บทที่ 2 EP. 01|ปล้นใจพี่หมอมาดนิ่ง (1/2)
บทที่ 1
ช่วงเช้าของวันใหม่
หมู่บ้านพาฝัน
“พิม ถ้าเธอยังทำหน้าเศร้าอยู่อย่างนั้นแล้วลูกของเราจะไปสบายได้ยังไง เข้มแข็งหน่อยสิ” ระหว่างที่ฉันกำลังก้มตัวจัดแจงพื้นที่บริเวณท้ายรถเก๋งเพื่อให้มันสามารถวางกระเป๋าเดินทางได้ จู่ ๆ เสียงพูดของพ่อก็ดังขึ้นมาจากด้านข้าง พอฟังดูแล้วทำไม...มันถึงให้ความรู้สึกที่ไม่ดียังไงก็ไม่รู้นะ
“ฮือ ๆ พี่ปราบ” จากนั้นเสียงที่กำลังรับไม้ต่อจากพ่อก็คือแม่ แหม ๆ ส่งต่อกันเป็นกีฬาวิ่งเปี้ยวเชียว!
“โอ๊ย! พ่อ!แม่! หนูยังไม่ตายค่ะ!” เสียงหัวเราะคิกคักตามด้วยท่าทางที่ดูสนุกสนานเมื่อได้เห็นลูกสาวของตัวเองกำลังโมโหอยู่ เล่นทำเอาคนที่โดนแกล้งอย่างฉันทำได้แค่ยืนนวดขมับตัวเองสักพักแล้วถึงค่อยก้มตัวลงไปจัดแจงของที่เหลือต่อ
สวัสดีค่ะฉันชื่อ “ต้า” เป็นเด็กผู้หญิงร่างเล็กบอบบางที่เกิดและเติบโตมาในจังหวัดกาญจนบุรี ผู้ที่ไม่เคยแม้แต่จะย่างก้าวออกนอกเขตจังหวัดเลยสักครั้งในชีวิต เพราะตอนเรียนก็เรียนที่นี่ พอได้งานทำก็ได้งานทำที่นี่ จึงทำให้ฉันไม่เคยออกไปไหนไกลมาก่อน ยกเว้นตอนนี้ที่ชีวิตของฉันมันกำลังเปลี่ยนไป
ส่วนคู่รักที่แกล้งฉันเมื่อกี้ก็คือคุณพ่อและคุณแม่ของฉันเอง พวกท่านเป็นแบบนี้เสมอ ชอบแกล้งลูกสาวเป็นชีวิตจิตใจ วันไหนที่ไม่ได้แกล้งก็คงจะพากันนอนไม่หลับ ถึงได้ชอบแกล้งฉันตั้งแต่เด็กจนโต แน่นอนว่าฉันชินแล้ว แต่แค่ปากมันชอบรับมุกพวกท่านไปเองมากกว่าก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
วันนี้ฉันต้องออกเดินทางไปยังจังหวัดตราด เพื่อไปทำงานในฐานะผู้จัดการชั่วคราวแทนผู้จัดการคนเก่าที่พึ่งยื่นเรื่องลาพักครั้งใหญ่ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน พี่ขุน...ไม่สิ เจ้านายหรือผู้บริหารของโรงแรมชื่อดังอย่างโรงแรมอินเตอร์เนสเตอร์ก็เลยออกคำสั่งให้ฉันไปทำหน้าที่แทนคนเก่าชั่วคราว
ฟังดูดีเนอะ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่เลยสักนิดเพราะการที่พี่ขุนให้ฉันไปอยู่ที่นู่นก็เพราะเข้าข้างแฟนตัวเองอีกตามเคย เนื่องจากแฟนนางหึงที่ฉันสนิทสนมกับพี่ขุนเกินควรจนคิดมโนไปเองว่าฉันจะมาแย่งแฟนของนาง ทั้งที่ความจริงฉันกับพี่ขุนเราสองคนเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันเท่านั้น แล้วฉันก็คิดกับพี่ขุนเหมือนพี่ชายมากกว่าเชิงชู้สาวอีก
เอาเถอะถือว่าฉันมันมีวาสนาเท่านี้ก็ต้องก้มหน้ายอมรับในดวงชะตาของตัวเองต่อไป แต่ก็ถือว่าไม่ได้แย่อะไร เพราะอย่างน้อย ๆ มันก็ทำให้ฉันรู้ว่าพี่เขาก็ยังคงจำเรื่องนั้นได้อยู่ ถึงได้ตั้งใจส่งฉันไปที่จังหวัดนั้น แค่นี้ฉันก็ไม่รู้สึกโกรธหรือต้องโมโหอะไรพี่เขาต่อละ
“ลุงเงิน ฉันฝากลุงพามันแวะไปที่หมู่บ้านทัพไทยก่อนนะจ๊ะ แล้วค่อยไปส่งมันที่สนามบินต่อ” พอฉันจัดแจงสัมภาระตัวเองเสร็จ แม่ก็เดินไปหาชายสูงอายุแต่ร่างกายภายนอกกลับดูแข็งแรงยิ่งกว่าคนที่เด็กกว่าอย่างพ่อของฉันกำลังยืนเท้าสะเอวก้ม ๆ เงย ๆ แถวบริเวณด้านหน้ารถเสมือนว่ากำลังตรวจดูเครื่องยนตร์เพื่อเช็กความเรียบร้อยก่อนจะใช้งาน
