บทที่ 6 เร่งทำคะแนน

12.00น.

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาจารย์จะสอนตั้งแต่เก้าโมงจนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ”นิชาบ่นอุบฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะเรียน

“ไม่ขาดไม่เกินซักวินาที เคี่ยวเกิน”น้ำนิ่งก็บ่นไม่ต่างกัน

“เดี๋ยวก็สอบแล้วไง อาจารย์เลยเร่งสอน อีกไม่กี่แช็ปเตอร์ก็จบแล้ว”ปากเล็กเอ่ยขึ้นพลางเก็บไอแพดที่ใช้เรียนขึ้นมากอดเอาไว้ ในขณะที่น้ำนิ่ง นิชาและมัดหวาย มองมาที่เจ้าขาด้วยแววตาเศร้าสร้อยเจือไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย

“นี่ยัยเจ้า แกช่วยออกจากทุ่งลาเวนเดอร์ซักห้านาทีได้ป่ะวะ ฉันนี่เหนื่อยจนร่างจะแตกแล้วย่ะ”มัดหวายเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิด ยิ่งเห็นเจ้าขาโลกสวยไม่เลิกเธอยิ่งหมั่นไส้เข้าไปอีก

“ตอนไปเที่ยวไม่เห็นแกจะบ่นว่าเหนื่อยเลย”

“น้อย ๆหน่อยเจ้าขา จะบอกว่าตัวเองไม่เที่ยว ก็เลยไม่เหนื่อยว่างั้น”มัดหวายแหวออกมาเสียงดัง เมื่อถูกเจ้าขาย้อนคืน

“เอาเวลาไปนอนบ้างสิ”เจ้าขายิ้มแล้วหยิบกระเป๋าขึ้นคล้องบ่าเมื่อเห็นว่านักศึกษาเริ่มทยอยออกจากห้องไปเกือบหมดแล้ว

ปกติคนตัวเล็กก็เที่ยวกลางคืนและดื่มบ้าง แต่ไม่ได้บ่อยแบบวันเว้นวันเหมือนเพื่อนทั้งสามคน ด้วยกลัวว่าเจ้าขุนพี่ชายที่ทำงานอยู่ต่างประเทศจะเป็นห่วง และเอาตัวเธอไปเรียนต่อที่เยอรมันด้วย

พอเห็นเจ้าขาลุกขึ้นเตรียมออกจากห้อง น้ำนิ่งก็ดันตัวลุกขึ้นยืนเช่นกัน “ที่เจ้าขาพูดก็ถูกนะ ถ้าเราเที่ยวให้น้อยลงคงไม่เหนื่อยขนาดนี้”

“ก่อนสอบคงต้องพักจริงพักจัง”นิชาพูดเสริมแล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจ

“เออๆ แต่ก่อนพักอ่านหนังสือสอบ ศุกร์นี้ต้องไปปิดท้ายนะ วันเกิดเจ้าขาด้วยนี่”มัดหวายมองเพื่อนด้วยสายตาเปล่งประกาย ในขณะที่เพื่อนทั้งสามก็พร้อมใจพยักหน้าตอบตกลง

“จริงด้วย”น้ำนิ่งดี๊ด๊าใหญ่โต

“ฉลองวันเกิดไอ้เจ้ากัน ”นิชาย้ำเตือนเพื่อนๆ ส่วนเจ้าขานั้น

“เอ่อ...ก็ได้...แต่ผับเลิกพาแวะกินข้าวต้มด้วยนะ”คำพูดของคนตัวเล็กและรอยยิ้มไร้เดียงสาของเธอ ทำเอาเพื่อนทั้งกลุ่มถึงกับส่ายหัวให้ แต่ก็หัวเราะลั่นออกมาอย่างนึกเอ็นดู ที่เจ้าขาเห็นข้าวต้มเจ้าประจำดีกว่าเค้กวันเกิด

ถึงแม้เจ้าขาจะดูนิ่มนุ่มไม่กร้านโลกเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่ทุกปาร์ตี้ก็ไม่เคยขาดเธอ อย่างน้อยก็มีคนเฝ้าโต๊ะและกินกับแกล้มจนหมดคุ้มค่าเงินที่เสียไป

อีกด้าน

“กูส่งงานที่แก้เข้าเมลมึงแล้วนะ”

“อืม...กูกำลังดูอยู่”เปลวไฟพยักหน้าให้น้ำเหนือ สายตาคมไล่อ่านรายละเอียดโปรเจ็กต์จบบนหน้าจอโน๊ตบุ๊ค ที่เพื่อนสนิทเพิ่งส่งให้หมาดๆ ด้วยท่าทางจริงจัง พวกเขาตั้งใจจะทำให้มันออกมาดีที่สุด และแก้น้อยที่สุด ให้สมกับที่ฉายากลุ่มหัวกะทิของคณะฯ

ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของเปลวไฟที่คว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะม้าหินอ่อนก็ดังขึ้น มือหนาหยิบขึ้นมาดูแล้วยื่นมันไปให้น้ำเหนือ

“อะไร”น้ำเหนือเงยหน้าขึ้นจากจอแม็คบุ๊คด้วยความสงสัย

“น้องมึง”

น้ำเหนือพยักหน้าแล้วแต่ก็ยื่นมือมารับโทรศัพท์เครื่องหรูไปกดรับสายน้องสาวที่โทรเข้าเบอร์เพื่อนสนิท ทำให้นึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมเอาโทรศัพท์มาจากบ้าน

“ว่าไงนิ่ง”

(เอ่อพี่เหนือ เจ้าขาเองนะคะ)

“อ้าวเจ้าขาเหรอ มีอะไรครับน้อง”น้ำเหนือถามปลายสาย นัยน์ตาคมช้อนขึ้นมองหน้าเปลวไฟ โดยพบว่าเพื่อนสนิทของเขานิ่งไป แต่ไม่แสดงอาการใดๆออกมา

(พอดีน้ำนิ่งเข้าห้องน้ำกะทันหันค่ะ แต่ให้เจ้าขาถามแทนว่าพี่เหนือจะกลับกี่โมงคะ)

“พี่ยังทำโปรเจ็กต์ไม่ได้ครึ่งเลยครับ พวกน้องเรียนเสร็จแล้วเหรอ”

(ใช่ค่ะ อาจารย์ยกเลิกคลาสบ่ายแบบกะทันหัน)

“อืม...เอางี้ได้มั้ยให้น้ำนิ่งนั่งแท็กซี่กลับไปก่อนเลย รอพี่คงกลับค่ำๆ มันคงบ่นยันลูกพี่บวช”

(ได้ค่ะ งั้นเจ้าขาไม่รบกวนแล้วนะคะ)

“ครับ”น้ำเหนือกดวางสายไป จังหวะที่ยื่นโทรศัพท์คืนให้เปลวไฟ ก็พบว่าเพื่อนสนิทของเขากำลังจ้องหน้าเขาอยู่

“อะไรวะ”

“มึงให้น้องกลับแท็กซี่ได้ไง มันอันตราย”

“น้องกูโตกว่าควายอีกนะ อีกอย่างนี่มันกลางวันนะเว้ย อันตรายอะไร”

พรึ่บ!

“แล้วนั่นมึงจะไปไหน”น้ำเหนือถามเมื่อเห็นเปลวไฟลุกขึ้น

“มึงรอพวกนั้นอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน เดี๋ยวกูกลับมา”

“อ้าวเฮ้ย! ไอ้ไฟ อย่าบอกนะว่ามึงจะไปส่งน้องกู เป็นพระคุณมาก ”น้ำเหนือพูดไปขำไป ทว่ารู้ดีว่าไม่ใช่

“กูจะไปส่งเจ้าขาต่างหาก”

พูดจบคนตัวโตก็ดันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร มือหนาคว้าโทรศัพท์มือถือกับกุญแจรถ รีบสาวเท้าเดินออกไปจากตรงนั้นทันที โดยไม่รอฟังคำตะโกนไล่หลังจากน้ำเหนือเลยสักนิด

“เร่งทำคะแนนจังเลยนะไอ้คนดี”

@ลานจอดรถ

“เปลวไฟ นั่นมึงจะไปไหนวะ”เสียงของเจย์ซีดังมาจากรถคันหรูที่จอดอยู่ถัดไปจากรถของเปลวไฟสองสามคัน ทำให้มือหนาที่กำลังจะเปิดประตูรถชะงักไป

“ไปทำธุระ”

“อ้าวเฮ้ยแล้วงานล่ะ”

“อยู่กับไอ้เหนือ มันรอพวกมึงอยู่ใต้ตึกคณะฯ กูไปล่ะ”

ยังไม่ทันที่เจซีย์จะตอบกลับ เปลวไฟก็ขึ้นรถและปิดประตูซะก่อน

ตู๊ดดดดดด

ตุบ!

กำปั้นหนักๆทุบลงบนพวงมาลัยรถหรูด้วยอารมณ์หงุดหงิด เมื่อเข้ากดโทรออกหาน้ำนิ่งเท่าไหร่เธอก็ไม่รับ ทั้งๆที่เขาโทรกลับไปภายในไม่กี่นาทีด้วยซ้ำ

“แค่ไม่กี่นาที ปลายสายตายแล้วเหรอวะ”แต่แล้วมือที่กำลังจะโยนโทรศัพท์ไปไว้ที่เบาะข้างๆก็ชะงักไป เมื่อมีเสียงจากปลายสายแทรกขึ้นมาพอดี

(สวัสดีค่ะ)

“อยู่ไหน”

(เอ่อ แป๊บนึงนะคะ ... น้ำนิ่งพี่ชายแกโทรมา....มีอะไรอีกวะ...ไม่รู้)

กุกกัก กุกกัก

“ถามว่าอยู่ไหน”เสียงเข้มไม่สบอารมณ์มากกว่าเดิม เมื่อเปลวไฟได้ยินเสียงรุ่นน้องที่เขาตั้งใจจะไปส่ง แต่เธอทำเหมือนกำลังเอาโทรศัพท์ให้เพื่อนอีกคนคุย

กรอด~

ชายหนุ่มถึงกับกัดฟันกรอดด้วยความหงุดหงิด ตั้งแต่เกิดมายังไม่มีใครกล้าให้เขารอสายได้นานขนาดนี้ นิ้วเรียวรีบกดปุ่มสตาร์ตรถแล้วขับจากลานจอดรถคณะวิศวะฯ ตรงไปคณะบริหารอย่างรวดเร็ว

(ฮัลโหลพี่เหนือ โทรมามีอะไรพี่)

“รออยู่หน้าคณะฯ อย่าเพิ่งกลับ”

(อ้าวพี่เปลวไฟเหรอ มีอะไรนิ่งเรียกรถแล้วนะ)

“ยกเลิกไป ฉันจะไปส่ง”

(ไม่ต้องๆ พวกพี่ทำโปรเจ็กต์ไปเถอะ แค่นี้นะ)

เอี๊ยดดดดดดด!

ยังไม่ทันที่จะวางสายรถของเปลวไฟก็เข้ามาจอดหน้าคณะบริหาร ทำให้พบกับรุ่นน้องปี3กลุ่มหนึ่ง ที่กำลังเดินออกมาจากอาคารพอดิบพอดี

หนึ่งในนั้นเธอกำลังพูดไปหัวเราะไป ด้วยความสดใสและรอยยิ้มหวานของเธอทำให้เปลวไฟถึงกับเผลอหัวใจเต้นแรงออกมาอย่างห้ามไม่ได้

(พี่เปลวไฟอยู่หน้าคณะใช่ป่ะ)เสียงของน้ำนิ่งที่ดังลอดสายโทรศัพท์ออกมา ไม่ได้ทำให้เขาละสายตาจากเจ้าของรอยยิ้มหวานได้เลยสักนิด

“กลับบ้าน เดี๋ยวพี่ไปส่ง”เปลวไฟกรอกเสียงลงโทรศัพท์ จากนั้นก็ลงจากรถ และเดินเข้าไปหาเป้าหมายของเขาทันที

“มีอะไรกันนิ่ง”นิชาเอ่ยถามเมื่อเห็นเจ้าของใบหน้าหล่อคมที่เพิ่งวางสายจากน้ำนิ่ง เดินตรงมาแต่ไกล

“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ”น้ำนิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ จังหวะเดียวกันเจ้าขาก็หันไปมองผู้ชายที่เพื่อนกำลังให้ความสนใจพอดี

“...”เจ้าขาถึงกับเผลอเม้มปากเป็นเส้นตรง เมื่อเห็นคนตัวสูงก้าวเดินตรงมา ใช้สายตาคมกริบมองมาที่เธออย่างไม่กะพริบตาและเป็นสายตาเดียวกันกับที่เขามองเธอเมื่อเช้า เจ้าขาประหม่าเล็กน้อยเพราะไม่มั่นใจว่าเขาจะยังโกรธอยู่มั้ยที่เธอจำชื่อเขาไม่ได้

“นั่นพี่เปลวไฟนี่ ทำไมแกไม่บอกฉันว่าเขาจะมาฮะอีนิ่ง”มัดหวายถึงกับเสียอาการ รีบหยิบตลับแป้งพับขึ้นมาตรวจความเรียบร้อยของเครื่องสำอางที่ฉาบอยู่บนใบหน้า

“แล้วฉันจะรู้มั้ย โทรศัพท์ยังคาหูอยู่เนี่ย”น้ำนิ่งส่ายหน้าอย่างเอือมระอา เธอก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเปลวไฟจะอาสาไปส่ง ในขณะที่พี่ชายของเธอไม่ได้นึกจะพะเน้าพะนอเธอขนาดนี้

“หล่อ รวย โปรไฟล์ดี ต้นตระกูลดี คนนี้ฉันจะอยากได้มานาน แต่เข้าถึงยากชะมัด”มัดหวายอยู่ในอาการดี๊ด๊า แก้มทั้งสองข้างแดงซ่านเรียวขาสวยของเธอรีบก้าวออกไปยืนเผชิญหน้ากับชายหนุ่มอย่างไม่รีรอ

“พี่เปลวไฟสวัส….”มัดหวายถึงกับหน้าเสียไปเลย เมื่อเปลวไฟไม่สนใจแล้วเดินผ่านเธอไปทางเจ้าขา เธอขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจแต่ก็ทำได้เพียงหันขวับตามแผ่นหลังหนาที่เดินตรงไปยังกลุ่มเพื่อนๆของเธอ

“ขึ้นรถ พี่มารับกลับบ้าน”คนตัวโตเอ่ยเสียงเข้ม พูดกับน้ำนิ่ง ทว่าสายตาคมกลับจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหวานของเจ้าขา

“งั้นฉันกลับก่อนนะชา หวาย…ไปเจ้าขากลับกันเถอะ”น้ำนิ่งแทรกขึ้นแล้วโบกมือให้นิชากับมัดหวายแล้วกระตุกแขนเล็กของเจ้าขาเบาๆ

“กลับดีๆนะ”นิชาโบกมือให้เพื่อนทั้งสอง

“กะ...แกกลับเถอะ พอดีฉันต้องไปธุระต่อ”

“ได้ไงกลับด้วยกันดิ”

“ไม่เอาอ่ะ ฉันต้องไปทำธุระต่อด้วย”เจ้าขายิ้มแห้งๆ เธอตั้งใจโกหกเพราะรู้สึกว่าเปลวไฟคงไม่พอใจเธออยู่ เธอจึงเลือกที่จะกลับเองดีกว่า

“ธุระอะไร”

“เอ่อ...คือ”

“ถ้าไม่ได้ไกลมาก ก็ไปกันเถอะ เดี๋ยวรถจะถูกล็อกล้อ”เปลวไฟเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ จากนั้นก็เดินนำไปทางรถที่จอดอยู่หน้าเส้นขาวแดง

“ไปเถอะเจ้า”

“กะ..ก็ได้...”เจ้าขาเดินตามน้ำนิ่งไปแอบหวั่นใจอยู่เล็กน้อย กลัวว่าเปลวไฟยังจะโกรธเธอเรื่องเมื่อเช้าอยู่

“ เพื่อนฉันก็มารับแล้ว ไปนะหวาย”นิชาเอ่ย

“อืม ไว้เจอกัน”

มัดหวายบอกเสียงเรียบ ดวงตาคู่สวยมองตามรถหรูที่ขับออกไปจนลับตา แม้ไม่ได้พูดอะไรแต่ภายในใจกลับกำลังไม่พอใจอย่างหนักที่ถูกเมินจากเปลวไฟ

'สักวันเถอะมึง'

บทก่อนหน้า
บทถัดไป