บทที่ 1 Rio ของขวัญแห่งรัก 1

Rio ของขวัญแห่งรัก 1

ในบางช่วงเวลาเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเส้นทางชีวิตของคนอื่น ๆ เป็นยังไง จะหักไปเส้นทางใหม่หรือเลือกเดินในเส้นทางเดิน แต่ในขณะนี้เส้นทางชีวิตของฉัน ดาริน กราฟชีวิตเหมือนกำลังนั่งอยู่บนรถไฟเหาะ แต่เป็นรถไฟเหาะรุ่นเก่า ๆ ที่พร้อมจะเทกระจาดอยู่ตลอดเวลา

ดาริน ในวัยแรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี ใช้ชีวิตอยู่กับมารดาด้วยความเรียบง่าย

ดาริน ในวัย 16 ปี แม่ได้จากไปไม่มีวันกลับ

ดาริน หลังจากสูญเสียแม่ ได้พักอาศัยอยู่กับป้า ต้องทำงานพิเศษ เพื่อส่งตัวเองเรียนให้จบสูง ๆ ตามบรรทัดฐานของสังคม ที่เชื่อว่าหากจบออกมาแล้วจะต้องมีงานดี ๆ ทำ เพื่อลดภาระของป้าผู้มีพระคุณ

แต่ ดาริน ในวัย 24 ปี ฝันสลาย เมื่อจู่ ๆ ดันตกงานอย่างไม่ทันตั้งตัว...

“เฮ้อ” ถอนหายใจด้วยความหมดหวังกับความเป็นธรรมภายในบริษัทอันดับต้น ๆ ของประเทศ ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีสิ่งไหน ที่ฉันจะสามารถนำมาโต้แย้งกับหัวหน้าแผนกได้เลย ไม่ใช่ว่าฉันทำงานพลาด ไม่ใช่ว่าฉันทำงานไม่ดี แต่ที่ไม่สามารถทำงานที่นี่ต่อได้เป็นเพราะ

เธอต้องการให้หลานสาวของเข้ามาทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้แทนตำแหน่งที่ฉันทำอยู่ แน่นอนว่าอย่างบริษัทอาเคกรุ๊ป ไม่มีใครไม่อยากทำงานที่นี่ ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ โบนัส ทุกอย่างล้วนแต่ทำให้คนทั่วไปอยากเข้ามาทำงาน ซึ่งฉันทำงานที่นี่ตั้งแต่เรียนจบมหาลัยแล้ว

จากที่คิดว่าตัวเองมีงานที่มั่นคงทำ จนไร้ความกังวลใจ แต่ตอนนี้ต้องกลายเป็นคนตกงานเสียได้ น่าสงสารตัวเองชะมัด ได้แต่คิดและตัดพ้อกับตัวเองภายในใจ ขณะเดียวกันยังคงอุ้มกล่องกระดาษสีดำภายในบรรจุข้าวของจุกจิกของตัวเองไว้ ก้าวเท้าเดินออกจากบริษัทที่เป็นความหวังของตัวเองเรื่อย ๆ ด้วยความรู้สึกน้อยใจในโชคชะตา

จะร้องเรียนก็ไม่ได้เพราะตัวเองเป็นเพียงแค่พนักงานตัวเล็ก ๆ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร เอาเถอะ อย่างน้อยก็มีเงินประกันและเงินชดเชยช่วงหน้าที่จะได้หลังจากนี้ ได้มาก็คงจะเก็บไว้ในบัญชีเป็นเงินสำรองต่อไป แต่ฉันคงจะอยู่เฉยไม่ได้แน่ แต่จะให้หางานตอนนี้เลยฉันเองก็คงไม่ไหว

บอกเลยว่าท้อมาก กับระบบเส้นสายในที่ทำงาน

ระหว่างที่ยืนรอรถเมล์ก็ถอนหายใจกับตัวเองอย่างน้อยใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า รอจนกระทั่งมีรถเมล์ที่วิ่งผ่านซอยหอพักขับมาจอด ฉันจึงก้าวขึ้นไปบนรถ ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสองโมง คนบนรถเลยไม่เยอะอย่างที่เจอในช่วงเวลาเย็น เมื่อขึ้นไปบนรถจึงเดินไปนั่งที่เบาะริมหน้าต่าง บนตักมีกล่องกระดาษวางทับไว้ เมื่อนั่งลงเรียบร้อย เบาะที่ว่างข้าง ๆ ก็มีคนเดินเข้ามานั่งเงียบ ๆ จากหางตาเมื่อเห็นสีเสื้อทำเอางุนงงอยู่เล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าช่วงฤดูที่เป็นปลายฝนต้นหนาวแบบนี้จะมีคนใส่เสื้อลายดอกสงกรานต์สีสันสดใสแบบนี้

ก็คงจะเป็นสไตล์ของลุงเขาล่ะมั้ง

สรุปกับตัวเองเพื่อที่จะลดเรื่องข้องใจ ระหว่างที่นั่งรถกลับบ้าน ลมจากรถเมล์ฟรีก็ตีเข้าที่ใบหน้าพึ่บพั่บ ขณะเดียวกันเพื่อนสนิทก็จะโทร. เข้ามาหาอย่างรู้จังหวะวุ่นวาย เนื่องจากมือพิมพ์ข้อความกลับไปไม่ถนัด จึงตัดสินใจส่งเป็นข้อความเสียงกลับไปหาเพื่อนแทน

“กำลังกลับบ้าน เดี๋ยวโทร.หา” เอ่ยจบก็กดส่งข้อความเสียงนั้นไป เพื่อนส่งข้อความกลับมาว่าโอเค และย้ำให้ฉันโทร.หาหากถึงหอพักแล้วจริง ๆ

สักพักใหญ่ก็ถึงป้ายรถเมล์ปลายทาง และคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ขยับลุกขึ้นไปยืนรอลงป้ายเดียวกัน เมื่อก้าวลงจากรถก็พบว่าลุงเสื้อลายดอกคนนั้นหายไปเสียแล้ว

เดินเร็วชะมัดเลย

อ้อ ที่จริงลุงคนนั้นยังหน้าเด็กอยู่เลยนะ แต่ได้ยินเขาแทนตัวเองกับเด็กคนหนึ่งบนรถว่าลุงฉันเลยเรียกตามน่ะ เมื่อลงจากรถสำเร็จ ฉันก็เดินเท้าต่อไปอีกนิดเพื่อเลี้ยวเข้าซอยหอพัก เดินลัดเลาะไปตามทางเดินของสวนสาธารณะที่อยู่ไม่ไกลจากหอพัก ก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ ไม่อยากกลับไปอุดอู้ที่ห้องพักตัวเอง เลยแวะพักใจที่สวนสีเขียวแห่งนี้ เดินผ่านก็บ่อยครั้ง แต่ไม่กล้าแวะเพราะเวลาผ่านมักจะเป็นช่วงเวลาเย็นหรือดึก

บทถัดไป