บทที่ 3 1

สถานสงเคราะห์เด็ก บ้านเรืองตะวัน

สถานสงเคราะห์เด็กเล็ก ณ จังหวัดปราจีนบุรีก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้งและช่วยคัดสรรหาครอบครัวที่พร้อมดูแลเพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีครอบครัวที่อบอุ่น

เช่นเดียวกับในวันนี้ที่อากาศดูจะเป็นใจท้องฟ้าสีครามปลอดโปร่ง ลมเย็นพัดโบกใบไม้ปลิวไสวจากที่เมื่อสองวันก่อนมีพายุเข้าหนักมืดครึ้ม ดั่งคำสุภาษิต ฟ้าหลังฝนย่อมดีกว่าเสมอ..เพราะตอนนี้บ้านเรืองตะวันมีข่าวน่ายินดีมาก ๆ

ในห้องทำงานชั้นสองของบ้านไม้ทรงไทยที่เมื่อห้าปีก่อนเป็นบ้านเรือนไทยธรรมดาแต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นสถานที่สงเคราะห์เด็ก ในตอนนี้กำลังพูดคุยเรื่องสำคัญกับการคัดเด็กเข้าสู่ครอบครัวใหม่

“วันนี้มีผู้ใหญ่ใจดีกำลังเข้ามาเลือกรับเด็กไปเป็นลูกบุญธรรมนะ”

“รอบนี้พวกเขาต้องการรับเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชายเหรอคะแม่เดือน” พิมพ์เป็นพี่เลี้ยงคอยช่วยดูแลเด็ก ๆ เอ่ยถามกับผู้อำนวยการก่อตั้งบ้านเรืองตะวันหรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าแม่เดือน

“รอบนี้มาเลือกเป็นเด็กผู้หญิงน่ะ แล้วมีมาถึงสี่ครอบครัวเลยล่ะ” แม่เดือนในวัยสี่สิบปีเอ่ยบอกพิมพ์ที่มีอายุยี่สิบห้าปีคนที่ทำงานกับเธอมาเกือบสามปีแล้ว

“ต้องการรับเลี้ยงเด็กผู้หญิงทั้งหมดสี่ครอบครัวเลยใช่ไหมคะ”

“ใช่จ้ะ วัยสี่ถึงห้าขวบนะ”

“งั้นก็มีแค่ยัยหนูสี่คนที่เข้าเกณฑ์การพิจารณารับเลี้ยง..” พิมพ์ทำเสียงเศร้าเพราะเธอสนิทกับเด็กน้อยทั้งสี่คนมาก ดูแลมาตั้งแต่พวกเธออายุได้ประมาณหนึ่งขวบ

“ถึงเวลาส่งเด็ก ๆ ไปมีครอบครัวแล้วล่ะพิมพ์”

เดือนหรือที่เด็ก ๆ เรียกว่าแม่เดือนเจ้าของสถานสงเคราะห์เรืองตะวันคนที่เด็กรักมาก เพราะแม่เดือนนั้นดูแลใส่ใจเด็กทุกคนเหมือนลูกตัวเอง

ตอนนี้ในใจของหญิงวัยกลางคนมีความรู้สึกเศร้าไม่ต่างกับหญิงสาว เธอยืนมองออกไปนอกหน้าต่างจากชั้นสองของห้องทำงานดูเด็ก ๆ ทั้งสี่คนวิ่งเล่นกันที่สนามหน้าบ้าน

“นี่ก็ผ่านมาสี่ปีแล้วนะที่ฉันก่อตั้งศูนย์สงเคราะห์เด็ก” 

เดือนนึกย้อนไปยังวันแรก จุดเริ่มต้นการเปิดศูนย์สงเคราะห์เด็ก ในชื่อบ้านเรืองตะวัน ก็มาจากเด็กทั้งสี่คน พวกหนูน้อยที่ถูกทอดทิ้งอยู่ในโรงพยาบาลวันเดียวกันกับที่เดือนสูญเสียสามีกับลูกทั้งสี่คนจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ โชคร้ายในโชคดีเธอไม่ได้อยู่บนรถ จึงเหลือรอดเพียงคนเดียว

