอย่างที่พูดเลยสักนิด
มันคล้ายๆ กับเขากำลังประชดประชันเสียดสีเธออยู่ต่างหาก
ดวงตาคมกริบที่จ้องมองหน้าเธออยู่ไม่มีความเป็นมิตรอยู่ในนั้นสักนิด มันวาววับร้อนระอุไม่ต่างกับมีกองเพลิงลุกโชนอยู่ข้างใน กชมนทั้งกลัวและตกใจจนต้องหลุบตามองต่ำ
“ค่ะ คุณก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ” เธอพยักหน้ารับ พร้อมกับเอ่ยปากแสดงความห่วงใยให้เขาตามอุปนิสัยใจคออันแสนอ่อนโยนและห่วงใยคนรอบกายอยู่เสมอ
หญิงสาวเบี่ยงร่างเล็กเดินผ่านหน้าร่างใหญ่ไป เพราะไม่ต้องการพูดคุยกับชายแปลกหน้านัยน์ตาน่ากลัวไปมากกว่านี้ ร่างเล็กสาวเท้าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็มีเสียงทุ้มของดนัยเรียกชื่อเธอดังขึ้นมา
“น้องบัวครับ ทางนี้ครับ”
“พี่ดนัย กลับกันเถอะค่ะ” กชมนทักตอบ ก่อนรีบปรี่ไปที่ร่างสูงของต้นเสียงทันที
ดนัยเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยซึ่งจบการศึกษาไปเมื่อสองปีที่แล้ว ชายหนุ่มมีใจให้กับเธอมาตั้งแต่เธอเริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และคอยตามขายขนมจีบให้เธอเรื่อยมา
หากหญิงสาวก็ได้แต่รับน้ำใจทั้งหลายไว้อย่างรุ่นพี่คนสนิทเท่านั้น แต่ดนัยก็ไม่คิดยอมแพ้ และในวันนี้ก็อาสาเป็นสารถีพาเธอมาตรวจร่างกายที่นี่ด้วย
“เสร็จแล้วหรือครับ ไปครับ” เขาถามก่อนชวน
กชมนจึงพยักหน้ารับ อีกฝ่ายก็ใช้มือโอบหลังบางเอาไว้ แล้วพากันเดินลงบันไดเลื่อนเพื่อออกไปยังลานจอดรถ...
โดยกชมนที่หัวใจยังกระหน่ำรัวไม่คิดหันมามองชายแปลกหน้าซึ่งยังจ้องมองทั้งคู่ไปจนลับตา ด้วยสายตาคมที่โชนแสงน่าเกรงกลัวขึ้นอีกหลายเท่านัก
แล้วเจอกันนะกชมน...อนรรฆวีคิดพลางกระตุกยิ้มตรงมุมปาก ก่อนเดินไปรับยาบำรุงร่างกายของตัวเองเช่นกัน...
กชมนยกมือไหว้ขอบคุณและโบกมือลาดนัยที่พาเธอมาส่งที่บ้านด้วยรอยยิ้มและซาบซึ้งในน้ำใจ ก่อนเปิดประตูลงจากรถและเดินผ่านประตูรั้วเข้าบ้าน ทว่าก็มีเสียงแหลมดังทะลุแก้วหูของนิลุบล...อีกหนึ่งเลือดเสนานุรักษ์...ดังขึ้น
“เดี๋ยวนี้มีผู้ชายมาส่งที่บ้านด้วย คอยดูนะ หนูนิจะฟ้องคุณพ่อ” น้องสาวต่างมารดากระแนะกระแหน ตามด้วยคำขู่เสียงแหลมปรี๊ด
ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เพิ่งลงจากรถยนต์ของแฟนหนุ่มซึ่งมาจอดส่งตรงหน้าบ้าน ทว่าไกลไปจากตัวบ้านสักหน่อยเพื่อหลบสายตาผู้คนตามประสาเด็กสาวที่ช่ำชองในการหลบหลีก
เพราะหล่อนรู้ดีว่าบิดาเป็นคนเจ้าระเบียบและเข้มงวดยิ่งนัก และหญิงสาวก็ทำเช่นนี้มานานแล้ว แถมยังควงผู้ชายมากหน้าหลายตา สลับสับเปลี่ยนแวะเวียนมาส่งหล่อนไม่มีว่างเว้น
กชมนสะดุ้งโหยงกับทั้งคำขู่และน้ำเสียงกร้าวกระด้าง หยุดเดินแล้วหันหลังกลับมาทางต้นเสียง ซึ่งกำลังกอดอกมองเธออยู่อย่างดูแคลน
“หนูนิพูดอะไรเลอะเทอะใหญ่แล้ว นั่นพี่ดนัยเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยต่างหากล่ะ ไม่ใช่แฟนพี่สักหน่อย” กชมนเอ็ดก่อนอธิบายเสียงเรียบๆ ทั้งยังยิ้มให้อีกฝ่ายด้วย
คนเป็นน้องแบะปากอย่างไม่คิดเชื่อไม่พอ ยังคิดจะกลั่นแกล้งพี่สาวต่างมารดาที่หล่อนเกลียดชังเข้ากระดูกดำตั้งแต่จำความได้นั่นด้วย
และหล่อนก็รู้ดีว่าวิธีที่จะจัดการกชมนนั้นคืออะไร
