บทที่ 11 Rio ของขวัญแห่งรัก 11
Rio ของขวัญแห่งรัก 11
“เอ๊ะ ร้านกะเพราเหรอคะ?”
“ใช่ครับ เคยไปกินหรือยัง?” พี่ริวถาม มือก็ยื่นไปช่วยเปิดประตูรถให้ฉันได้ก้าวขึ้นไปนั่ง เมื่อเรียบร้อยอีกฝ่ายก็ช่วยปิดประตูรถแล้วเดินกลับมาเปิดประตูฝั่งที่นั่งคนขับ
“ร้านที่เปิดสามสี่ทุ่มเหรอคะ?”
“ใช่ครับ ไปสั่งกลับบ้านกัน”
“แต่ยังไม่ถึงเวลาร้านเปิดนี่คะ?” ฉันยังเป็นเจ้าหนูทำไมถามคนพี่อยู่อย่างนั้นเพราะความสงสัยที่มีมากล้น
“เอาน่า ร้านไม่เปิดก็ต้องเปิดแหละ เรายังไม่คุยเรื่องค่าแรงเลยนะ จะรับเป็นรายวัน รายสัปดาห์หรือรายเดือนดีครับ?” นั่นสินะ ฉันควรจะรับเงินแบบไหนดี เขาให้ทำวันละไม่กี่ชั่วโมงไหนจะไม่ค่อยให้ทำอะไรมากนัก คงได้ไม่เยอะล่ะมั้ง
“รายสัปดาห์ก็ได้ค่ะ อีกอย่างพี่ไม่ให้ทำอะไรเลยพี่จะคิดค่าแรงให้หนูยังไงเนี่ย”
“ก็ให้เท่าที่อยากให้” พี่ริวบอกอย่างเป็นปริศนา แต่ความชัดเจนไม่มีเลยสักนิด เขาพูดอะไรของเขาเนี่ย
“ยี่สิบอะนะ?” แซวหยอกล้อคนตัวโต พี่ริวหัวเราะด้วยความชอใจ และไม่ถือสายามถูกฉันแกล้งแซวเล่น ยกเว้นก็โดนเรียกว่าลุง ที่ได้ยินทีไรเหมือนจะมีน้ำโหอยู่เรื่อย คนอะไรรู้อ่อนไหวกับคำว่าลุงเหลือเกิน
เมื่อรถเลี้ยวไปจอดที่ลานว่างแห่งหนึ่งก็เห็นว่ามีรถจอดอยู่หลายคัน เราลงจากรถเตรียมเดินข้ามถนนไปยังร้านกะเพราที่ตอนนี้มีพนักงานของที่ร้านกำลังช่วยกันเตรียมเปิดร้านแม้จะยังไม่ถึงเวลาเปิดให้บริการ อาคารพาณิชย์สามชั้นดูไม่เก่าเลยสักนิดราวกับว่าถูกดูแลเอาใจใส่จากผู้เป็นเจ้าของอยู่ตลอด
“เดินระวังนะ” พี่ริวเตือนสั้น ๆ ฉันจะไม่ตกใจเลยหากคนตัวสูงไม่ยื่นมือมาคว้ามือฉันไปจับไว้เสียแน่นเพื่อพาเดินข้ามถนนไปยังร้านกะเพรา แต่ช่วงขาที่ต่างกันทำให้ต้องก้าวถี่ขึ้นเพื่อเร่งจังหวะเดินให้ทันพี่ริว เมื่อข้ามถนนมาได้สำเร็จ พี่ริวก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ
“อ้าว สวัสดีครับนายน้อย...”
“อะแฮ่ม!” คนตรงหน้ากระแอมไอขัดประโยคนั้นของพนักงานในร้าน ฉันยังยืนอยู่ด้านหลังพี่ริวจึงไม่ค่อยได้ยินว่าทั้งสองคนคุยอะไรกัน แต่ได้ยินชัดก็ตอนที่พี่ริวดึงมือให้ฉันขยับเข้าไปยืนเคียงข้างเขา
“อาหยอยครับ ขอข้าวกะเพราห้ากล่องครับ”
“ได้ครับ นั่งรอก่อนนะครับ”
“ขอบคุณครับอา เดี๋ยวเดินกลับมาเอานะ” พี่ริวบอกคนที่ตัวเองเรียกว่าอาหยอยจากนั้นก็จับมือพาเดินต่อไปทางหนึ่ง
“ไปไหนคะ?” กระตุกมือข้างที่จับกันไว้อย่างสงสัย วันนี้เขาพาฉันเดินไปนั่นมานี่ไม่หยุดเลยนะ นี่ก็จะพาเดินไปไหนอีกแล้วเนี่ย
“ไปร้านสะดวกซื้อครับ อยากได้กาแฟ...”
“พี่ดื่มไปแล้วนี่ กาแฟน่ะ” รีบท้วงคนตัวสูง แต่เรายังเดินไปริมถนนอยู่เรื่อย ๆ โดยที่พี่ริวให้ฉันเดินด้านในชิดฟุตพาร์ต เหมือนพ่อที่พาลูกเดินริมถนนเลยอะ ให้ลูกอยู่ด้านในไม่ต้องเสี่ยงเจอรถแล้วใช้ตัวเองเป็นโล่กันไว้อีกที แต่ที่แปลกและสงสัยคือ เมื่อไหร่เขาจะปล่อยมือฉัน จับนานแล้วนะ จับไม่ปล่อยเลย
“นุ่มไหมคะ?” เดินมาได้สักพักก็ตัดสินใจถามคนที่เดินอยู่เคียงข้าง
“หือ?” พี่ริวก้มหน้ามอง มือข้างหนึ่งก็ยื่นมาเกี่ยวเส้นผมออกจากแก้มให้ เมื่อมีลมพัดแรง ๆ จนเส้นผมพันกันยุ่งเหยิง
“มือหนูนุ่มไหมคะ? จับไม่ปล่อยเลยนะ” หรี่ตามองคนตัวสูงอย่างจับผิด ที่แกล้งถามแบบนั้นเพราะคิดว่าเขาจะปล่อย แต่ไม่ทันได้คิดว่าสิ่งที่เขาจะตอบกลับมาจะทำให้ฉันที่เป็นฝ่ายเขินอายใบหน้าร้อนวูบวาบเสียอาการแบบนี้
“ก็นุ่มดี”
เอ่ยจบก็กระชับมือแน่นขึ้น เดินมุ่งหน้าไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ต้นซอย เพื่อซื้อกาแฟ จากที่คิดว่าจะไม่ดื่มหรือซื้ออะไรสุดท้ายก็ได้น้ำมะพร้าวมาหนึ่งขวด พี่ริวพอเห็นฉันหยิบมาหนึ่งขวดก็ยื่นมือไปเปิดตู้แช่เย็นหยิบมาอีกห้าขวด
“พี่ริว ซื้อไปทำไมเยอะขนาดนั้น” กระซิบถามคนตัวสูงเสียงเข้ม
“ซื้อไปไว้ให้เผื่อกินที่ร้าน” คนตัวสูงบอกแบบนั้น แล้วชวนดูอย่างอื่นต่อ ส่วนฉันไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่มแล้ว พี่ริวจึงพาเดินไปจ่ายเงินแล้วพาเดินกลับไปยังร้านกะเพราที่เราสั่งข้าวไว้
“พรุ่งนี้ไปทำงานกี่โมง”
“แปดโมงเช้าค่ะ พี่ล่ะ? เอ๊ะ พี่ทำงานที่ร้านหมูปิ้งนี่นา นอนตื่นสายได้อะเนอะคนเรา” เป็นคำถามที่ฉันไม่ต้องการคำตอบ เพราะถามเองตอบเองจนครบถ้วน
“ฟังคำตอบจากพี่ก่อนเถอะขอร้อง ทำไมชอบคิดเองตอบเองเนี่ยเด็ก” พี่ริวดุไม่จริงจัง ขณะที่มือข้างหนึ่งหิ้วถุงข้าวของที่เขาซื้อมา ส่วนมืออีกข้างยังตั้งมั่นในการจับมือฉันเดิน อยากจะบอกเหลือเกินว่าฉันโตแล้วนะ!
“ตัวเองแก่เองนี่”
“เออ ให้มันแก่แต่พี่นี่แหละ มีแฟนแก่หน่อยเป็นไง” พี่ริวหยอกทีเล่นทีจริง แต่เขาจะรู้ไหมว่าประโยคที่เขาพูดเล่นนั้นสามารถทำให้หัวใจฉันเต้นรัวแรงเพราะความเขินอายได้อย่างดีเลยทีเดียว
“ลุง ตื่นนะคะ ตื่นก่อนเนอะ” ฉันไม่ถือสาแล้วยังดุอีกด้วย พี่ริวหัวเราะชอบใจไม่น้อย ยามที่ฉันกล้าต่อล้อต่อเถียงกับเขาไม่หยุด
