บทที่ 2 จำได้หรือเปล่า

บทที่2

จำได้หรือเปล่า

หลังจากน้องชายขับรถออกไปจนลับสายตา ของขวัญก็เดินกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง เธอเดินไปเก็บแฟ้มเอกสารและแมคบุ๊กขึ้นไปบนห้องนอนด้านบนเพราะตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว เธอควรจะขึ้นไปอาบน้ำและเตรียมเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ยังคงต้องเข้าไปทำงานที่บริษัทแต่เช้าอย่างเช่นทุกวัน

เธอจะมีวันหยุดเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์แต่ก็แทบไม่ได้พักผ่อนอย่างที่คิดเอาไว้เพราะเธอมักจะเอางานกลับมาทำที่บ้านเสมอเพื่อที่ว่าเวลาขอลาพักร้อนจะได้ไม่รู้สึกลำบากใจและงานที่ทำก็ไม่มีอะไรต้องค้างคาให้คนอื่นต้องมารับผิดชอบแทน

ภายนอกเธอดูเป็นคนเรียบร้อยอ่อนหวาน แต่ทว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นคนอ่อนนอกแข็งในต่างหาก เธอฉลาดและมีจิตใจที่เข้มแข็ง ใบหน้าสวยหวานที่มักจะมีรอยยิ้มและมักจะเชื่อฟังคนอื่นแบบไม่ปริปากบ่นเสมอนั้น เป็นเพียงสิ่งที่เธอสร้างมันขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากคนที่นี่เท่านั้น

ลึกๆ แล้วเธอเป็นดื้อเงียบพอสมควรหากสิ่งไหนที่เธอพยายามที่จะอดทนแล้วมันอดทนไม่ไหวจริงๆ เธอก็เลือกที่จะสู้กลับแบบไม่ยอมเช่นกัน ทำให้คนที่บ้านใหญ่ไม่ค่อยชอบเธอเท่าไหร่ ยกเว้นก็แต่คุณผู้หญิงของบ้านอย่างคุณจารวี และคุณจารวีก็คือผู้มีพระคุณของเธอกับน้องชาย

ส่วนคุณอรญาและลูกสาวไม่ชอบหน้าเธอแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่ก็แทบหาความสงบสุขไม่ได้กระทั่งย้ายออกมาอยู่บ้านหลังเล็กที่มารดาเคยอยู่ถึงได้รู้สึกสบายหูและสงบขึ้นมาบ้าง ยังดีที่ลูกชายของเจ้าหล่อนไม่ได้ตั้งแง่และคอยหาเรื่องเธอกับน้องชายเหมือนมารดากับน้องสาวของเขาไม่งั้นชีวิตของเธอคงวุ่นวายมากกว่านี้

ร่างบางก้าวเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกายอย่างทำเวลาเพราะเธอไม่ใช่คนอาบน้ำนานอะไรขนาดนั้น ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีเธอก็ออกมาด้วยเสื้อคลุมอาบน้ำพร้อมกับเดินเช็ดผมยาวสลวยของตัวเองอย่างเบามือ

หากมีสิ่งไหนที่เธอรักมากที่สุดในร่างกายก็คงเป็นเส้นผมของเธอเพราะมารดาเคยบอกว่าผมเธอสวยและนุ่มมาก ท่านชอบหอมและมักจะเข้ามาหวีผมให้เธอก่อนนอนเสมอ ท่านทำแบบนี้มาตั้งแต่เธอยังเด็กจนกระทั่งโตเป็นสาว ส่วนตอนนี้ไม่มีมารดาคอยทำแบบนั้นให้อีกแล้ว การเสียชีวิตของมารดาเมื่อเจ็ดปีที่แล้วยังสร้างความเจ็บปวดให้เธออยู่เลย เธอยังคงคิดถึงมารดาเสมอ ตอนนี้มารดาคงมีความสุขอยู่ที่ไหนสักแห่งแล้วสินะ

ร่างบางยิ้มบางๆ พร้อมกับน้ำตาที่ยังคงคลอเบ้าด้วยความคิดถึงมารดาจับใจ

เมื่อเช็ดผมจนแห้งสนิทก็ลุกไปหยิบชุดนอนมาสวมใส่ก่อนจะล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้า หลายวันมานี้เธอทำงานแทบไม่ได้พักแต่ดีหน่อยที่สุดสัปดาห์นี้เธอไม่มีงานอะไรต้องจัดการ เธอจะได้ไปแอบมองบ้านหลังเดิมของตัวเองได้นานๆ หน่อย เธอหวังว่าเจ้าของที่ซื้อไปจะยอมใจอ่อนขายมันคืนให้กับเธอสักทีด้วย

