บทที่ 3 เรื่องราวในอดีต
บทที่3
เรื่องราวในอดีต
ฝ่ามือเล็กยังคงถือโทรศัพท์ตัวเองอย่างเหม่อลอย น้ำเสียงของเด็กคนนั้นยังเข้ามารบกวนจิตใจเธอจนพานให้เธอนอนหลับไม่ลง ความคิดยังคงวนเวียนอยู่กับเพื่อนของน้องชายคนนั้นและมันทำให้เธอนึกไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อหกปีที่แล้ว
อันที่จริงเธอรู้จักเด็กคนนั้นก่อนหน้านั้นอีก น่าจะตั้งแต่อีกฝ่ายอยู่มอสี่เลยมั้ง เจ้าตัวย้ายมาเรียนมัธยมที่เดียวกันกับน้องชายเธอและเธอก็รู้มาว่าเด็กคนนั้นอายุมากกว่าน้องชายเธอหนึ่งปีด้วย
เนื่องจากเจ้าตัวเรียนไฮสกูลที่อเมริกาไปแล้วแต่มีปัญหากับเพื่อนตามประสาเด็กวัยรุ่นทำให้เจ้าตัวย้ายกลับมาเรียนที่ไทยและต้องเข้าเรียนมอสี่ใหม่พร้อมกับน้องชายเธอทำให้ทั้งสองคนได้รู้จักกันและเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ตอนนั้น
เธอเองก็ได้รู้จักกับเพื่อนน้องชายคนนี้ตอนที่อีกฝ่ายมาทานข้าวที่บ้านเธอในช่วงสอบเสร็จเทอมแรก สายตาและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั้นมันทำให้เธอประหม่ามาจนถึงตอนนี้แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำตัวรุ่มร่ามใดๆ กับเธอ
มารดาเอ็นดูอีกฝ่ายเป็นอย่างมากเพราะเจ้าตัวค่อนข้างอยู่เป็น ชอบทำนั่นทำนี่ช่วยมารดาเธอเสมอ หากมาทานข้าวด้วยก็จะช่วยหยิบจับนู่นนี่ไม่ได้นั่งรอให้เจ้าของบ้านบริการอย่างเดียว เมื่อก่อนเธอมีบ้านที่อาศัยอยู่กับมารดาใกล้กับโรงเรียนมัธยมของเธอ เป็นบ้านสองชั้นขนาดกลาง บ้านหลังนี้ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงที่มารดาทำงานตั้งแต่พาเธอย้ายออกมาจากบ้านใหญ่
ตอนนั้นเธออายุแค่สามขวบส่วนน้องชายยังอยู่ในท้องของมารดาอยู่เลย มารดาทำงานกับบริษัทรับทำบัญชีกับเพื่อนนั่นก็คือน้าขิมของพวกเธอ ตอนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้บ่อยนักเพราะตอนนี้น้าขิมย้ายไปอยู่กับสามีใหม่ที่ต่างประเทศแล้ว แต่คุณน้าก็ยังโทรมาไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบและยังเป็นห่วงเธอกับน้องชายเสมอ
คุณน้าเป็นเพื่อนสนิทของมารดาเพราะเรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกันและยังคอยช่วยเหลือครอบครัวเธอมาโดยตลอดด้วย แต่เธอก็รู้ว่ายังมีอีกหนึ่งคนที่คอยช่วยเหลือและให้เงินก้อนใหญ่กับมารดามาตั้งตัวนั่นก็คือคุณจารวี เธอถึงได้บอกไงว่าคุณจารวีคือผู้มีพระคุณและบุญคุณที่อีกฝ่ายมีต่อเธอกับน้องชายมันก็มากมายจนยากที่จะปฏิเสธและเมินเฉยต่อคำขาดที่ให้เธอกับน้องกลับมาอยู่ที่บ้านใหญ่
เธอใช้ชีวิตแบบมีความสุขมาโดยตลอด แม้ไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ขัดสนเพราะเธอเองก็ช่วยมารดาแบ่งเบาภาระด้วยการหางานพิเศษทำและยังมีรายได้จากการช่วยมารดาทำงานโดยการออกแบบโลโก้สินค้าด้วย ช่วงที่มารดาใกล้คลอดน้องชายเธอ มารดาพยายามหางานทำเพิ่มโดยที่ไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน
ท่านจึงหาคอร์สออนไลน์เรียนจนไปเจอการเรียนออกแบบโลโก้สินค้าน่ารักๆ กระทั่งหัดทำจนเกิดเป็นอาชีพได้เพราะท่านอยากเลี้ยงลูกเองไม่ได้อยากจ้างคนอื่นมาดูแลแทนงานบัญชีก็สามารถเอามาทำที่บ้านได้เหมือนกัน น้าขิมคอยหางานมาให้ทำและช่วยเหลือทุกอย่าง
กระทั่งมีคนมาจ้างงานออกแบบมากขึ้นจนมีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน ท่านจึงทำงานนี้ควบคู่ไปกับงานบัญชีและเลี้ยงลูกไปด้วย ทำให้ครอบครัวเธอมีรายได้มากขึ้นและเมื่อเธอโตพอที่จะช่วยงานได้ก็ได้รับการถ่ายทอดงานออกแบบจากมารดาและช่วยมารดาทำจนเกิดเป็นรายได้ที่มากกว่าตอนที่มารดาทำคนเดียว
พอเข้ามหาวิทยาลัยเธอก็หางานพิเศษทำเพื่อช่วยค่าเทอมของตัวเอง ชีวิตเธอราบรื่นมาโดยตลอดจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดกับพวกเธอ มารดาถูกรถชนจนต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ทำให้เธอจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากคุณจารวีอีกครั้งแต่สุดท้ายก็รักษาชีวิตท่านเอาไว้ไม่ได้ ท่านเสียชีวิตลงหลังจากการผ่าตัดผ่านพ้นไปแค่สองวัน
ตอนนั้นเธอเหมือนคนกำลังจะจมน้ำและตายไปพร้อมกับมารดาเลย มันเจ็บปวดและเสียใจมาก กว่าจะทำใจต่อการจากไปของมารดาได้ก็ร้องไห้จนแทบขาดใจ ชีวิตเธอมีแค่มารดามาโดยตลอดทำให้เธอยากที่จะทำใจต่อการจากไปแบบกะทันหันของมารดาได้
โชคดีที่เธอมีน้องชายคอยอยู่ข้างๆ และคอยเป็นกำลังใจมาโดยตลอดจึงสามารถผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากมาได้ เธอได้รับเงินจากการทำประกันของมารดาและเงินเก็บที่ท่านฝากเอาไว้ในบัญชีเธอกับน้องมาโดยตลอดทำให้เธอกับน้องไม่ได้ลำบากอะไร ยังพอจะใช้เงินเก็บจำนวนนั้นส่งน้องชายเรียนจนจบปริญญาตรีได้
ตอนนั้นเธออยู่ปีสามแล้ว ไม่นานก็จะเรียนจบและหางานทำได้ ส่วนน้องชายเธออยู่มอห้าและยังต้องเรียนต่อระดับปริญญาตรีอีกนาน เธอจึงเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้เป็นค่าเรียนน้องชายโดยเฉพาะ
กระทั่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ น้องชายเธอก็เรียนจบมัธยมปลาย เธอกับน้องยังคงอาศัยอยู่บ้านเดิมและช่วยดูแลกันตามประสาคนไม่มีญาติที่ไหน ซึ่งช่วงเวลาเหล่านั้นก็มักจะมีเพื่อนน้องชายคนนี้วนเวียนอยู่ใกล้ๆ เธอเสมอ เจ้าตัวยังคงมาทานข้าวที่บ้านเธอ มาเล่นเกมมาดื่มกันตามประสาวัยรุ่นและบางครั้งก็มานอนค้างกับน้องชายเธอ แล้วแต่ว่าวันไหนเจ้าตัวจะเมามากเมาน้อย แต่ทุกครั้งที่เจ้าตัวนอนที่นี่ก็ไม่เคยทำตัวรุ่มร่ามหรือเสียมารยาทเลยสักครั้ง เป็นแบบนี้มาตั้งแต่มารดาเธอยังไม่เสียทำให้มารดาเอ็นดูเพื่อนลูกชายคนนี้มาก
เธอรู้มาว่าบ้านเขารวยและมีหน้ามีตาทางสังคมมากแต่เจ้าตัวกลับทำตัวสบายๆ และไม่เคยทำตัวโอ้อวดเลยสักครั้ง ถ้าเทียบกับฐานะทางบ้านเขาแล้ว บ้านเธอเทียบไม่ติดแม้แต่นิดเดียว
เขาคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ทำตัวปกติมาโดยตลอดจนกระทั่งคืนที่เจ้าตัวมาฉลองเรียนจบมัธยมปลายที่บ้านเธอ ตอนนั้นเธออยู่ปีสี่เทอมสองใกล้จบเต็มทีแล้ว เธอจึงชวนเพื่อนสนิทสองคนคือพลอยใสกับบีน่ามาปาร์ตี้ด้วยกัน
ส่วนน้องชายก็ชวนเพื่อนมาอีกสองคนมาร่วมแจมด้วยซึ่งทุกคนก็เป็นรุ่นน้องที่เธอคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี แม้ไม่ได้มาที่บ้านเธอบ่อยเท่าเขาคนนั้นแต่เธอก็ไม่ได้อึดอัดใจอะไร หลังจากทานข้าวกันเสร็จก็ย้ายออกไปดื่มกันต่อที่หน้าบ้านและวันนั้นแหละที่เธอรู้สึกว่ามีสายตาของใครบางคนมองมาที่เธอตลอดเวลา เจ้าตัวมองนิ่งๆ และคอยแต่จะยกยิ้มมุมปากให้เธอใจสั่นไหว
เธอรู้สึกทำตัวไม่ถูกจนต้องหยิบเครื่องดื่มขึ้นมากระดกดื่มเพื่อดับอารมณ์ตื่นเต้นแปลกๆ ของตัวเอง รู้ตัวอีกทีก็มึนหัวไปหมดแล้ว เธอเห็นว่าเด็กคนนั้นขบขันเธอทำราวกับเธอเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้ประสา ทั้งๆ ที่เธออายุมากกว่าเขาตั้งสามปีจึงอดไม่ได้ที่จะมุ่ยหน้าใส่เขาอย่างหงุดหงิดใจเพราะไม่ชอบที่ถูกเด็กคนนั้นกลั่นแกล้งทางสายตา
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งดึกดื่น เพื่อนๆ ของเธอจึงขอตัวกลับรวมถึงเพื่อนๆ ของน้องชายด้วย แต่จะมีแค่เขาคนนั้นคนเดียวที่ยังไม่เมาและนั่งดื่มต่อกับน้องชายเธอและไม่รู้ว่าทั้งสองคนดื่มกันนานแค่ไหนเพราะเธอได้ขอตัวกลับขึ้นไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวนอน อีกอย่างเธอมึนหัวจนอยากไปอาบน้ำให้สดชื่นด้วย
กระทั่งกลางดึกของคืนนั้นเธอลงมาที่ครัวเพื่อหาน้ำกินเพราะรู้สึกคอแห้งมากจนทนนอนต่อไม่ไหวและเธอก็ต้องตกใจเมื่อเจอกับร่างสูงของใครอีกคนที่ยืนกระดกน้ำอยู่หน้าตู้เย็นโดยที่เขาสวมใส่กางเกงขายาวเพียงตัวเดียว ท่อนบนเปลือยเปล่าจนเห็นร่างกายแข็งแรงและผิวขาวๆ ของเขาอย่างชัดเจน แม้ไม่ได้เปิดไฟจนสว่างจ้าแต่ก็มองเห็นทุกอย่างบนร่างกายเขาอย่างชัดเจนจนเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างไม่รู้ตัว
“หึ! พี่..ดูหิวนะครับ” เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ นั้นมันทำให้คนที่เผลอมองร่างกายเขาสะดุ้งตกใจและใบหน้าก็ร้อนผ่าวอย่างเขินอาย เธอไม่เคยเสียอาการแบบนี้มาก่อนเลย อีกอย่างก็ไม่รู้ว่าที่เขาพูดมันหมายถึงเธอหิวอะไรกันแน่ทำไมสายตาเขามันถึงได้วาววับและลุ่มลึกเป็นพิเศษกว่าทุกวันแบบนั้น…