“…” ส่วนคนโดนไหว้วานก็ทำเพียงแค่ยืนพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นก็หันกลับไปสนใจเครื่องยนตร์รถต่อ
ลุงเงินแกเป็นลุงข้างบ้านที่เห็นฉันมาตั้งแต่เด็ก พอรู้ว่าฉันจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วแกก็อาสาขอเป็นคนไปส่งแทน เพราะพ่อกับแม่ต้องไปขายของในตลาดกันต่อ ทั้งสองก็เลยยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ต้องปิดร้านเพื่อเอาเวลาไปส่งฉัน ช่างเป็นพ่อแม่ที่รักฉันซะเหลือเกิน ;-;
สำหรับหมู่บ้านทัพไทยที่แม่พูดถึงเมื่อกี้...ฉันจำได้เป็นอย่างดีว่าเป็นที่อยู่ของใคร แต่แค่ไม่เข้าใจว่าให้ฉันไปทำไมในเมื่อฉันเองก็ไม่ได้ไปบ้านนั้นนานมาแล้วตั้งแต่
“น้าอรกับอาแหลมเขาอยากเจอแก แกก็ไปหาเขาหน่อยพอเห็นว่าแกจะไม่อยู่ที่นี่แล้วก็คงใจหายนั่นแหละ อีกอย่างพี่เขาก็อยู่ที่นู่น คงจะวานให้แกเอาของไปเผื่อพี่เขาด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้” แม่คงเห็นว่าฉันเอาแต่ทำหน้าไม่เข้าใจก็เลยอธิบายออกมาให้ฟังว่าทำไมฉันถึงต้องไปที่หมู่บ้านทัพไทยก่อน แต่พอได้ฟังเหตุผลแล้วก็เล่นทำเอาใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะ
“เก็บอาการหน่อยลูก” คุณพ่อที่เอาแต่ยืนเงียบในตอนแรกพอเห็นว่าฉันทำท่าทางบิดตัวไปมาก็เริ่มแซวฉันขึ้นมาบ้าง
“ไป ๆ ไปกันได้แล้วก่อนที่จะมืดค่ำ ส่วนแกถ้าไปถึงบ้านนั้นแล้วก็อย่าไปทำอะไรโก๊ะ ๆ ล่ะเข้าใจไหม” แม่จูงมือฉันพาเดินไปที่รถพร้อมดันให้ฉันเข้าไปนั่งด้านใน เมื่อเห็นว่าฉันกำลังทำท่าทางอิดออดไม่ยอมขึ้นรถสักที ไม่ใช่แค่คนอื่นหรอกนะที่ใจหาย ฉันที่อยู่บ้านนี้มาทั้งชีวิตก็ใจหายเหมือนกันเมื่อรู้ว่าตอนนี้ต้องออกไปอยู่ไกลบ้านแล้วอย่างนี้
“โธ่แม่...อยากให้ฉันรีบไปขนาดนั้นเชียวเหรอ ฉันเสียใจนะเนี่ยรู้ไหม” หลังจากถูกดันเข้ามานั่งในรถพร้อมประตูที่ถูกปิดตามมาฉันก็รีบหมุนกระจกลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียน้อยใจให้อีกฝ่ายได้ยิน
“เสียใจอะไรของแก โตแล้วก็รับผิดชอบดูแลตัวเองให้ดีอย่าทำให้ฉันกับพ่อของแกเป็นกังวลก็พอ ไปเถอะจ้ะลุงเงินเดี๋ยวจะไม่ทัน”
“เอ้า! แม่! แม้! ~” เสียงร้องของฉันโดนลมพัดไปจนหมดเพราะหลังจากแม่พูดจบแล้วใช้มือตบท้ายรถ ลุงเงินแกก็เหยียบคันเร่งสุดเท้าออกตัวอย่างกับอดีตนักแข่งรถรุ่นเก๋าจนลมพัดตีหน้าเข้าปากฉัน เกือบรีบหมุนกระจกขึ้นแทบไม่ทัน
“แม่ไม่รักฉันเหรอลุงถึงได้ไล่ฉันขนาดนี้”
“เอ็งก็หันกลับไปมองให้ดีสินางหนูว่าทำไมแม่ของเอ็งถึงให้ฉันรีบขับออกมาอย่างนี้” จบคำพูดของคนด้านหน้า ฉันก็รีบขยับตัวหันกลับไปมองด้านหลังอีกครั้ง ถึงได้รู้ความหมายของคำพูดเมื่อกี้ว่าลุงเงินต้องการสื่อถึงอะไร
“แม่...” ฉันใช้มือแตะลงที่กระจกหลังเมื่อได้เห็นใบหน้าของพ่อแม่ แม้ระยะทางมันจะห่างไกลออกมาแล้ว แต่สายตาฉันมันดีพอที่จะมองออกว่าทั้งสองคนกำลังแสดงสีหน้าแบบไหน
หมู่บ้านทัพไทย
ใช้เวลานานเกือบชั่วโมง กว่าจะมาถึงหมู่บ้านทัพไทยดีหน่อยที่ระยะทางบ้านของฉันกับบ้านของน้าอรและอาแหลมค่อนข้างห่างไกลกันพอสมควร จึงทำให้ฉันมีเวลาปรับอารมณ์ใหม่ก่อนจะไปเจอคนที่ฉันเองก็นับถือว่าเป็นพ่อและแม่อีกคนไม่น้อยไปกว่าพ่อแม่แท้ ๆ