เธอได้ยินพยาบาลพูดคุยเรื่องเด็กทารกที่ถูกทอดทิ้งเอาไว้ที่โรงพยาบาลถึงสี่คน ด้วยความที่เธอก็พอมีฐานะมีคนนับหน้าถือตาจึงพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลว่าจะขอรับเด็กทั้งสี่คนไปดูแล

ไม่นานเธอก็ควักเงินเก็บส่วนตัวจำนวนหนึ่งมาก่อตั้งบ้านเรืองตะวันและรับดูแลเด็กทั้งสี่คนที่เกิดปีเดียวกันแต่แค่ต่างกันที่เดือนเกิด แล้วก็ตั้งชื่อให้คล้องจองกันด้วย

‘พริ้มฟ้า เก็บดาว พราวฝน วาวรุ้ง’

จากที่เธอมีเงินมากแต่เมื่อเปิดเป็นศูนย์สงเคราะห์ก็มีเด็กมากขึ้นค่าใช้จ่ายก็มากขึ้นหลายเท่าเงินเลยเริ่มลดลงจนเริ่มเปิดรับบริจาค และช่วยตามหาผู้อุปการคุณให้เด็กในบ้าน

“ฉันควรจะยินดีหรือดีใจไม่ใช่เหรอที่เด็ก ๆ กำลังจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่ทำไมฉันถึงได้เศร้าในนักล่ะพิมพ์” เดือนหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาซับน้ำที่รินไหลออกมาพลางมองไปยังเด็ก ๆ

“เพราะแม่เดือนเลี้ยงพวกเธอมาตั้งแต่วัยแรกเกิดเป็นเหมือนแม่คนหนึ่งจริง ๆ วันหนึ่งต้องยกลูกออกจากอกก็เป็นธรรมดาที่จะเสียใจค่ะ”

“และเพื่ออนาคตของพวกเขา เราทำได้แค่ยอมรับและปล่อยให้เด็ก ๆ ไปมีครอบครัวใหม่”

“นั่นสิพวกเขาจะได้มีอนาคตได้เรียนสูง ๆ ลำพังฉันคนเดียวคงไม่สามารถส่งพวกแกเรียนจบปริญญาได้ พอ ๆ ไม่เศร้าแล้ว พวกเราไปเตรียมตัวส่งพวกเด็ก ๆ กันดีกว่า”

“ค่ะแม่เดือน”

มันอาจจะดูยากแต่เราจะทำมันได้ แค่ยอมรับและปล่อยไปเพื่อสิ่งที่ดีกว่ากำลังรอเราอยู่

ครอบครัวแรกที่มาถึงคือตระกูลวรานนท์ เป็นตระกูลนักการเมืองระดับผู้ว่าราชการจังหวัดรับตำแหน่งดูแลอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรีมาร่วมสองสมัยแล้ว

“ตามที่เคยบอกไปภรรยาผมต้องการลูกสาว ไม่อยากได้เด็กเล็กเกินไปหรือโตเกินไป ขอเป็นเด็กผู้หญิงวัยสี่ถึงห้าขวบจะดีมากครับ”

“และขอเด็กที่เรียบร้อยร่าเริง ถ้าให้ดีของคนที่พอจะรู้หน้าที่พาไปออกสื่อได้”

อนวัช วรานนท์ หรือท่านวัชผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา ต่างจากภรรยาสาวคุณริน นรินดา วรานนท์ในวัยสามสิบห้าปีมีอายุห่างกับสามีหรือท่านผู้ว่าถึงเก้าปี เธอเข้าไปพูดคุยเล่นกับเด็ก ๆ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะมีที่ถูกตาถูกใจอยู่แล้ว

“เก็บดาว ยัยหนูที่อยู่กับภรรยาของท่านคนนั้นมีนิสัยร่าเริง ใจดี เรียนรู้และปรับตัวได้ดี ปีนี้อายุย่างเข้าสี่ขวบค่ะ”

เดือนเอ่ยบอกเสียงเรียบแล้วคอยมองดูสถานการณ์อยู่ใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ห่างจากทั้งสองคนประมาณสิบเมตร

“ภรรยาผมก็ดูจะชอบเด็กคนนั้นครับ”

อนวัชเอ่ยเสียงเรียบเพราะพวกเขาเคยมาที่บ้านเรืองตะวันสองสามครั้งก่อนจะตกลงว่าจะมาทำสัญญารับเด็กไปเป็นลูกบุญธรรม สาเหตุก็มาจากภรรยาอยากมีลูกแต่เธอเป็นคนตั้งครรภ์ยากลองกันมาหมดทุกวิธีจนเขาสงสารไม่อยากให้เธอเจ็บไปมากกว่านี้เลยเลือกจะมารับเลี้ยงเด็กไปเป็นลูก ทำให้ภรรยามีความสุขส่วนเขาก็ได้หน้าในสังคม

อีกด้านหนึ่งของนรินดากับเก็บดาวที่นั่งเล่นกันอยู่ที่สนามหญ้าสีเขียวขจีใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ มีปูผ้าสีขาวลองนั่งและมียัยหนูน้อยเก็บดาวนั่งระบายสี

“หนูวาดรูปอะไรอยู่เหรอจ๊ะ” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยถาม

“ครอบครัวในฝันค่ะ พ่อแม่แล้วก็หนู หนูอยากมีพ่อแม่เหมือนคนอื่น ๆ ในโรงเรียน..” เด็กน้อยเอ่ยอย่างไร้เดียงสา

“น้าก็อยากมีลูกค่ะ”

“คุณน้ายังไม่มีลูกเหรอคะ”

“ยังค่ะ แต่วันนี้คิดว่าน่าจะได้มีแล้วล่ะ”

“อ๋อดีจังเลยนะคะจะได้มีลูก หนูก็อยากมีพ่อกับแม่ แต่ไม่รู้ว่าจะได้มีเหมือนเพื่อนเมื่อไหร่” เด็กน้อยยังคงพูดไปมือน้อย ๆ ก็จับดินสอสีระบายภาพวาดไปด้วย

“หนูอยากไปอยู่กับน้าไหม ไม่สิ หนูอยากไปเป็นลูกสาวของแม่ไหมคะ” นรินดาลูบผมเก็บดาวอย่างเบามือ

“หนูสามารถเป็นลูกสาวให้คุณน้าได้เหรอคะ” เด็กน้อยเงยหน้ามองคุณน้าคนสวยแล้วเอียงคอถามอย่างสงสัยเป็นภาพที่น่ารักมาก

“เป็นได้สิลูก แม่จะดีใจมาก ๆ หากหนูยอมเป็นลูกสาวให้แม่” เธออ้าแขนออกกว้างยัยหนูเก็บดาวก็โผเข้ากอดทันที

“หนูไม่ได้ยอม หนูเต็มใจค่ะ”

“คุณแม่..”

“ลูกสาวแม่..”

นรินดาสุดอดกลั้นเธอร้องไห้กอดเด็กน้อยความรู้สึกที่สะสมมาหลายปีถูกระเบิดออกมาเป็นน้ำตาแห่งความสุข การอยากเป็นแม่แต่เป็นไม่ได้ วันนี้เธอกำลังจะมีลูกเป็นของตัวเองแล้ว

จนคนที่ได้ชื่อว่าเย็นชาอย่างอนวัชที่ไม่ค่อยจะยินดียินร้ายกับใครนอกจากภรรยาสาวที่มีผลต่อความรู้สึกเขายังต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดถ่ายเก็บภาพความทรงจำของภรรยากับลูกสาวในอนาคตเอาไว้

“อย่าเอาแต่เก็บภาพเลยค่ะ เวลาแบบนี้คนเป็นพ่อต้องเดินเข้าไปแล้วนะคะ”

“เอ่อ ครับ..”

แม่เดือนเอ่ยกระซิบเบา ๆ ให้คนที่เป็นพ่อมือใหม่เข้าไปหา เขารีบเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าแล้วเดินไปหาสองแม่ลูกที่กอดกันกลม เขานั่งลงใช้สองแขนโอบกอดภรรยาและลูกสาวบุญธรรม

“ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัววรานนท์นะครับลูกสาว”

“จากนี้หนูคือลูกสาวของพวกเราครับ”

“เราจะมอบอนาคตใหม่ที่ดีให้หนูเองนะเก็บดาว”

ฝากกดหัวใจ กดติดตาม คอมเมนต์

เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนตัวน้อย

💜💜💜

บทก่อนหน้า
บทถัดไป