บทที่ 6 EP. 03|ปล้นใจพี่หมอมาดนิ่ง (1/2)

บทที่ 3

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วแค่นี้นะคะ ต้าจะไปหาอาแหลม” ว่าจบก็รีบส่งสายต่อไปให้น้าอรพร้อมทำหน้าบึ้งตึงจนน้าอรถึงกับยกมือขึ้นมาแตะลงบนบ่าของฉันคล้ายกำลังปลอบใจ

ไม่ว่าตอนเด็กหรือตอนโตพี่เขามักจะดุฉันอยู่เสมอ และฉันเองก็เถียงพี่เขากลับด้วยเหมือนกันจึงทำให้น้าอรชินแล้ว และพอฉันถูกดุจนหน้าบึ้งเหมือนเมื่อกี้ เธอก็มักจะชอบทำอย่างนี้เป็นประจำเหมือนต้องการปลอบใจฉัน

“อินว่าอะไรน้องอีก น้องก็บอกแล้วไงว่าไปเพื่อทำงาน ว่าแต่ใครบอกลูกเรื่องนี้หึ?”

“…”

“แล้วลูกรู้ได้ยังไงว่าตอนนี้น้องอยู่ที่บ้านของเรา”

“…” ฉันยืนฟังบทสนทนาของสองแม่ลูกไปสักพักก็เริ่มขมวดคิ้วเป็นปม เพราะตอนแรกที่เข้าใจคือคิดว่าน้าอรเป็นคนบอกพี่อินเรื่องนี้ แต่ทำไมฟังไปฟังมาเหมือนไม่ใช่อย่างที่คิดซะงั้นหรือพ่อกับแม่ของฉันบอกงั้นเหรอ? ไม่หรอกฉันก็กำชับไปแล้วนี่นาว่าห้ามบอก

ห้องพระ

หลังจากน้าอรวางสาย เธอก็พาฉันเดินมาที่ห้องด้านหลังที่ไม่มีประตูเหมือนห้องอื่น ภายในห้องนี้ไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมายสักเท่าไร จะมีก็แค่ดอกไม้ธูปเทียนและกรอบรูปองค์เทพทุกแขนงรวมไปถึงผ้ายันต์มากมายถูกแปะตามผนังห้องแค่นั้น

และตอนนี้ตรงกลางห้องก็กำลังมีชายดูมีอายุที่ฉันคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะนั่งสีน้ำตาลด้านล่างของเบาะถูกปูด้วยพรมสีแดงรอบกายของชายคนนี้มีแต่ควันธูปที่ถูกจุดเอาไว้ล่องลอยอยู่ในอากาศ และก็ค่อย ๆ หายไปตามทิศทางลมที่ถูกพัดเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดอยู่

“…” ฉันหันไปมองหน้าน้าอรว่าควรทำอย่างไรต่อ แต่ดูเหมือนเธอจะไม่พูดอะไรนอกจากจูงมือฉันเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงเบาะนั่งสีน้ำตาลอีกเบาะแทน ซึ่งมันถูกจัดวางอยู่ด้านหน้าของอาแหลมโดยที่อาแหลมเองก็เหมือนว่ายังคงหลับตาอยู่เหมือนเดิม นั่นยิ่งทำให้ฉันเกร็งเข้าไปกันใหญ่ ไม่ว่าจะเดินหรือนั่งฉันก็จะพยายามทำให้มันเงียบมากที่สุด

“เดี๋ยวน้าไปเอาน้ำมาให้นะจ๊ะ” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นข้างหู แต่พอกำลังจะหันไปพูดว่าไม่เป็นไรค่ะ ก็ดูเหมือนจะสายไปแล้ว หากจะให้ตะโกนบอกตามหลังก็เกรงใจอาแหลมเหลือเกิน

สิ่งที่ฉันพอทำได้คือนั่งเงียบไปเรื่อย ๆ จนกว่าน้าอรจะเข้ามา หรือจนกว่าอาแหลมจะทำในสิ่งที่อาแกทำเป็นประจำเสร็จนั่นแหละ

“…” แต่จะว่าไปก็แอบเมื่อยเหมือนกันนะ เพราะท่าที่ฉันกำลังนั่งอยู่มันเป็นท่านั่งคุกเข่า ตอนแรกที่นั่งท่านี้มันก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่พอนานเข้าก็เริ่มรู้สึกขึ้นมาน่ะสิ เอาไงดีเปลี่ยนไปเป็นนั่งขัดสมาธิแทนดีไหมนะ ฉันขอไม่คิดให้เสียเวลาดีกว่าเอาเป็นว่าเปลี่ยนเลยแล้วกันเพราะเมื่อยไม่ไหว!

ฟี้ววว ~ กึ้ก ๆ

“!” ฉันที่กำลังนั่งทุบขาตัวเองเบา ๆ อยู่ จู่ ๆ ก็มีเสียงเหมือนอะไรกระทบกันดังจนต้องรีบเงยหน้า และหันไปมองยังต้นเสียงก็พบว่าหน้าต่างที่เปิดอยู่มันเลื่อนไปกระแทกเข้ากับอีกบานจนเกิดเสียงดังอย่างที่ได้ยินเมื่อกี้

เป็นเพราะลมงั้นเหรอ...แต่ทำไมฉันกลับไม่เห็นรู้สึกเย็นอะไรเลยล่ะ แถมด้านนอกลมก็ไม่ได้พักแรงขนาดนั้นด้วย

หรือว่าจะเป็น ไม่ ไม่ ไม่หรอก แกอย่างคิดมากเลยต้า ดูตรงหน้าแกสิมีทั้งพระ มีทั้งเทพ ไหนจะอาแหลมอีก สิ่งที่เธอกำลังคิดอยู่ในหัวไม่มีทางเข้ามาในนี้ได้หรอก

ใจเย็นไว้ มันไม่มีอะไร ~

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะหนูต้า” เสียงของอาแหลมช่วยเรียกสติที่กำลังแตกกระเจิงของฉันให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน

“สวัสดีค่ะอาแหลม” ฉันยกมือไหว้ผู้ชายตรงหน้าโดยที่สายตายังคงแอบเหล่มองหน้าต่างบานเดิมอยู่ ไม่รู้เพราะอะไรถึงละสายตาไม่ได้ รู้แค่ว่าตอนนี้กลัวมากจนจะทำตัวไม่ถูกอยู่แล้ว ฮือ T^T

“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ลมพัดน่ะ” อาแหลมคงจะรู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่ถึงได้พูดปลอบใจออกมา คงอยากทำให้ฉันสบายใจและไม่คิดมาก ฉันเองก็กำลังพยายามคิดอย่างนั้นอยู่เหมือนกันนะ เพียงแต่ว่าสถานการณ์มันไม่ค่อยสมเหตุสมผลให้คิดแบบนั้นเท่าไรนี่สิคือปัญหาหลักเลย

“เห็นปราบบอกว่าหนูต้องไปทำงานที่นู่น”

“ใช่ค่ะ แต่แค่ชั่วคราวค่ะอาแหลม พอดีพนักงานที่สาขานั้นเขาลาพักร้อน คนไม่พอก็เลยให้ต้าไปทำแทน” ก็ไม่ได้อยากโกหกผู้ใหญ่หรอก เพียงแต่เห็นผลที่ไอ้พี่ขุนมันให้มาดันเป็นเรื่องที่ฉันไม่อยากพูดให้ผู้ใหญ่ฟังมากที่สุดน่ะสิ

“น้ำจ้ะ” เสียงน้าอรเอ่ยพูดพร้อมถาดบรรจุแก้วและขวดน้ำถูกวางลงด้านหน้าของฉันและอาแหลม

“ขอบคุณค่ะ”

“รับไปสิหนูต้า” ฉันหันกลับไปมองที่อาแหลมและขมวดคิ้วสงสัยหลังเห็นของบางอย่างบนฝ่ามือ มันคือสร้อยคอทั่วไปเพียงแต่ค่อนข้างเก่าและโบราณมากไปหน่อย ให้อารมณ์ไม่อยากรับมาสักเท่าไร ไม่ใช่เพราะมันไม่แฟชั่นนะ แต่เพราะกลัวมากกว่าน่ะสิ

“ขะ...ขอบคุณค่ะ” แต่จะให้ปฏิเสธก็ทำไม่ได้เหมือนกัน

“อาจดูเก่าไปหน่อย แต่ไม่มีอะไรที่หนูต้องกลัวหรอกจ้ะสร้อยเส้นนี้เป็นของเก่าแก่ที่ถูกส่งต่อกันมาหลายรุ่นแล้ว น้าอยากให้หนูต้าเก็บรักษาไว้ให้ดี และห้อยไว้ที่คอเสมอ”

“ของสำคัญแบบนี้หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” ฉันรีบคืนให้อาแหลมหลังน้าอรอธิบายเกี่ยวกับสร้อยเส้นนี้ให้ฟัง ของสำคัญมากแบบนี้ฉันไม่กล้ารับไว้หรอกฉัน ยิ่งเป็นคนไม่รักษาของอยู่ด้วย

“อาอยากให้ เพราะสิ่งนี้สามารถปกป้องหนูได้ อย่างน้อยให้อากับน้าอรและพ่อแม่ของหนูสบายใจเถอะ เพราะข้างนอกมันมีแต่เรื่องอันตราย ยิ่งอยู่ห่างไกลจากคนรู้จักก็ยิ่งอันตราย”

“โหอาแหลมพูดอย่างนี้หนูก็กลัวแย่สิคะ” ฉันดึงมือกลับมาที่ตัวเองหลังได้ฟังสิ่งที่อาแหลมพูดแล้วก็เกิดความรู้สึกอยากเก็บสร้อยเส้นนี้เอาไว้แทนที่จะส่งคืนคนตรงหน้าอย่างที่ตั้งใจ ฉันคิดว่าอาแหลมคงเห็น หรือรู้อะไรมาแน่ถึงได้ให้ของสำคัญอย่างนี้มา ถ้าไม่รับไว้คนที่ซวยมันก็จะเป็นฉันเองนี่แหละอย่างน้อยเก็บไว้กับตัวให้สบายใจดีกว่า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป