บทที่ 15 Rio ของขวัญแห่งรัก 15
Rio ของขวัญแห่งรัก 15
นานสักพักใหญ่ถึงหยุดร้องไห้ ขอบตาแดงช้ำ ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา และตอนนี้รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอีกครั้งรวมถึงไอร้อนวูบวาบที่แผ่ซ่านไปทั้งตัว
พี่ริวจับมือตั้งแต่ลงจากรถพาเดินไปจนถึงร้านก็ยังไม่ยอมปล่อย จังหวะที่เดินเคียงข้างกัน อีกฝ่ายมักจะชะลอเท้าแล้วหันกลับมามองสังเกตฉันอยู่เรื่อย ๆ ด้วยความเป็นห่วง รู้ตัวอีกทีพี่ริวก็พาเดินขึ้นมาจนถึงชั้นสามของตึกนี้เสียแล้ว
ภายในบริเวณชั้นสาม ถูกทุบตึกสองคูหาเข้าด้วยกัน ทำให้มีพื้นที่โล่งและกว้างขวาง ภายในตกแต่งด้วยสีขาวและสีเทาสลับกันอย่างลงตัว ด้านหลังมีตู้เย็นและโต๊ะกินข้าววางอยู่ ส่วนโซนด้านหน้าที่กำลังเปิดผ้าม่านรับแสงแดดมีชุดโซฟาวางอยู่หนึ่งหลัง พร้อมกับต้นไม้ช่วยเพิ่มสีเขียวให้กับห้องนั่งเล่นแห่งนี้
“นั่งกินข้าวก่อน เดี๋ยวปวดท้อง” พี่ริวเตือนเสียงเบาพร้อมกับพาไปนั่งที่เก้าอี้บริเวณโต๊ะอาหาร
“อ้าว ทำไมมีคะ?” ถามคนตัวสูงที่กำลังเดินไปเทข้าวต้มใส่ถ้วยแล้วเอาเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟ
“โก้มันออกไปซื้อของกินเลยให้มันซื้อมาให้ กินข้าวก่อน” พี่ริวยกถ้วยข้าวต้มมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปเตรียมผลไม้ใส่จานต่อ
“ขอบคุณค่ะ” ไม่ลืมบอกคนใจดี แต่พอกินข้าวไปไม่ถึงสองคำก็รู้สึกอยากอาเจียน จำต้องวางช้อนแล้วหยิบน้ำเปล่าในขวดขึ้นมาดื่ม
“หือ? เป็นอะไร” พี่ริวหันมาเจอก็รีบถาม
“อิ่มแล้วค่ะ”
“กินไปไม่กี่คำเองนะ” พี่ริวไม่ยอมเชื่อ เดินเข้าใกล้ยกมือทาบบนหน้าผากอีกครั้ง พร้อับคิ้มคมเข้มที่ขมวดติดกันเป็นผม เมื่อเห็นว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังหงุดหงิดจึงก้มหน้าหลบสายตาแทบจะทันที
“ตัวร้อนกว่าเดิมนะ ไปหาหมอดีไหม?”
“ไม่เอา เดี๋ยวก็ดีขึ้นค่ะ นะคะ ขอไม่ไปนะ” เงยหน้ามองคนตัวสูงอย่างต้องการอ้อน พี่ริวที่ยืนอยู่ก้มหน้ามามองฉันสักพักแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อพบว่าตอนนี้ฉันที่ป่วยกำลังดื้อและเอาแต่ใจ
“งั้นก็นอนพัก แต่ถ้าเย็นนี้อาการไม่ดีขึ้น พี่จะไม่ตามใจแล้ว” พี่ริวบอกแค่นั้น และเป็นการบอกด้วยน้ำเสียงคล้ายผู้ใหญ่ดุเด็กน้อย ส่วนคนป่วยเมื่อได้ยินว่าไม่ต้องไปหาหมอก็รีบพยักหน้าหงึกหงักเข้าใจ และภาวนาให้ตัวเองหายทันเย็นนี้จะได้ไม่ต้องไปโรงพยาบาล
เงยหน้าสบตาคนตัวสูงที่ยืนอยู่ใกล้พลางส่งยิ้มออดอ้อน แต่เพราะกลัวว่าจะโดนยังคับให้ทานข้าวจึงรีบเก็บชามข้าวต้มไปล้างทำความสะอาดโดยพลัน โดยมีพี่ริวคอยมองตามอยู่ตลอดทุกย่างก้าว ไม่ใช่กลัวฉันจะทำข้าวของในบ้านพัง แต่สายตาที่เขาจ้องมองกันนั้นฉันรู้ว่าเขากำลังเป็นห่วง
“เข้าไปนอนในห้องไป เพิ่งเที่ยงเอง” เป็นอีกครั้งที่เจ้าของตึกแห่งนี้เอ่ยเตือนยามเห็นฉันเดินเข้าไปใกล้เขาที่ยังยืนอยู่บริเวณห้องนั่งเล่น พี่ริวยืนกอดอกพิงโซฟาตัวใหญ่และจ้องฉันไม่วางตา แววตาของอีกฝ่ายจะบอกว่าหงุดหงิดก็ไม่ใช่ จะบอกว่าห่วงก็ไม่เชิง มันดูตีกันยุ่งเหยิงแทบไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเรามองกันด้วยความรู้สึกไหนอยู่กันแน่
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูพักที่โซฟาได้ ที่จริงหนูอยู่ห้องได้นะ” ครั้งนี้พอเอ่ยจบถึงเงยหน้าสบตาคนตัวสูงที่ฉันดันเข้าใจผิดคิดว่าเขาจะพามาทำงาน แม้ตัวเองจะลาป่วยแล้วก็ตาม แต่กลายเป็นว่าตอนนี้เขาบังคับให้กินข้าวแล้วนอนพักแทนเสียอย่างนั้น ถ้าจะให้พัก เขาปล่อยให้ฉันนอนอยู่ที่ห้องไม่ดีกว่าเหรอ?
“อยู่คนเดียวถ้าไข้ขึ้นสูง หรือเป็นลมล้มไปจะทำยังไง?”
“...” อ่า เถียงไม่ได้เลยสิฉัน พี่ริวโหมดหน้านิ่งติดดุ ฉันคนนี้รับมือไม่ไหวจริง ๆ ค่ะทุกคน ทำยังไงดี เขาโกรธอีกแล้ว
“ไปนอนพักในห้องดี ๆ”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูอยู่ตรงนี้ได้” ยกนิ้วชี้ไปยังโซฟาตัวใหญ่ที่ตั้งรับแสงจากด้านนอก มุมหนึ่งของโซฟามีต้นไม้สีเขียววางอยู่ ซึ่งฉันเองก็ดูไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือปลอม แต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าพอมีต้นไม้ต้นนี้ห้องนั่งเล่นถึงได้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น
“ดื้อมาก ป่วยแล้วดื้อสุด ๆ” พี่ริวถอนหายใจครั้งที่เท่าไหร่ของวันไม่รู้ตั้งแต่เจอหน้าฉัน แต่สุดท้ายก็ยอมให้ฉันได้นอนพักที่โซฟาอย่างที่ใจต้องการ ห้องนั่งเล่นเปิดแอร์จนเย็นฉ่ำ บ่งบอกว่าเจ้าของชั้นนี้ขี้ร้อนมากขนาดที่ฤดูหนาวของประเทศไทยยังต้องชิดซ้าย เย็นจนเหมือนซ้อมปรับตัวก่อนเข้าฤดูหนาว
ก่อนจะหลับไปฉันจำได้เพียงแค่ตัวเองกำลังซุกตัวอยู่ที่มุมโซฟา พร้อมอากาศเย็น ๆ ไม่นานก็สติเลือนรางจำอะไรไม่ได้ รู้สึกเพียงแค่ตัวเองอบอุ่นขึ้นจากที่หนาวตัวสั่นอยู่สักพัก แต่พอรู้สึกอุ่นก็หลับสบายมากยิ่งกว่าเดิม