ล้มตัวลงนอนได้ไม่นาน คำพูดของน้องชายก็เข้ามาวนเวียนในความคิดจนทำให้เธอนอนไม่หลับซะอย่างนั้น เพื่อนน้องชายคนนั้นกลับมาแล้ว เขาจะยังจำเธอได้อยู่ไหมนะหรือจะลืมกันไปตามกาลเวลาที่ไม่ได้เจอกันนาน หากเจอกันอีกครั้งก็คงเหมือนเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว

แม้ในใจจะต่อต้านว่าไม่อยากเจอเด็กคนนั้นเลยสักนิดแต่ทว่าในส่วนลึกของจิตใจก็ยังอยากจะเจอเขาอีกสักครั้งเหมือนกัน

พอนึกถึงเด็กคนนั้นความทรงจำที่เธอพยายามที่จะลืมมันกลับเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะอยากลืมแต่มันกลับจำแม่นจนเหมือนเรื่องราวมันพึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวาน

“หึ พี่อยากให้ผมหยุดจริงๆ เหรอครับ แต่ทำไมตรงนี้ของพี่มันไม่ได้บอกผมแบบนั้นล่ะ มันแฉะมากเลยนะ” เสียงแหบห้าวและเสียงหัวเราะอย่างขบขันเธอในคืนนั้นยังฝังอยู่ในความทรงจำไม่หายไปไหน เด็กบ้านั่นร้ายกาจที่สุดในความคิดของเธอ!

“เฮ้อ! หยุดคิดเรื่องเด็กคนนั้นได้แล้วน่า” เธอตบตีกับความคิดตัวเองก่อนใบหน้าจะร้อนผ่าวขึ้นมาเมื่อหยุดคิดถึงเรื่องน่าอายในคืนนั้นไม่ได้ ยิ่งได้ยินว่าเขากลับมาแล้ว เรื่องในคืนนั้นก็เหมือนจะชัดขึ้นกว่าทุกครั้งที่นึกถึง

ร่างบางรีบนอนตะแคงหันไปอีกด้านพร้อมกับเอาผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าอย่างหงุดหงิดและอดที่จะใจเต้นแรงขึ้นมาไม่ได้เมื่อนึกไปถึงคืนอันวาบหวามระหว่างเธอกับเพื่อนน้องชายคนนั้น เธอยังยืนยันว่าเด็กคนนั้นร้ายกาจและเจ้าเล่ห์ที่สุด สุดท้ายความเหนื่อยล้าก็ทำให้เธอผล็อยหลับไปในที่สุด

เครื่องปรับอากาศยังคงทำงานอย่างดีเหมือนเดิมเพราะมันหนาวเย็นจนทำให้ร่างเล็กที่ขดตัวอยู่ในผ้าห่มขยับตัวไปมาเพื่อหาความอบอุ่นจากผ้าห่มผืนหนาและไม่รู้ว่าเธอหลับไปนานเท่าไรและหลับลึกแค่ไหนเพราะในความฝันเหมือนจะได้ยินเสียงโทรศัพท์สั่นครืดคราดไม่หยุด

ครืด~ ครืด~

“อื้อ” เธองัวเงียตื่นขึ้นมาในที่สุดเพราะเธอไม่ได้ฝันไป โทรศัพท์ของเธอที่วางอยู่โต๊ะข้างเตียงมันสั่นครืดคราดมาสักพักแล้วจริงๆ ของขวัญเอื้อมมือไปหยิบด้วยใบหน้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยเพราะเธอคิดว่าตอนนี้น่าจะเที่ยงคืนตีหนึ่งไปแล้ว

ใครเป็นคนโทรเข้ามารบกวนเวลาพักผ่อนคนอื่นแบบนี้ แต่พอเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่หน้าจอโทรศัพท์เธอก็รีบกดรับสายทันทีเพราะเป็นเบอร์น้องชายที่โทรเข้ามา ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า

“ฮัลโหลคีย์ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า แล้วนี่เรากลับคอนโดหรือยัง” หลังจากกดรับสายเธอก็ยิงคำถามรัวๆ อย่างนึกเป็นห่วงน้อง แต่ปลายสายกลับเงียบจนเธอต้องยกหูออกและกดดูหน้าจอว่าสายหลุดหรือว่าอะไร

“คีย์ได้ยินพี่มั้ย เป็นอะไรหรือเปล่า พี่เป็นห่วงนะ” เธอกรอกเสียงลงไปอีกครั้งด้วยจิตใจที่ร้อนรนเพราะเธอจำได้ว่าเธอบอกน้องว่าหากเจ้าตัวไม่เมาเกินไป พอถึงคอนโดแล้วให้ส่งข้อความบอกเธอแต่นี่เจ้าตัวโทรมาแต่ไม่พูดอะไรซะงั้น จะไม่ให้เธอเป็นห่วงได้ไง

