บทที่ 30 Rio ของขวัญแห่งรัก 30
Rio ของขวัญแห่งรัก 30
“สวัสดีปีใหม่ค่ะคนสวย” วันที่สองเดือนแรกของปี ฉันก้าวเข้าไปในร้านคาเฟ่แมวของพี่แตงกวา เจ้าของร้านคนสวยก็ไม่ลืมส่งเสียงทักทายกันด้วยรอยยิ้มสดใสต้อนรับวันทำงาน
“สวัสดีปีใหม่ค่ะพี่แตงกวา คิดถึงเด็ก ๆ มากเลยค่ะ อยากฟัดพุง”
“ฮ่า ๆ ๆ วันหยุดลูกพี่นอนหงายกางพุงทั้งวันเลย” พี่แตงกวาแซวเจ้าเหมียวตัวกลมที่ยังไม่ถึงเวลาออกมาโซนคาเฟ่
“หนูก็นอนทั้งวันเหมือนกันค่ะ หนูไปเก็บของก่อนนะคะ” บอกเจ้านายคนสวยเสร็จจึงเดินเข้าไปยังโซนพนักงานหลังร้านเพื่อเก็บกระเป๋า โชคดีของฉันอีกหนึ่งอย่างคือที่คาเฟ่สามารถพกโทรศัพท์ติดตัวได้ เลยค่อนข้างสบายใจ ถึงแม้จะไม่มีใครโทร. หาก็เถอะ
“พร้อมทำงานแล้วค่า” สวมเสื้อเอี๊ยมสีครีมเสร็จก็หย่อนโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อ เดินออกมายังเคาน์เตอร์เตรียมทำงาน เช็ดถูทำความสะอาดช่วยพี่แตงกวาอย่างขมักเขม้น
“อ้วน อย่ากระโดด โอ๊ย” เสียงร้องห้ามแปรเปลี่ยนเป็นหัวเราะลั่นเมื่อเจ้าแมวอ้วนตัวหนึ่งกระโดดขึ้นเปลนอนแล้วนอนหงายโชว์พุง ทั้งที่เพิ่งจะเดินออกจากโซนห้องแมว เดินถึงยี่สิบห้าวหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ เจ้าแมวตัวนอนนอนไปอีกรอบแล้ว
“นอนทั้งวันเลยอ้วนเอ๊ย” พี่แตงกวาเดินไปดูเจ้าเหมียวพร้อมกับแซวเล่นอย่างอารมณ์ดี เปิดร้านมาลูกค้าก็หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย เพราะยังอยู่ในช่วงวันหยุดยาว พี่ริวเขาก็หยุดนะบอกว่าขี้เกียจไปทำงาน เมื่อกี้มาส่งฉันที่คาเฟ่แมวเสร็จก็กลับไปนอนต่อ เขาบอกแบบนั้นนะ
“ดาริน สั่งกาแฟหน่อยครับ” ช่วงบ่ายสองของวัน จู่ ๆ คนที่ไม่ได้ติดต่อกันสักพักก็เดินเข้ามาภายในร้านพร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้ม ถึงแม้จะตกใจแต่ยังต้องส่งยิ้มให้บุคคลที่เพิ่งเดินเข้ามาทัก ฉันทำงานบริการจะแสดงท่าทีไม่ดีออกมาไม่ได้ เดี๋ยวร้านพี่แตงกวาจะเสียชื่อเสียงเอาได้
“เอ่อ รบกวนสั่งกับพี่ที่เคาน์เตอร์นะคะ” บอกคนมาใหม่ด้วยความเกรงใจ เพราะตรัยดูมุ่งตรงมาทางฉันทั้งที่ฉันไม่ได้ยืนอยู่จุดรับออร์เดอร์
“อ้อ ครับ” ตรัยที่เหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้รีบพยักหน้ารับคำ ก่อนจะขยับไปสั่งเครื่องดื่ม เสร็จแล้วก็ไปนั่งที่เก้าอี้ว่างฉันคงจะทำงานได้อย่างปกติหากตรัยไม่ได้นั่งจ้องฉันอย่างเปิดเผยแบบนั้น แอบอึดอัดเหมือนกันนะ ที่ทำงานไปมีคนจ้องไปแบบนี้น่ะ
“เย็นนี้กินอะไรดี จะพาไปเลี้ยงปีใหม่” พี่แตงกวาที่เดินเอาขนมออกมาจัดหน้าตู้เอ่ยถามเสียงหวาน ยังไม่ทันตอบก็พบว่ามะตูมเปิดประตูเชื่อมโซนคาเฟ่ออกมาพอดี และคงจะได้ยินประโยคคำถามจากเจ้านายคนสวนของเรา
“ปิ้งย่างเท่านั้นที่คู่ควรตอนอากาศเย็น” มะตูมตอบแล้วหันมามองหน้าฉันพลางยกนิ้วมือชูขึ้นให้เห็นหนึ่งนิ้ว เป็นอันเข้าใจกันดีว่าขอกาแฟหนึ่งแก้ว
“พี่ถามทุกคนในร้าน เรานี่อะไรก็จะปิ้งย่างอย่างเดียวเลย” สองพี่น้องถกเถียงกันอย่างสนุก เมื่อชงเครื่องดื่มเสร็จมะตูมก็เดินมาหยิบแก้วไป
“คือ เย็นนี้เราว่าง ไปเดินเล่นด้วยกันไหม?” ตรัยรีบก้าวเข้ามาแทนที่มะตูมเพื่อชวนฉันไปเดินเล่น แม้จะสงสัยท่าทีของเพื่อนคนนี้แต่สุดท้ายก็ต้องตอบ แล้วยังปฏิเสธออกไปอย่างซื่อตรงกับความรู้สึกตัวเอง
“อ่า ขอโทษนะตรัย พอดีเราไม่สะดวกน่ะ”
“ทำไมล่ะ?” ตรัยมองอย่างไม่พอใจ ที่ไม่ว่าจะกี่ครั้งฉันก็ยังคงปฏิเสธเขาอย่างไร้เยื่อใย
“เราต้องไปทำงานต่อ แล้วก็ไม่สะดวกหลายอย่างด้วยน่ะ”
“เดี๋ยวเรารอ ไม่เป็นไรรอได้ เราอยากพารินไปกินข้าวด้วยกัน เราจะรอนะ” อีกฝ่ายยังตีมึนไม่ยอมฟังคำปฏิเสธ เดินกลับไปนั่งรอด้วยท่าทางมีหวัง แม้จะปฏิเสธออกไปชัดเจนแล้วก็ตาม ได้แต่ลอบมองตรัยด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ แต่กลับทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาก็ไม่ได้คุกคามมากขนาดนั้น
“โอเคไหม ดูแปลก ๆ เหมือนกันนะ” มะตูมเดินเข้ามายืนด้านหน้าเคาน์เตอร์และจงใจยืนบดบังระยะสายตาของตรัยที่มองมาทางนี้ด้วยความแนบเนียน
“ไม่โอเคเลย” ได้รับความหวังดีจึงรีบกระซิบตอบกลับไป เพราะตอนนี้รู้สึกไม่สบายใจกับอดีตเพื่อนคนนี้สักเท่าไหร่ เขาดูแปลกไปมากจนเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อีกอย่างตอนที่เรียนก็ต่างคนต่างอยู่ มีทักทายกันบ้างแต่ไม่มีครั้งไหนที่จะรุกเข้าหาจนทำให้อึดอัดใจเลยสักครั้ง ไม่รู้ทำไมพอเรียนจบมาตั้งหลายปีตรัยถึงมีท่าทีแบบนี้ต่อกัน
“เดี๋ยวจะอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนแล้วกัน” มะตูมช่วยเท่าที่จะทำได้เพราะตอนนี้ยังเป็นฉันที่ต้องชงเครื่องดื่มให้ลูกค้าที่มีทั้งหน้าร้านและสั่งออนไลน์เข้ามา พองานยุ่งเข้าหน่อยก็ไม่มีเวลาสนใจตรัยแล้ว ตอนนี้ได้แต่ภาวนาอย่าเพิ่งให้พี่ริวมาเจอตรัยขณะที่ยังอยู่ในร้านเลยนะ เพราะครั้งก่อนเหมือนพี่ริวจะงอนฉันเพราะตรัยเข้ามาทักแล้วชวนไปกินข้าวนี่แหละ
“สั่งกาแฟหน่อยครับ” แต่เหมือนสิ่งที่ภาวนาจะไม่เป็นผล เมื่อฉันได้ยินเสียงพี่ริวดังขึ้นที่หน้าเคาน์เตอร์รับออร์เดอร์โดยมีพี่พนักงานอีกคนยืนทำหน้าที่อยู่ ฉันหมุนตัวกลับไปมองก็เห็นว่าพี่ริวกำลังมองมายังตัวเองอยู่ เราไม่ได้ทักทายอะไรกัน พอสั่งเครื่องดื่มเสร็จพี่ริวก็เดินไปนั่งบริเวณเก้าอี้ตัวประจำของเขา ที่ไม่ว่าจะมากี่ครั้งก็ว่างอยู่เสมอ
“มีหนุ่มหล่อมาเฝ้าตลอดเลยนะเนี่ย” พี่พนักงานที่คอยรับออร์เดอร์เอียงหน้าเข้ามากระซิบแซวบ้างขณะที่ยื่นออร์เดอร์ไปติดเรียงคิว
“ไม่มีอะไรค่ะพี่”
“อ๋อ ๆ ลูกค้าคนแรกก็เข้าใจอยู่นะว่าไม่มีอะไร แต่คนเมื่อกี้นี่ ปิดไม่มิดนะคะ คิกคิก” พี่พนักงานอีกคนหัวเราะคิกคักเมื่อได้แซวฉันจนเขินอายได้แบบนี้ เมื่อชงเครื่องดื่มเสร็จพี่ริวก็นั่งดื่มรอเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ลืมสั่งแบบกลับบ้านไปอีกสี่แก้วพร้อมกับขนมเค้กของที่ร้าน ไม่ต้องเดากันแล้วว่าสั่งไปให้ใครบ้าง หนุ่ม ๆ ที่ร้านหมูปิ้งเสพติกกาแฟมาก แต่เขินไม่กล้ามาซื้อเองที่ร้าน
“อ้าว พี่ก็ลืมว่ารินต้องไปทำงานต่อ งั้นเอาเป็นพรุ่งนี้นะ ขอจองตัวไว้ก่อน” พี่แตงกวาเหมือนจะเพิ่งนึกได้รีบเดินเข้ามาบอกฉันอย่างเกรงใจ แต่แววตาคล้ายกับกำลังหาทางออกให้ฉันได้หลบหลีกใครบางคนที่มานั่งเฝ้าไม่ห่างต่างหาก
“ไม่เป็นไรค่ะพี่แตงกวา ไปวันนี้ได้นะคะ” ก็ร้านหมูปิ้งยังไม่เปิดขายนี่นา แต่ที่บอกตรัยไปแบบนั้นเพราะฉันไม่อยากให้เขารบเร้า หากรู้ว่าต้องไปทำงานต่อเขาอาจจะเกรงใจแล้วถอยไปเอง ไม่คิดว่าเขาจะนั่งเฝ้าและรอฉันอยู่แบบนี้น่ะสิ
“ได้ ๆ พี่ว่าเราคุยกันในแชตดีกว่าเนอะ” พี่แตงกวาป้องปากกระซิบอย่างเกรงใจ คงจะรู้ว่าตอนนี้ไม่ควรจะพูดชื่อสถานที่ออกมา
“ได้ค่ะพี่ แต่อาจจะช้าหน่อยนะคะ” ฉันยังไม่ได้บอกพี่ริวเลย ขอบอกเขาหน่อยเดี๋ยวโดนงอนอีก
