บทที่ 19 Rio ของขวัญแห่งรัก 19
Rio ของขวัญแห่งรัก 19
“ฮ่า ๆ ๆ แรงหมดแล้วคนป่วย” คนดื้อหัวเราะชอบใจขยับนั่งบนเตียง ดึงมือฉันให้เข้าไปนั่งบนตักเขาอีกทีก่อนจะยกแขนโอบรอบเอวกักตัวไว้ไม่ยอมให้ดิ้นหลุดไปทางไหน
“เดี๋ยวหน้ามืดนะ หยุดเล่นก่อนครับ ไปอาบน้ำนะ” เมื่อเห็นว่าฉันหอบเหนื่อยอีกฝ่ายก็รีบปะเหลาะหลอกล่อให้ใจเย็น
“พี่ยังไม่อาบน้ำอะ เตียงมันจะสกปรก ไม่ชอบ ลงมาจากเตียงก่อนได้ไหมคะ” เตือนคนตัวโตเสียงแผ่วทั้งยังหลบสายตาคมเข้มที่จ้องมองกันอย่างเปิดเผย และสื่อความหมาย ติดเพียงอย่างเดียวคือฉันไม่รู้ว่าที่เขามองกันด้วยสายตาแบบนี้ หมายถึงอะไร
“งั้นก็ไปอาบน้ำ เดี๋ยวพี่ลงไปเอาเสื้อผ้าที่รถ แล้วจะกลับขึ้นมาอาบน้ำ เราจะได้นอนพักสักที แบบนั้นได้ไหม?” พี่ริวยื่นข้อเสนอ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมกลับ และยืนหยัดจะค้างที่นี่ให้ได้ จำต้องพยักหน้ารับอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็มีความคิดที่จะอาบน้ำก่อนขึ้นเตียงนอนฉันละนะ
“งั้นก็ไปอาบน้ำ เดี๋ยวพี่กลับมา” พี่ริวบอกสั้น ๆ ฉันจึงขยับลงจากตักแกร่งเพื่อไปอาบน้ำเตรียมเข้านอน
ค่ำคืนแรกที่มีคนตัวโตค้างด้วย ฉันถูกท่อนแขนกำยำโอบกอดไว้ตลอดทั้งคืน ก่อนจะหลับเหมือนได้ยินเสียงสนทนาด้วยภาษาอะไรบางอย่างอยู่นานหลายนาที จากนั้นถึงได้หลับไปพร้อมกับความอบอุ่นที่โอบกอดร่างกายตัวเองไว้
ภายในร้านคาเฟ่วันนี้บรรยากาศน่าอึดอัดเล็กน้อยเพราะเราดันมีลูกค้าตัวโตหน้านิ่งนั่งจองที่นั่ง อีกทั้งยังจ้องฉันไม่วางตาตั้งแต่เช้า พี่แตงกวาเปิดประตูออกมายังส่วนของคาเฟ่พร้อมน้องแมว ถึงกับสะดุ้งตกใจตัวโยนเมื่อเห็นคุณเขานั่งอยู่ตรงนั้น
“เจ้าของร้านหมูปิ้งมาอยู่ที่นี่ได้ไงกันเนี่ย” เจ้านายคนสวยรีบก้าวเข้ามาชิดแล้วกระซิบถามพร้อมกับขอให้ฉันชงเครื่องดื่มให้เจ้าตัวดังเช่นวันก่อน ๆ
“เอ่อ คงมาดื่มกาแฟมั้งคะ” ตอบทีเล่นทีจริง เพราะมั่นใจว่าทั้งเจ้านายและพี่ ๆ พนักงานในร้านรู้กันอยู่แล้วว่าพี่ริวเข้าร้านมาพร้อมกับฉันแต่ที่สงสัยกันคงเป็นเพราะอีกฝ่ายได้กาแฟแล้วแต่ไม่ยอมกลับนี่แหละ เมื่ออธิบายเสร็จ พี่แตงกวาพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ สักพักประตูเชื่อมระหว่างคาเฟ่กับห้องแมวก็ถูกเปิดกว้างอีกครั้ง ตามด้วยเจ้าตัวกลมขนนุ่มเดินออกมาสำรวจภายนอก แม้จะไม่ใช่วันหยุดแต่ก็ยังมีลูกค้าเข้ามาสั่งเครื่องดื่ม มานั่งเล่นกับแมว ซึ่งน้องแมวจะมีเวลาออกมาเล่นโซนนี้สองครั้งต่อวัน ส่วนวันเสาร์จะเปิดให้ออกมาเล่นทั้งวัน ทำให้แมวบางตัวนอนโชว์พุง เชิญชวนให้ลูกค้าจกพุงเพิ่มพลัง
“สวัสดีค่ะรับอะไรดีคะ?” ทวนถามเมื่อมีเงาขยับมาหยุดเบื้องหน้า
“เอาลาเต้เย็นครับ อ้าว ดาริน ทำงานที่นี่เหรอ?” เสียงเจ้าของเงาตรงหน้าเรียกความสนใจจากฉันได้อีกครั้ง พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ตัวฉันดันรู้สึกคุ้นหน้าค่าตาอยู่ไม่น้อย แล้วพอเห็นฉันมองด้วยความสงสัยอีกฝ่ายถึงได้แนะนำตัวสร้างความกระจ่างให้แก่กัน
“เราตรัย ไง เราเรียนแล้วทำงานกลุ่มด้วยกันออกจะบ่อยนะ”
“อ๋อ ขอโทษนะเรานึกชื่ออยู่ ตรัยนี่เอง รับเป็นลาเต้เย็นนะคะ”
“ใช่ครับ ไม่รู้ว่าทำงานที่นี่ เราอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง เลยไม่ได้แวะมาหาอะ” เพื่อนร่วมคณะชวนคุยด้วยท่าทางตื่นเต้น ฉันรับออร์เดอร์เสร็จก็ขยับไปงเครื่องดื่มให้ลูกค้าทันที อึดอัดมาก ยิ่งตรัยชวนคุยฉันยิ่งรับรู้ถึงสายตาของใครบางคนที่จ้องมองกันอยู่ ส่งแรงความดุดันและหงุดหงิดออกมาอย่างชัดเจน
เมื่อฉันขยับไปทำงาน ตรัยก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วจ้องมายังจุดที่ฉันยืนชงเครื่องดื่มอยู่อย่างโจ่งแจ้ง พอชงเครื่องดื่มเสร็จก็วางลงบนถาด พี่พนักงานอีกคนก็ยกไปเสิร์ฟลูกค้าทันที ฉันทำงานไปสักพักตรัยก็เดินเข้ามาใกล้อีกครั้งหลังจากนั่งจ้องอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยบอกฉันอย่างมีเลศนัย
“เอาไว้เราไปกินข้าวด้วยกันนะ เย็นนี้จะแชตหาดารินนะ”
“...”
เอ่ยจบตรัยก็เดินออกจากร้านไป ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศมาคุที่กำลังก่อตัวขึ้น เหมือนฝนจะตกในร้านเลย เมฆดำก่อตัวหนาขึ้น แอบรู้สึกว่ามีสายฟ้าวิ่งแตกพล่านอยู่เหนือศีรษะใครบางคนด้วย สายตาของตาลุงคนนั้นทำให้ฉันอยากจะร้องไห้อีกแล้ว
ฉันทำอะไรผิดอีกล่ะเนี่ย!!
