บทที่ 7 พาไปกินก๋วยเตี๋ยว

“ขอบคุณนะพี่ ที่มาส่ง”น้ำนิ่งยกมืกไหว้เปลวไฟ ซึ่งเขาก็พยักหน้าให้น้อยๆ

“ไปนะเจ้า เดี๋ยวโทรหา”

“จ้า บายนะ”เจ้าขาโบกมือให้เพื่อนสนิทที่เดินลงจากรถไปจากนั้นก็นั่งอยู่นิ่งๆ ปรากฏว่ารถก็นิ่งไม่ยอมขับเคลื่อนออกไป

“ขึ้นมานั่งหน้า”

“คะ…”

“ฉันไม่ใช่คนขับรถ”

“อ่ะ...อ่อค่ะ”เจ้าขาพยักหน้าหงึกหงัก แล้วรีบเปิดประตูลงจากรถอ้อมไปนั่งข้างคนขับ

พรึ่บ!

“อ๊ะ!”

ร่างเล็กสะดุ้งตกใจ เมื่อเปลวไฟโน้มเข้ามาอยู่ในระยะประชิดหลังจากที่เธอขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว ดวงตากลมโตกะพริบตาปริบๆ นั่งตัวแข็งทื่อ

“คาดเข็มขัดด้วย”

“อ่อค่ะ เดี๋ยวเจ้าขาทำเองกะ...ก็ได้”

หญิงสาวเอ่ยตะกุกตะกัก แต่คนตัวโตไม่สนใจกลับเอื้อมมือไปดึงสายเข็มขัดนิรภัยขึ้นมาคาดให้เธอเองกับมือ

“ไหนล่ะธุระที่เธอว่า”เปลวไฟเอ่ยถามขึ้น หลังจากที่ขับรถออกมาจากบริเวณหน้าบ้านของน้ำนิ่ง

“เอ่อ...”

เจ้าขากระอักกระอ่วน ไม่คิดว่าเขาจะถามเรื่อง โกหกเอาไว้ก่อนหน้า จึงไม่ได้เตรียมคำตอบมาด้วย ที่สำคัญเธอเป็นคนโกหกไม่เป็นซะด้วย

“โกหกตกนรกนะ”เปลวไฟเอ่ยเสียงเรียบ โดยเจ้าของใบหน้าหวานก็หันขวับมามองเขาทันทีด้วยความตกใจ

“พี่รู้เหรอคะ”

“อืม”เปลวไฟดูอาการคนตัวเล็กออกว่าเธอกำลังเลี่ยงไม่อยากเจอเขา แต่ยังไม่รู้เหตุผลว่าเพราะอะไร

“เจ้าขาขอโทษนะคะ คือเจ้าขาคิดว่าพี่คงโกรธเรื่องที่จำชื่อไม่ได้ ...ก็เลย…”

“ก็เลยคิดจะหลบหน้า”เปลวไฟแทรกขึ้น

“เอ่อ...ค่ะ ขอโทษพี่เปลวไฟนะคะ แต่ตอนนี้เจ้าขาจำชื่อพี่ได้แล้วค่ะ”เอ่ยพร้อมกับยิ้มหวานออกมา โดยไม่รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มของเธอมันมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจคนข้างๆมากแค่ไหน

“ในเมื่อพี่ก็ไม่ได้โกรธอะไรเราและเราก็ไม่มีธุระ งั้นไปหาอะไรกินกันดีมั้ย"หลังจากขับรถออกมาถนนเส้นหลักได้สักพักเขาก็ชักชวนเธอ ซึ่งเจ้าขาไม่ได้ปฏิเสธแต่ถามเขาต่อ

“พี่ไม่รีบกลับเหรอคะ”

“ถ้ารีบจะชวนทำไม”

“งั้น กะ...ก็ได้ค่ะ แต่พี่ต้องให้เจ้าขาเลี้ยงตอบแทนนะคะ”

“ตอบแทน...”เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย

“ค่ะ ตอบแทนที่พี่เปลวไฟมารับและก็มาส่งไงคะ ตกลงมั้ย”

"ตอบแทนแบบนี้ธรรมดากินไป"

"อือ...แล้วพี่ไฟอยากให้ตอบแทนยังไงคะ"เธอถามด้วยความใสซื่อ ซึ่งเป็นสิ่งเปิดทางชั้นดีให้รุ่นพี่หนุ่ม

"คิดออกเดี๋ยวบอกเอง"

"ก็ได้ค่ะ"

เธอยิ้มกว้างหันไปทางเปลวไฟ ซึ่งเขาก็หันมาพยักหน้าให้เธอแทนคำตกลง จากนั้นก็ดึงสายตากลับไปมองถนนเบื้องหน้าเหมือนเดิม

@ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือหย่อนขา

เปลวไฟขับรถออกมาทางนอกเมืองซึ่งเป็นพื้นที่ที่พ่อแม่เขาซื้อที่ดินเอาไว้หลายร้อยไร่ เขาจำได้ว่ามีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือขนาดใหญ่อยู่ร้านหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทุ่งนาเขียวขจีน่านั่ง จึงเลือกที่จะพาคนตัวเล็กออกมาสูดอากาศที่นี่

“โห...ทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตาเลยค่ะพี่เปลวไฟ อากาศดีมาก~”

คนตัวเล็กรีบวิ่งไปทางแปลงนา ยืดแขนแหงนหน้าขึ้นแล้วสูดอากาศ แล้วหันกลับมาเรียกเปลวไฟด้วยรอยยิ้มเปื้อนใบหน้า

“ไม่หิวแล้ว”เขาเดินเข้ามายืนข้างๆเธอ

“หิวค่ะ”เจ้าขาย่นหน้า วางฝ่ามือเล็กลูบหน้าท้อง ผ่านเสื้อนักศึกษาป้อยๆ “เจ้าขาขอสั่งทีเดียวสิบชามเลยได้มั้ยคะ เจ้าขาหิวมากจริงๆ”

“ฮึ! กินสองชามให้หมดก่อนเถอะ”เปลวไฟกลั้วขำอย่างนึกเอ็นดู

หลังจากที่เขาบอกว่าไม่โกรธเรื่องที่เธอจำชื่อเขาไม่ได้ เจ้าขาก็ดูผ่อนคลายและกล้าคุยกับเปลวไฟมากขึ้น

“เข้าไปในร้านกันเถอะ”ลำแขนแกร่งข้างขวาวางพาดลงไหล่เล็ก จากนั้นก็ดันตัวเธอให้เดินเข้าไปในร้าน

“...”เจ้าขาเกร็งตัวเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดึงแขนคนตัวโตออก ดวงตากลมโตมองใบหน้าคมสลับกับแขนที่วางพาดอยู่ไหล่เล็กด้วยความรู้สึกแปลกใจ

แต่นิสัยเป็นคนมองโลกในแง่บวก ทำให้เธอไม่คิดอะไรมาก นอกเสียจากว่าคนตัวโตคงเมื่อย เลยอยากวางแขนไว้บนไหล่เธอก็เท่านั้น

สักพักต่อมา

“ว้าว~ o”คนตัวเล็กมองชามก๋วยเตี๋ยวขนาดไซซ์ Lตรงหน้า ทั้งห้าชามด้วยแววตาเปล่งประกาย

“กิน ให้ หมด”เขาย้ำทีละคำ สายตาคมจับจ้องอยู่ที่คนตัวเล็กที่นั่งหย่อนขาอยู่ข้างๆ ไม่ละสายตาไปไหน

“หมดแน่นอนค่ะ”ว่าแล้วเธอก็ค่อยๆบรรจงคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก แล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

“แค่กๆ แค่กๆ”

แต่ระหว่างนั้นเจ้าขากินเร็วไปหน่อย จึงทำให้เธอสำลัก โดยที่คนตัวโตก็รีบยื่นน้ำให้เธอดื่มทันที

“เอ้า! ตะกละจนเกิดเรื่อง ดื่มน้ำก่อน”

“แค่กๆ ขอบคุณค่ะ”

“บอกให้กินให้หมด ไม่ได้บอกว่าให้กินเร็วๆนะ”

“ดุจัง”

“ว่าไงนะ”

“แหะ...ไม่มีอะไรค่ะแค่หิวมากไปหน่อย”หญิงสาวยิ้มอายๆ จากนั้นก็ค่อยๆคืบก๋วยเตี๋ยวในถ้วยกินอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ก็มิวายเกิดเรื่องอีกจนได้

“กินดีๆ เลอะเสื้อหมดแล้ว”

“ว้าย~ ปะ...เปื้อนเลย”ดวงตากลมโตเบิกขึ้นกว้างเมื่อก้มลงมองเสื้อนักศึกษาสีขาวสะอาดตา แล้วพบว่าน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวสีน้ำตาลเข้มกระเด็นติดเสื้อนักศึกษาของเธอจนเป็นด่างดวงสองสามจุด

“ทิชชู”เปลวไฟหยิบทิชชูยื่นให้ ซึ่งคนตัวเล็กรับไปแล้วเงยหน้าขึ้นมองเข้าด้วยแววตาใสซื่อ

“เช็ดไม่ออกเลยค่ะ”

“ไหน”เปลวไฟดึงมือเล็กที่กำลังไล่เช็ดคราบสกปรกออก ทำให้เห็นคราบสกปรกบนสาบเสื้อสองสามจุด แต่ไม่ได้เลอะเทอะอะไรขนาดนั้น จนกระทั่ง....

“เอ่อ...”เจ้าขาพยักหน้าไปทางมือเล็กที่ถูกมือหนาจับเอาไว้ ทำให้เปลวไฟรู้ตัวว่าจับมือเธออยู่ เขาจึงปล่อยมือออกจากมือเธอช้าๆ

ตึกตัก ตึกตัก

“โทษที”

“เดี๋ยวเจ้าขาไปซักด้วยมือ ขยี้สองสามทีก็ออกแล้วค่ะ”เจ้าขาเอ่ยขึ้นตัดบท จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาจัดการก๋วยเตี๋ยวในชามตรงหน้าเธอต่อเงียบ ๆ ราวกับว่าเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทั้ง ๆที่หัวใจดวงน้อยกำลังกระหน่ำเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลัวว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆจะได้ยินเสียง

ทั้งสองคุยไปกินไป โดยทุกๆการกระทำของคนตัวเล็กเต็มไปด้วยรอยยิ้มใสซื่อ จริงใจ ปกติเปลวไฟชอบเพียงแค่ดึงพวกหล่อนขึ้นเตียงให้จบๆ มากกว่าจะมานั่งเสียเวลาตอบคำถามไร้สาระ ราวกับกรอกข้อมูลทะเบียนราษฎร์

ทว่าเมื่อได้อยู่กับคนตัวเล็กเขากลับชอบที่จะให้เธอถาม และเล่าเรื่องราวของเธอให้เขาฟัง มากกว่าดึงเธอไปทำเรื่องใต้สะดือ

แต่ที่เกินคาดก็คือรอยยิ้มแห่งความสุขของเจ้าขา กำลังมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจคนตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เขารู้ตัวอยู่ตลอดเวลา

‘แล้วแบบนี้ จะปล่อยเธอไปให้ไอ้องศาได้ยังไง’

จู่ๆคำพูดของรรรรเพื่อนสนิทของเขาก็ลอยเข้ามาในโสตประสาท

'แค่แยก แต่อย่าคิดทำร้ายน้องเขานะเปลวไฟ'

'หึ ! ขอนิยามคำว่าทำร้าย'

ผู้หญิงหลายคนยอมขึ้นเตียงด้วยความเต็มใจ ไม่เคยมีใครอยู่ใต้ร่างเขาแล้วโวยวายว่าถูกทำร้ายสักคน

...มีแต่สุขสม...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป