บทที่ 8 เจอกันอีกครั้ง
บทที่8
เจอกันอีกครั้ง
หลังจากทานข้าวกับเพื่อนเรียบร้อย ของขวัญก็ขอแยกตัวกลับบ้านเพราะน้องชายเธอกลับมาจากคอนโดแล้ว ส่วนเพื่อนอีกสองคนจะไปช็อปปิงกันต่อ น้องชายเธอคงอยากรู้เรื่องซื้อบ้านคืนแน่ๆ ถึงได้รีบกลับจากคอนโดตั้งแต่ยังไม่เที่ยงขนาดนี้
คีย์มีคอนโดอยู่ใกล้บริษัทด้วยเพราะเจ้าตัวค่อนข้างรักอิสระไม่ชอบอยู่ในกรอบที่คนอื่นวางให้จึงซื้อคอนโดเอาไว้พักผ่อนอีกหนึ่งที่ แต่ส่วนใหญ่ก็จะกลับมานอนที่บ้านกับเธอมากกว่าเพราะเป็นห่วงเธอและเกรงใจคุณจารวีด้วย แต่กับคนอื่นเจ้าตัวก็จะทำตัวต่อต้านหมด โดยเฉพาะสองแม่ลูกที่ชอบพูดจาเหน็บแนมพวกเธอตั้งแต่เหยียบย่างเข้ามาอยู่ในรั้วบ้านเดียวกัน
ของขวัญเดินยิ้มเข้าไปในบ้านเมื่อเห็นว่าน้องชายเดินทางมาถึงแล้ว เธอหิ้วถุงอาหารสองสามอย่างที่สั่งจากร้านที่ไปกินกับเพื่อนมาให้น้องชายด้วยเพราะคิดว่าเจ้าตัวน่าจะยังไม่ได้ทานอะไรมา เมาหนักครั้งไหนชอบทานข้าวไม่ได้ทุกที ต้องรอเวลาให้สร่างเมามากๆ ก่อนถึงจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ส่วนข้าวเหนียวมะม่วงเธอฝากให้พี่น้อยไปจัดการเสิร์ฟให้คุณจารวีแทน พี่น้อยเป็นแม่บ้านและเป็นคนดูแลคุณจารวีอย่างใกล้ชิดและก็เป็นคนที่น่ารักกับพวกเธอสองพี่น้องด้วย
“คีย์ พี่กลับมาแล้วนะ ซื้อข้าวมาให้เราด้วย” เดินเข้ามาในบ้านก็เห็นว่าน้องชายนอนคว่ำหน้าอยู่บนโซฟาราวกับคนยังไม่สร่างเมาแต่เธอคิดว่าเจ้าตัวน่าจะง่วงนอนด้วยมากกว่าเพราะถ้าเป็นวันหยุดอย่าหวังว่าน้องชายเธอจะตื่นเช้าเลย นู่นไม่ตื่นเที่ยงก็ตื่นเย็นไปเลย
“ขอบคุณครับ ผมยังปวดหัวอยู่เลย” คีย์ผงกหัวขึ้นมองพี่สาวก่อนจะพลิกตัวนอนหงายและเหยียดขายาวๆ ของตัวเองพาดไปกับขอบโซฟา เห็นแล้วก็ทำเอาของขวัญต้องยกยิ้มและส่ายหน้าไปมา
“ดื่มหนักขนาดนั้นเลย?” เธอเดินเข้ามานั่งลงขอบโซฟาและมองน้องชายใกล้ๆ ใบหน้าเจ้าตัวดูอิดโรยเล็กน้อยแต่ก็ยังดูดีเหมือนเดิม หล่อขนาดนี้ทำไมถึงไม่มีน้องสะใภ้มาให้เธอได้ชมสักคนก็ไม่รู้ หากน้องเธอรักใครเธอก็พร้อมจะรักคนนั้นด้วยอยู่แล้ว
“ครับ เมื่อคืนก็เมาหลับไปตอนไหนไม่รู้ ไอ้กายเป็นคนไปส่งที่คอนโด มันบอกว่ามันโทรบอกพี่ขวัญให้ผมแล้ว มันโทรจริงหรือเปล่า” ตื่นมาเขาก็โทรขอบคุณมันก่อนก็เลยถามถึงเรื่องที่เขากำชับมันเอาไว้ก่อนที่เขาจะภาพตัด มันบอกว่าโทรบอกพี่สาวเขาเรียบร้อยทำให้เขาไม่ได้เช็กการโทรออกอีกครั้ง
“อืม กายโทรบอกพี่แล้วล่ะ ไม่งั้นพี่คงเป็นห่วงเราแย่”
“หึ ผมก็เลยรีบกลับมานี่ไง กลัวพี่ขวัญเป็นห่วงจนกินข้าวไม่ได้ แต่สรุปคืิอพี่ขวัญออกไปกินข้าวกับเพื่อนซะงั้น” คีย์ลุกขึ้นนั่งและเสยผมยุ่งๆ ของตัวเองให้เป็นทรงก่อนจะมองพี่สาวด้วยแววตาน้อยใจ แต่เขาก็แค่แกล้งพี่สาวเล่นเท่านั้น
“คิก~ งอนหรือไง โตขนาดนี้แล้วงอนเป็นเด็กๆ ไปได้” ของขวัญยกมือขึ้นยีผมน้องชายอย่างมันเขี้ยวก่อนจะเลื่อนมาหยิกแก้มทำเหมือนตอนที่ตัวแสบของเธอยังเป็นเด็กชายตัวน้อยๆ อยู่
“เปล่าสักหน่อย ผมโตแล้วจะงอนพี่ทำไมกัน” เห็นสีหน้าพี่สาวที่ยักคิ้วกวนๆ แล้วก็ทำเขาต้องหลุดขำและอดคิดถึงมารดาไม่ได้ นี่ถ้าผู้เป็นแม่ยังอยู่ชีวิตเขากับพี่สาวคงมีความสุขมากกว่านี้
“นอนพักไปเถอะเราอะ เดี๋ยวพี่ไปจัดอาหารใส่จานให้” ของขวัญลุกขึ้นจากโซฟาและแอบหยิกแก้มน้องชายอีกหนึ่งทีจากนั้นก็เดินหนีเข้าไปในครัว ทิ้งให้คีย์ส่ายหน้าไปมากับความขี้เล่นและขี้แกล้งของพี่สาว คงมีแต่คนสนิทเท่านั้นแหละที่จะได้เห็นมุมนี้ของพี่สาวเขา เจ้าตัวเก็บอารมณ์ความรู้สึกกับคนอื่นเก่งจะตายไป
ใช้เวลาไม่นานมากร่างบางก็กลับออกมาพร้อมถาดอาหารและจัดวางกับข้าวลงบนโต๊ะไว้ให้น้องชายที่ตอนนี้คงลุกไปล้างหน้าล้างตาอีกครั้ง เสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาใกล้ทำให้เธอรู้ว่าเจ้าตัวคงหิวแล้วแน่ๆ ถึงได้รีบร้อนตามมาเพราะปกติคงจะขอนอนต่ออีกสักหน่อย
“หอมจัง จากร้านประจำพี่ขวัญแน่ๆ” คีย์เดินเข้ามาส่องดูอาหารบนโต๊ะก่อนจะนั่งลงด้วยสีหน้าสดชื่นขึ้น
“ใช่จ้ะ ยังอร่อยเหมือนเดิม คีย์ทานเถอะ เดี๋ยวพี่นั่งคุยเป็นเพื่อน” เธอยกแก้วน้ำมาวางให้น้องและเอาข้าวเหนียวมะม่วงที่ซื้อมาอีกชุดมานั่งทานเป็นเพื่อนน้องชายเพราะเธอกินข้าวต่อไม่ไหวแล้ว คงกินได้แค่ของหวานเท่านั้น
“ขอบคุณครับ…ว่าแต่พรุ่งนี้เราต้องไปงานวันเกิดพ่อไอ้กายกับคุณๆ บนตึกใหญ่มั้ยอะ” เมื่อคืนที่ไปดื่มกับเพื่อนก็ได้คุยๆ กันถึงเรื่องงานวันเกิดพ่อของกายด้วย แต่เขาเองก็ยังไม่ได้รับปากมันว่าจะไปมั้ยเพราะต้องรอคำสั่งจากบ้านใหญ่ซะก่อน
“อืม ก็คงต้องไปเหมือนเดิมนั่นแหละ” ของขวัญว่าอย่างปลงๆ
“เฮ้อ น่าเบื่อ!” ร่างสูงตีสีหน้าบึ้งตึงอย่างไม่ชอบใจนัก
“เอาน่า คิดซะว่าทำเพื่อคุณวีนะ”
“ที่ผมทนอยู่ที่นี่เพราะพี่ขวัญต่างหาก ผมทิ้งพี่ไม่ได้พี่ก็รู้” ถ้าเหลือเขาตัวคนเดียวให้ตายยังไงเขาก็จะไม่มาเหยียบที่นี่เด็ดขาด หากต้องทดแทนบุญคุณ เขาก็ขอทดแทนด้วยวิธีอื่นจะดีกว่า แต่เพราะคำพูดคุณจารวีมันมีบางอย่างที่ทำให้เขาคลางแคลงใจบวกกับไม่สามารถทิ้งพี่สาวให้อยู่ที่นี่ตามลำพังได้ เขาถึงได้ทนอยู่ในบ้านหลังนี้และปล่อยให้คนที่ไม่ชอบเราดูถูกเหยียดหยามอยู่แบบนี้ยังไงล่ะ
“งื้อ น้องชายใครเนี่ย น่ารักจริงๆ เลย” เธอไม่อยากให้น้องชายอารมณ์ไม่ดีถึงได้เปลี่ยนไปแกล้งหยอกล้อแทน ถึงยังไงตอนนี้เธอกับน้องก็ต้องอาศัยอยู่กับคนที่นี่ไปก่อนนั่นแหละ เอาไว้เธอได้บ้านคืนมาก็ค่อยว่ากันอีกที ยังมีหลายอย่างที่เธอยังไม่ได้คำตอบอย่างชัดเจนจากคุณจารวีเลย
“พี่ขวัญก็ใจเย็นแบบนี้ตลอดแหละ” คีย์ส่ายหน้าไปมาและก็ยอมคุยไปถึงเรื่องอื่นๆ กับพี่สาว ทั้งสองคนพูดคุยกันถึงเรื่องบ้านหลังเดิมและแพลนต่างๆ ในอนาคตที่ทั้งสองคนวางเอาไว้โดยไม่คิดจะบอกเรื่องพวกนี้ให้คนอื่นได้รู้ สักวันพวกเธอจะต้องกลับไปอยู่ที่บ้านหลังเดิมให้ได้…
วันต่อมา ณ โรงแรม PX
รถยนต์คันหรูมากมายขับเข้ามาเทียบจอดหน้าโรงแรมที่ใช้เป็นสถานที่จัดงานวันเกิดของนักธุรกิจใหญ่ที่เป็นที่รู้จักของใครหลายๆ คน ตระกูลวิเศษภูมิพงศ์ทำธุรกิจหลายอย่างและประสบความสำเร็จมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษแล้ว ธุรกิจส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ จนกระทั่งถึงรุ่นของคุณการัณย์ที่เจ้าตัวมาจับธุรกิจนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มและมาสร้างโรงงานกลั่นเองเพื่อจะได้จำหน่ายน้ำมันไปทั่วประเทศได้ เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากของครอบครัวเขา
อีกทั้งยังมีธุรกิจขนส่งสินค้าระหว่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางเครื่องบินหรือทางเรือ เรียกได้ว่าตระกูลวิเศษภูมิพงศ์ก็คือเหมาหมด ไม่อย่างนั้นครอบครัวเขาคงไม่รวยติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทยทำให้มีนักธุรกิจหลายคนอยากเข้ามาสานสัมพันธ์ด้วย ใครมีลูกสาวก็อยากจะมาเป็นทองแผ่นเดียวกันเพราะคุณการัณย์มีลูกชายเพียงคนเดียวนั่นคือก็คือ กาย การินทร์ วิเศษภูมิพงศ์ที่ตอนนี้เจ้าตัวได้เรียนจบปริญญาโทจากประเทศอังกฤษและพึ่งจะเดินทางกลับมาที่ประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้
“พี่ขวัญ ดูไอ้กายดิ พี่ว่ามันโตขึ้นมากมั้ย” สองพี่น้องที่มาร่วมงานวันเกิดตามคำสั่งของคนที่บ้านใหญ่กำลังจับจ้องไปยังบุคคลที่น่าจะเป็นคนสำคัญที่สุดของงานในวันนี้ เพราะดูเหมือนว่าเจ้าของงานจะไม่ใช่แค่จัดงานวันเกิดให้ตัวเองแต่น่าจะจัดงานวันนี้ขึ้นเพื่อแนะนำลูกชายเพียงคนเดียวของตัวเองให้คนอื่นๆ ได้รู้จักด้วย
คีย์ยกยิ้มอย่างภูมิใจในตัวเพื่อนเพราะกลับมาครั้งนี้กายโตขึ้นมากและเขาคิดว่าพี่สาวเขาก็น่าจะคิดแบบเดียวกัน เพราะเมื่อก่อนพวกเขายังเป็นเด็กมัธยมที่ชอบแกล้งพี่ขวัญให้ปวดหัวอยู่เลย
“อืม โตขึ้นมากจริงๆ” ของขวัญจับจ้องที่ร่างสูงของคนที่เธอไม่ได้เจอมานานถึงหกปีด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาดูโตขึ้นมากและดูจะสูงขึ้นนิดหนึ่งด้วย ปกติเขาก็ตัวสูงและหุ่นดีมากอยู่แล้ว แต่กลับมาคราวนี้เขาดูโตเป็นหนุ่มเต็มตัว ทั้งท่าทางและสีหน้าดูนิ่งเรียบและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นจนเธอใจหาย เด็กสิบเก้าในวันนั้นโตขึ้นขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย คำพูดที่เขาพูดกับเธอครั้งสุดท้ายมันย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำจนเธอรู้สึกใจวูบโหวง
“พี่คิดว่าผมจะอายุเท่านี้ไปตลอดชีวิตเลยเหรอ? ไม่คิดว่าผมจะโตขึ้นมากกว่านี้หรือไง”
และใช่ตอนนั้นเธอไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยแต่ตอนนี้คำพูดของเด็กคนนั้นกำลังกลับมาตอกย้ำเธอว่าเขาได้โตขึ้นแล้วจริงๆ แถมยังหล่อเหลาและมีเสน่ห์มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ดูจากสายตาของสาวๆ ในงานที่เมียงมองไปที่เขาอย่างเปิดเผย บ่งบอกว่าสนใจและอยากสานสัมพันธ์กับเขาใจจะขาด เห็นแล้วก็รู้สึกคันยิบๆ ที่หัวใจ
ใบหน้าหล่อเหลาที่มีรอยยิ้มนิดๆ ให้กับผู้ใหญ่นั้นเป็นภาพที่เธอละสายตาไม่ได้จริงๆ วันนี้เขาเพียงใส่เสื้อเชิ้ตสีกรมท่ากับเสื้อสูททับง่ายๆ เท่านั้น แต่กลับดูดีและโดดเด่นกว่าทุกคนในงานนี้ก็ว่าได้ ของขวัญสะดุ้งตกใจเมื่อคนที่เธอแอบมองได้หันกลับมาสบตาเธอตรงๆ เขามองเธอนิ่งๆ และยกยิ้มมุมปากก่อนจะหันกลับไปพูดคุยกับนักธุรกิจคนอื่นที่เข้ามาพูดคุยกับเขาต่อ
เธอใจเต้นแรงมากเพราะแค่สายตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองมาที่เธอก็เหมือนถูกเขามองทะลุไปถึงหัวใจของเธอจนกลัวว่าเขาจะรู้ว่าเธอเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ เธอรีบหันหน้าหนีไปอีกทางพร้อมกับพยายามตั้งสติและบอกตัวเองว่าต้องใจเย็นๆ และอย่าประหม่าจนเกินไป เรื่องราวระหว่างเธอกับเด็กคนนั้นมันเป็นอดีตไปแล้ว เขาคงไม่คิดอะไรแบบนั้นกับเธออีกแล้วล่ะ
“ยืนอยู่ตรงนี้กันนี่เอง มาทางนี้กับฉันเถอะ เดี๋ยวฉันจะพาพวกเธอไปทักทายและฝากตัวกับคุณการัณย์” จารวีเดินเข้ามาหาสองพี่น้องที่ยืนอยู่ตรงโซนเครื่องดื่มและไม่ยอมไปทำความรู้จักกับนักธุรกิจคนอื่นๆ ช่างไม่เหมือนกับลูกชายลูกสาวของอรญากันซะเลย รายนั้นนะลากลูกๆ ไปฝากตัวกับคนอื่นทั่วงานแล้ว
ทุกคนไม่ต้องแปลกใจหรอกนะว่าทำไมสามีเธอถึงให้อรญามางานนี้ด้วยเพราะเจ้าตัวร้องขอจะมาด้วยน่ะสิ อีกอย่างทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าสามีเธอเป็นพวกมีเล็กมีน้อยมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ แล้ว ตอนนี้ดีหน่อยที่เหลือแค่เธอกับอรญาทำให้เธอปวดหัวน้อยลงหน่อย การเป็นเมียหลวงและปล่อยให้สามีไปมีเล็กมีน้อยไม่ใช่ว่าเธอไม่เจ็บ แต่มันเจ็บจนชินชาแล้ว ในเมื่อเปลี่ยนเขาไม่ได้ก็อยู่กันไปแบบนี้แหละ
อีกอย่างเธอก็เลือกเขามาเป็นสามีเอง ความรักที่มีให้มันก็ยังคงมีอยู่นั่นแหละแต่ตอนนี้มีเรื่องอื่นที่สำคัญมากกว่า อย่างน้อยการเป็นคุณผู้หญิงของบ้านนี้ก็ยังทำให้เธอปกป้องเด็กสองคนตรงหน้าได้และยังช่วยรักษาสิทธิ์ที่ควรจะได้ให้กับทั้งสองคนด้วย
ส่วนระหว่างเธอกับสามีก็ปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้แหละ ถือว่าอยู่กันเพราะผลประโยชน์และหน้าตาทางสังคมก็แล้วกัน แม้ใจจะเคยคิดอยากหย่าขาดแต่ก็ไม่อยากให้คนอย่างอรญามาลอยหน้าลอยตาฮุบทุกอย่างไปเพราะคนอย่างอรญาไม่ควรจะได้อะไรจากสามีเธอด้วยซ้ำ!
“ค่ะคุณวี เอ่อ…แล้วคุณยุทธล่ะคะ” ของขวัญวางแก้วเครืื่องดื่มลงและเข้าไปประคองอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล คีย์ที่เห็นแบบนั้นจึงเป็นคนทำหน้าที่แทน เขายื่นแขนตัวเองออกไปให้คุณจารวีจับเพื่อทรงตัวจะได้ไม่ปวดขาจนเกินไป สองพี่น้องมักจะช่วยกันดูแลผู้มีพระคุณแบบนี้เสมอ
“พ่อเราอะเหรอ นู่นโดนอรญาควงแขนไปทั่วงานแล้ว” ของขวัญเพียงแค่ยิ้มบางๆ ไม่ได้อยากใส่ใจผู้ชายคนนั้นจริงๆ หรอก คนที่ไล่แม่เธอออกจากบ้านจนต้องไปใช้ชีวิตข้างนอกอย่างลำบาก แม้แต่คำว่าพ่อเธอก็ไม่สามารถเรียกอีกฝ่ายได้และไม่ใช่แค่เธอที่่เจ็บช้ำน้องชายเธอที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกชู้ก็เจ็บช้ำไม่ต่างกัน
อันที่จริงพวกเธอก็ใช้ชีวิตมีความสุขอยู่แล้ว แม้จะมีแค่มารดาที่เลี้ยงดูมาแต่ความรักความอบอุ่นที่มารดามอบให้ก็ไม่เคยทำให้พวกเธอสองพี่น้องรู้สึกขาด กระทั่งมารดามาเสียชีวิตคำว่าความสุขของพวกเธอก็หายไปทันทีแถมยังต้องกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ทำให้พวกเธอเจ็บปวดอีก มันค่อนข้างอึดอัดแต่ก็ต้องทำใจยอมรับจนกว่าจะหลุดพ้นไปเอง…
