บทที่ 9 ขึ้นห้อง
ร่างเล็กหมุนตัวเช็กความเรียบร้อยของชุดอยู่หน้ากระจก ตอนนี้เธออยู่ในชุดแซกแขนตุ๊กตา กระโปรงยาวลูกไม้สีขาวสะอาดตา เจ้าขามองตัวเองแล้วคลี่ยิ้มหวานแบบที่เธอชอบยิ้มเพื่อเรียกพลังบวก จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปโดยที่ในมือมีของสำหรับเตรียมเอาไว้ใส่บาตรจำนวนหลายชุด
“เอ๊ะ!”น้ำเสียงแปลกใจดังขึ้นเมื่อเห็นเปลวไฟยืนกอดอกเอนหลังพิงอยู่ด้านข้างรถคันหรู
ระหว่างนั้นใบหน้าคมที่เบือนไปมองอีกทาง ก่อนที่หันมาทางเจ้าขาพอดี เปลวไฟจึงเดินเข้ามาหาเธอ
“ทำไมไม่ตอบไลน์”
“เอ่อ...เจ้าคงมัวแต่จัดของใส่บาตร เลยไม่ได้ดูโทรศัพท์ค่ะ ว่าแต่พี่เปลวไฟมาทำอะไรที่นี่แต่เช้าคะ”
“วันเกิดเธอไม่ใช่เหรอ”
“คะ!”หญิงสาวขานรับด้วยความงงงวย วันเกิดเธอแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนตัวสูงตรงหน้า
“จะใส่มั้ยบาตร”
“สะ...ใส่สิคะ ถามแปลกๆ”ปากเล็กละล่ำละลักบอก
เปลวไฟจึงพยักพเยิดหน้าไปทางพระสงฆ์ที่เดินตรงมาทางฟุตบาทหน้าคอนโด
“พระท่านเดินมาโน่นแล้ว”
จากนั้นก็เอื้อมมือมารับถาดของสำหรับใส่บาตรจากมือของเจ้าขา แล้วเดินนำเธอไปตรงหน้าคอนโดที่มีคนยืนรอใส่บาตรอยู่จำนวนหนึ่ง ส่วนเจ้าขาก็รีบเดินตามเจ้าของแผ่นหลังหนาไป แม้จะงงงวยกับการกระทำของเขาอยู่ก็เถอะ
“นิมนต์ครับหลวงพ่อ”เปลวไฟวางถาดบนโต๊ะที่ทางคอนโดเตรียมเอาไว้ ดึงคนตัวเล็กไปยืนอยู่ใกล้ๆเขา “พี่จะถือให้ เธอใส่สิ”
“อ่อ...ค่ะ”เจ้าขายิ้มน้อยๆแล้วตั้งสติ จากนั้นก็หยิบของที่เตรียมมาใส่ลงไปในบาตรพระ โดยมีเปลวไฟประคองมือเล็กอยู่ตลอดเวลาจนใส่บาตรเสร็จ กระทั่งพระท่านให้พร
“จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลังฯ”
หญิงสาวยิ้มออกมาน้อยๆ เมื่อหันไปมองคนตัวสูงที่ยืนพนมมือไหว้รับพรอยู่ข้างๆ ใบหน้าคมคายยังนิ่งเหมือนทุกครั้งที่เจอ ทว่าเจ้าขากลับยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ไม่คาดคิดว่าเปลวไฟอยู่มาอยู่ข้างๆเธอในเวลานี้
‘ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน ขอให้บุญนี้ส่งผลให้พี่มีแต่ความสุขใจนะคะ’
“ยิ้มแบบนี้คิดอะไรกับพี่อยู่ใช่มั้ย”
“อ๊ะ!”เจ้าขาสะดุ้งตกใจเมื่อถูกจับได้ว่าแอบมอง เธอจึงรีบหันไปทางอื่นแทนด้วยความเขินอาย ถ้าเขารู้ว่าเธอคิดไปไกลแค่ไหนเรื่องระหว่างเขากับเธอ เจ้าตัวคงหัวเราะ
“หึ! เอามือลงได้แล้ว พระท่านเดินกลับวัดไปชาติ กว่าๆแล้ว”
“แหะ! พระไปแล้วเหรอคะ”เจ้าขาขำแก้เก้อ รีบดึงมือที่พนมไหว้ลงช้าๆ จังหวะนั้นมือหนาก็เอื้อมมากุมมือเธอไว้กระตุกเบาๆ
“ฝนจะตกแล้ว เข้าไปข้างในเถอะ”ว่าจบเขาก็ดึงให้เธอเดินเข้าไปในคอนโด โดยไม่ยอมปล่อยมือเล็กให้เป็นอิสระ เมื่อสัมผัสได้ถึงหยดน้ำฝนที่กำลังลงเม็ดเรื่อยๆ และเมฆบนท้องฟ้าบ่งบอกว่าฝนกำลังจะเทลงมาในไม่ช้า
ดวงตากลมโตหลุบลงมองมือที่กุมกันอยู่ แต่ไม่ได้สะบัดออก ตอนนี้หัวใจของเธอกำลังพองโตและความรู้สึกบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งเธอก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าควรเรียกสิ่งนั้นว่าอะไรดี
เจ้าขาตัดสินใจให้เปลวไฟขึ้นไปบนห้องของเธอระหว่างรอเวลาเดินทางไปมหาวิทยาลัย แม้ดูแล้วไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่พอนึกสภาพว่าเปลวไฟต้องนั่งรอเธออยู่ตรงล็อบบี้ข้างล่างสองชั่วโมงครึ่ง ก็ดูจะใจดำจนเกินไป
“ถ้าอึดอัดพี่กลับไปรอที่ล็อบบี้ก็ได้นะ”ปากหนาเอ่ยระหว่างอยู่ในลิฟต์ เมื่อสังเกตได้ว่าคนข้างๆเอาแต่ถอนหายใจ
“ปะ...เปล่าคะ มะ...ไม่ได้อึดอัด ฟู่ว...”
ปากบอกไม่ได้อึดอัด แต่คนตัวเล็กก็แอบเป่าลมออกจากแก้มป่องอีกครั้ง เธอไม่ได้อึดอัดแต่กำลังตื่นเต้นมากต่างหาก ตั้งแต่เกิดมายี่สิบเอ็ดปีนอกจากพี่ชายของเธอแล้ว ก็ไม่เคยอยู่กับผู้ชายที่ไหนใกล้ชิดกันแบบสองต่อสองขนาดนี้มาก่อน
ติ๊ง!
“ถึงแล้วค่ะ”
“ระวัง”เปลวไฟคว้าแขนเล็กเอาไว้ เมื่อมีชายคนหนึ่งเดินสวนเข้ามาในลิฟต์อย่างกะทันหัน
ตุบ!
“อ๊ะ!”ทำให้ใบหน้าเล็กชนเข้ากับแผงอกแกร่ง มือเล็กดันแผงอกของคนตัวโตเอาไว้ ช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าคมที่กำลังมองลงมาที่เธอ ด้วยหัวใจที่กระหน่ำเต้นแรงเรื่อยๆ จนลืมไปว่ามีอีกคนที่ยืนอยู่ในลิฟต์ตัวเดียวกันพวกเขาสองคน
“ขอโทษครับ”ชายคนนั้นเอ่ยขอโทษเป็นภาษาอังกฤษ
“อ่ะ...เอ่อ”
“คุณควรให้คนด้านในลิฟต์ออกก่อน ไม่ใช่ทะเล่อทะล่าพุ่งเข้ามาแบบนี้”เจ้าของน้ำเสียงทุ้มต่ำหันไปเอ่ยด้วยสายตาดุดัน เป็นภาษาเดียวกันกับผู้ชายคนนั้น ทำเอาเขาถึงกับก้มศีรษะเอ่ยขอโทษออกอยู่หลายที
“ขอโทษครับ ขอโทษ ผมรีบมากจริงๆ”
หมับ!
เปลวไฟได้ไม่พูดอะไรอีก แต่กลับดึงแขนของคนตัวเล็กให้เดินตามเขาออกไปจากลิฟต์ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก
“พักห้องไหน”
“ห้องนั้นค่ะ”เจ้าขาชี้ไปยังประตูห้องพักของตัวเอง จากนั้นก็เดินนำคนตัวสูงไปเปิดประตูห้อง
“เอ่อ...ห้องรกหน่อยนะคะ”
เจ้าขาออกตัวและเปิดประตูออกกว้าง เปลวไฟกวาดสายตาไปรอบๆห้องพักสีขาว ที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก เฟอร์นิเจอร์มีเท่าที่โครงการให้มา วางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้ห้องนี้จะเล็กไปสำหรับคนอย่างเปลวไฟ ทว่าห้องนี้ก็สะอาดสะอ้านและน่าอยู่มาก
คนตัวโตถอดรองเท้าไว้บนชั้นวางรองเท้า แล้วเปลี่ยนไปสวมสลีปเปอร์ที่เจ้าขาวางไว้ให้ จากนั้นก็เดินตามเจ้าของห้องเข้าไปข้างใน
“อยู่คนเดียวเหรอ”
“ค่ะ พี่ชายเจ้าขาไปทำงานต่างประเทศ เจ้าขาเลยพักที่นี่คนเดียว”เธอหันมายิ้มสดใสให้ร่างสูง จากนั้นก็เอาถาดไปเก็บในห้องครัว
“...”ระหว่างนั้นเปลวไฟก็เดินไปนั่งลงบนโซฟาที่อยู่กลางห้อง
“พี่เปลวไฟอยากดื่มอะไรมั้ยคะ กาแฟ โกโก้ หรือน้ำผลไม้มั้ยคะ”หญิงสาวเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น ปกปิดความประหม่าของตัวเอง
“ไม่เป็นไร เธอจะทำอะไรก็ไปทำเถอะ พี่จะดูโทรทัศน์รอ”มือหนาคว้ารีโมทขึ้นมาเปิดโทรทัศน์ จากนั้นก็เปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ
“อ่อ ก็ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเจ้าขาเข้าไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ”
“อืม...”
เจ้าขาหันรีหันขวางด้วยความประหม่า จากนั้นก็เดินไปหยิบน้ำเย็นๆกับสาลี่ที่เธอปอกไว้ในตู้เย็น มาวางลงบนโต๊ะกระจกเบื้องหน้าเปลวไฟ เมื่อเห็นว่าเขากำลังตั้งอกตั้งใจอยู่กับการดูข่าวต่างประเทศ เธอจึงเดินเลี่ยงไปยังห้องส่วนตัวเพื่อเปลี่ยนเป็นชุดนักศึกษา
“ฟู่ว~ทำไมต้องใจเต้นแรงด้วยยัยเจ้า”แผ่นหลังเล็กพิงไปกับประตูห้อง ทบทวนว่าความรู้สึกที่เธอกำลังเป็นอยู่มันคืออะไร ฝ่ามือข้างขวาถูกวางลงบนอกข้างซ้าย ที่เต้นรั่วราวกับมีกลองชุดตีอยู่ข้างใน
ตึกตัก ตึกตัก
ตั้งแต่เกิดมาชีวิตของเธอตื่นเต้นที่สุดก็ตอนดูผลประกาศ สอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ตอนที่เปลวไฟขอขึ้นมาบนห้อง เธอกลับตื่นเต้นมากกว่าตอนนั้นเป็นร้อยเท่า