เธอแนบหูฟังอย่างตั้งใจกระทั่งได้ยินเสียงอะไรกุกกักในโทรศัพท์ สักพักปลายสายก็ตอบกลับเธอมา

(มันไม่ได้เป็นอะไรครับ แค่เมาหนัก) แต่แล้วน้ำเสียงที่ตอบเธอกลับมานั้นทำเอาเธอเป็นฝ่ายนิ่งเงียบไปอย่างคนทำอะไรไม่ถูก หัวใจเต้นแรงและมือก็เย็นเฉียบไปหมด เป็นเขา เป็นเด็กคนนั้น เธอไม่ได้ยินเสียงเขามานานแล้วก็จริงแต่เธอยังจำเสียงเขาได้ไม่เคยลืม

(หึ ทำไมเงียบไปล่ะครับ ผมกายไง ขวัญยังจำผมได้หรือเปล่า) เสียงหัวเราะแบบร้ายกาจแบบนี้ใครจะจำไม่ได้ แต่เดี๋ยวนะเมื่อสักครู่เขาเรียกเธอแค่ชื่องั้นเหรอ เมื่อก่อนเขายังเรียกเธอว่าพี่ขวัญอยู่เลย เวลาผ่านไปหกปีแม้แต่คำว่าพี่เขาก็ไม่คิดจะใช้มันกับเธออีกแล้วงั้นเหรอ นี่เขาโกรธเธอมากขนาดนั้นเลยหรือไง

“จะ..จำได้สิ แล้วนี่เราทำไมใช้โทรศัพท์คีย์โทรมาล่ะ” เธอพยายามที่จะพูดปกติกับเขาแต่มันยากเย็นเหลือเกิน หวังว่าเขาจะไม่จับผิดกับน้ำเสียงสั่นๆ ของเธอหรอกนะ

(ผมดีใจนะที่ขวัญยังจำผมได้) เขาไม่ตอบคำถามเธอแต่เลือกที่จะพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากจะพูด เขาก็เป็นแบบนี้แหละยังคงเอาแต่ใจและพูดจาตรงไปตรงมาเสมอ

“ตกลงว่าเราโทรมาทำไมเหรอ? แล้วคีย์ล่ะ” เธอวกกลับเข้ามาในบทสนทนาก่อนหน้า ไม่ได้สนใจในสิ่งที่เขาพูดเพราะเธอจะไม่ยอมหวั่นไหวกับเขาอีกเด็ดขาด

(มันเมามาก ผมเลยมาส่งมันที่คอนโด ก่อนดื่มกันมันบอกว่าถ้ามันเมามากให้ผมช่วยโทรบอกขวัญด้วย ขวัญจะได้ไม่เป็นห่วง)

“อ่อ ขอบใจมากนะ งั้นพี่ฝากดูแลคีย์ด้วย” ถึงอีกฝ่ายจะไม่เรียกเธอว่าพี่แล้ว แต่เธอก็ยังจะแทนตัวเองแบบนี้เพราะถึงยังไงเขาก็เด็กกว่าเธอและยังเป็นเพื่อนกับน้องชายเธอด้วย

(ครับ ขวัญไปนอนเถอะ ไว้เจอกันเร็วๆ นี้นะ) พูดจบก็เป็นฝ่ายวางสายไปทิ้งให้คนที่ไม่ทันตั้งตัวกับประโยคทิ้งท้ายของเขามองโทรศัพท์อย่างคนทำตัวไม่ถูก ไว้เจอกันงั้นเหรอ เธอไม่ได้อยากเจอเขาเลยสักนิด

เขาคือคนที่เธอควรวิ่งหนีให้ไกลที่สุดต่างหาก กลับมาครั้งนี้ไม่รู้ว่าเขาจะโตขึ้นมากแค่ไหนจะยังเป็นเด็กเอาแต่ใจเหมือนเดิมหรือเปล่า ประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับเธอยังดังก้องอยู่ในหูและฝังอยู่ในใจเธอมาจนถึงตอนนี้

“พี่คิดว่าผมจะอายุเท่านี้ไปตลอดชีวิตเลยเหรอ? ไม่คิดว่าผมจะโตขึ้นมากกว่านี้หรือไง” และนั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับเธอ จากนั้นเธอกับเขาก็ไม่เจอกันอีกเลยจนตอนนี้เวลาก็ผ่านไปหกปีแล้ว ปีนี้เด็กคนนั้นคงอายุยี่สิบห้าแล้วสินะ ไม่ใช่เด็กอายุสิบเก้าในวันนั้นอีกต่อไปแล้ว…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป