บทที่ 4 2
สถานสงเคราะห์เด็ก บ้านเรืองตะวัน
อนวัชกับนรินดากำลังพูดคุยเรื่องเพื่อรับเก็บดาวเป็นลูกสาวบุญธรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเวลานี้ไม่ใช่แค่ครอบครัววรานนท์ ยังมีอีกสามครอบครัวก็กำลังทำเรื่องรับเด็กอีกสามคนซึ่งก็คือ พริ้มฟ้า พราวฝน วาวรุ้ง
ระหว่างที่ผู้ใหญ่กำลังดำเนินการเรื่องเอกสารต่าง ๆ พวกเด็กน้อยก็มาจับกลุ่มนั่งรอกันอยู่บริเวณสนามเด็กเล่น พวกเธอคือเด็กที่เกิดปีเดียวกัน มาจากโรงพยาบาลเดียวกัน แล้วตอนนี้ยังถูกรับไปเลี้ยงวันเดียวกันอีก พริ้มฟ้า เก็บดาว พราวฝน วาวรุ้ง เปรียบเสมือนพี่น้องที่คลานตามกันมาเลยก็ว่าได้
โดยที่พริ้มฟ้านั้นเกิดในเดือนมีนาคม ตามมาที่เก็บดาวเกิดเดือนเมษายน ส่วนพราวฝนเกิดเดือนกรกฎาคม และสุดท้ายวาวรุ้งเกิดเดือนพฤศจิกายน
สนามเด็กเล่น 🛝
เด็กน้อยทั้งสี่คนพากันออกมานั่งล้อมวงเพื่อร่ำลากัน ถึงพวกเด็กน้อยจะมีอายุแค่ 3-4 ขวบ กลับเข้าใจโลกมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะพวกเธอไม่ได้เกิดมาจากครอบครัวที่อบอุ่นเลยมีมุมมองที่ต่างจากเด็กที่มีพ่อแม่คอยอยู่เคียงข้าง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะเธอมีแม่เดือนมีพี่พิมพ์ที่คอยให้ข้าวให้น้ำให้ที่นอน สั่งสอนให้ความรู้รวมถึงยังมอบความรักแสนอบอุ่น ไหนจะรวมไปถึงการได้มีกันและกันของพวกเธออีก แต่ว่า..วันนี้กำลังจะต้องแยกกันไปอยู่กับครอบครัวใหม่แล้ว
“อย่าลืมกันนะ” พราวฝนนั่งพับเพียบยื่นมือไปจับมือพริ้มฟ้ากับเก็บดาว เก็บดาวกับพริ้มฟ้าก็ยื่นมือไปจับมือวาวรุ้ง
“ไม่ลืมหรอก” พริ้มฟ้าเอ่ยเสียงใสหนักแน่น
“เราจะไม่ได้เล่นด้วยกันแล้วเหรอ” วาวรุ้งเด็กสุดเอ่ยถามตาใส
“ต้องได้เล่นอยู่แล้วสิ แค่ไม่ใช่เร็วนี้ ๆ..” เก็บดาวลูบหัวน้องเล็ก
“สัญญาได้ไหม” พราวฝนปล่อยมือแล้วชูนิ้วก้อยขึ้นมากลางวง
“สัญญาอะไรล่ะ” วาวรุ้งเอ่ยถาม
“โตขึ้นเราต้องกลับมาเจอกันนะ” พราวฝนเอ่ยเม้มปากลงเล็กน้อย
“แล้วเราจะจำกัดได้ไหม” เก็บดาวไม่รู้ว่าจะต้องโตแค่ไหนถึงจะได้มาเจอกัน
“จำได้สิ” พริ้มฟ้าเอ่ยบอกน้อง ๆ
“จำได้จากอะไร..” พราวฝนถามต่อ
“ก็สร้อยคอที่แม่เดือนทำให้พวกเราสี่คนไงล่ะ”
พริ้มฟ้าเปรียบเสมือนพี่คนโตหยิบสร้อยเงินแท้ที่มีจี้เป็นรูปก้อนเมฆ เก็บดาวก็หยิบของตัวเองออกมาเป็นจี้รูปดวงดาว ตามมาด้วยพราวฝนที่เป็นจี้รูปหยุดน้ำ และสุดท้ายน้องเล็กวาวรุ้งเป็นจี้รูปสายรุ้ง
“อย่าทำหายนะ”
“เก็บรักษาให้ดีเมื่อโตขึ้นเจอกันอีกครั้งเราจะได้จำกันได้”
“อื้ม! จะไม่ทำหาย” วาวรุ้งกำสร้อยคอแน่น
“จะต้องหากันให้เจอนะ” พราวฝนย้ำอีกรอบเบะปากเล็กน้อยคล้ายจะร้องไห้
“แล้วมาเจอกันใหม่นะ” เก็บดาวเอ่ยจากนั้นทั้งสี่คนก็โผเข้ากอดกันกลม
“เด็ก ๆ จ๊ะได้เวลาเดินทางแล้วนะ” พิมพ์พี่เลี้ยงที่คอยดูแลเด็ก ๆ ทุกคนในบ้านเรืองตะวันเดินมาตามเด็กน้อยทั้งสี่ไปส่งให้ครอบครัวพวกเธอ
“ต้องรักและเป็นเด็กดีกับพ่อแม่นะลูก อันนี้เป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่แม่เดือนจะให้พวกหนู” แม่เดือนยื่นภาพถ่ายของเด็กสี่คนกับผ้าคลุมไหล่ไหมพรมมีด้ายสีวิบวับถักตามสีที่เด็ก ๆ แต่ละคนชอบ สีชมพูของพริ้มฟ้า สีดำของเก็บดาว สีแดงของพราวฝน และสีฟ้าของวาวรุ้ง
“หนูรักแม่เดือนนะคะ”
“ขอบคุณค่ะที่ดูแลหนู”
“คิดถึงแม่เดือนแน่นอนเลย”
“ไว้เจอกันใหม่นะคะแม่เดือน”
เด็กทั้งสี่คนเข้ามากอดลาเดือนกับพิมพ์จากนั้นพ่อแม่บุญธรรมพวกเธอก็มาพาเดินจูงมือออกไปพาขึ้นรถ เดือนกับพิมพ์ยืนส่งจนรถยนต์เคลื่อนตัวออกไปเหลือเพียงแค่ฝุ่น
“ขอให้มีความสุขกันนะลูก ๆ”
6 ปีผ่านไป
เก็บดาว เด็กหญิงอคิราภา วรานนท์ เติบโตขึ้นมาในฐานะลูกสาวเพียงคนเดียวของตระกูลวรานนท์ นักการเมืองชื่อดังในจังหวัดปราจีนบุรี ถ้าพูดให้ถูกต้องบอกว่าเป็นลูกสาวบุญธรรม.. เก็บดาวมีความสุขมากที่ได้อยู่กับนรินดา แม่บุญธรรม
ส่วนกับพ่อบุญธรรมไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ เขายุ่งกับงานอยู่ตลอดเวลา แต่เธอก็รักท่านมาก ๆ ท่านอาจจะไม่ค่อยพูดคุยแต่ก็ซื้อของเล่นซื้อขนมมาให้กิน บางครั้งก็พาไปเที่ยวเท่านี้ก็มีความสุขแล้วล่ะ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่กำลังเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อคุณพ่อได้ย้ายเข้ามาลงสมัครเป็นผู้ว่าราชการของกรุงเทพ แล้วแน่นอนว่าท่านก็ชนะมีคะแนนเลือกอย่างถล่มทลาย จากนี้เธอจะกลายเป็นลูกสาวท่านผู้ว่าของกรุงเทพมหานคร
บ้านใหม่ตระกูลวรานนท์
อยู่ในโครงการหมู่บ้านหรูหราใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท บ้านที่ท่านผู้ว่าอนวัชเลือกเป็นแบบสามชั้นมีสระว่ายน้ำอยู่ข้างบ้านมีสวนให้นั่งเล่นมีพื้นที่ใช้สอยเยอะมาก โรงจอดรถมีพื้นที่จอดได้ถึงห้าคัน มีห้องพักสำหรับแม่บ้านกับคนขับรถอีกด้วย
เช่นเคยที่ถึงจะเป็นการย้ายเข้ามาวันแรกแต่ไร้เงาของพ่อ เพราะคนเป็นพ่อยุ่งกับการจัดเตรียมงานฉลองตำแหน่งใหม่ เลยเป็นหน้าที่ของคุณผู้หญิงนรินดาดูแลจัดการของที่นำมาส่งจากปราจีนบุรี
“ว้าว สวยมาก” เก็บดาววัยสิบขวบตื่นตาตื่นใจกับบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่โตกว่าบ้านหลังเก่ามาก ๆ
“นี่บ้านใหม่ของเรานะลูก”
“บ้านใหญ่มากเลยค่ะคุณแม่”
“มีสามชั้นด้วยนะลูก” นรินดาจูงมือลูกสาวเข้ามาในบ้าน
“แล้วแบบนี้เราจะไม่เดินเหนื่อยเลยเหรอคะ ขาหนูยิ่งสั้น ๆ ด้วย” เด็กสาวเบะปากชี้ขาตัวเอง
“ฮ่า ๆ บ้านหลังนี้มีลิฟต์ค่ะลูก” คนเป็นแม่ถึงกับต้องหลุดขำออกมาอย่างเอ็นดู
“เดี๋ยวแม่พาดูห้องนอนของหนูนะคะ แล้วไว้ว่าง ๆ เราชวนคุณพ่อไปดูของมาตกแต่งห้องกันนะคะ”
“คุณพ่อจะว่างไปกับเราเหรอคะ พ่อดูยุ่งตลอด..”
“ว่างค่ะ เพราะว่าคุณพ่ออยากไปกับลูกสาวคนสวย” ลูบหัวลูกสาวด้วยความรักเก็บดาวเงยหน้ามองแม่แล้วยิ้มออกมาเธอชอบเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก
นรินดาพาลูกสาวสุดที่รักเดินสำรวจห้องนั้นห้องนี้ทั่วทั้งบ้าน ก่อนจะปล่อยให้ยัยหนูน้อยไปเดินเล่นอยู่ในสวน เพราะว่าเธอคอยควบคุมดูแลเรื่องของที่เข้ามาส่งกับพวกแม่บ้าน
สวนดอกไม้⛲️
ระหว่างที่ยัยหนูกำลังนั่งเล่นอยู่กับตุ๊กตาบาร์บี้ก็มีบางอย่างลอยมาตกตรงหน้าของเธอ
ตุบ!
“อ๊ะ! ตกใจหมดเลยลูกบอลลอยมาจากไหนเนี่ย” เธอเอื้อมไปหยิบลูกฟุตบอลที่ลอยละลิ่วมาตกตรงหน้าเธอ
“จากเราเอง” เสียงของเด็กผู้ชายดังขึ้น เธอถือลูกบอลไปยืนใกล้กับรั้วบ้านที่สูงมาก
“คนข้างบ้านเหรอ” เก็บดาวเอ่ยถามกลับไป
“ใช่ ๆ ขอโทษนะเราจะเตะเข้าโกลแต่ออกแรงที่เท้าเยอะไปหน่อยน่ะ” เขาอธิบายให้ฟังว่าทำไมลูกบอลถึงลอยไปตกใส่เธอ
“โยนกลับคืนมาให้ได้ไหม”
“ได้อยู่แล้ว เตรียมรับด้วยนะ” เก็บดาวใช้แรงที่มีทั้งหมดโยนลูกฟุตบอลกลับไปให้เพื่อนข้างบ้าน
“โอเคโยนมาเลย ขอบคุณนะ” หมับ! ลูกบอลส่งถึงมือเจ้าของ
“แล้วพึ่งย้ายมาเหรอ” เด็กผู้ชายข้างบ้านเอ่ยถามเพราะว่าจำได้ว่าไม่เคยเห็นใครมาอยู่ข้างบ้านเขาเลย
“ใช่ พึ่งย้ายมาวันนี้เลย”
“แล้วทางนั้นอยู่มานานแล้วเหรอ” เก็บดาวเอ่ยถามกลับ เด็กทั้งสองคนยืนคุยกันผ่านกำแพงไม่มีการเห็นหน้าได้ยินแค่เสียง
“เกือบสองปีหรือสามปีนี่แหละ”
“แล้วนี่ / แล้วนี่” ใจตรงกันต่างคนต่างมีสิ่งที่อยากจะถาม
“แกพูดก่อนเลย” เก็บดาวให้เขาได้พูดก่อน
“อายุเท่าไหร่เหรอ” เด็กชายข้างบ้านเอ่ยถามโดยไม่สนใจจะกลับไปเล่นบอลต่อ ตื่นเต้นกับการได้มีเพื่อนข้างบ้าน
“อีกสองเดือนจะสิบขวบ แกล่ะ”
“เราก็พึ่งสิบขวบไปเมื่อเดือนที่แล้ว”
“งั้นก็เป็นเพื่อนกันสิ” เก็บดาวพูดด้วยเสียงใสอย่างดีใจเมื่อเจอคนวัยเดียวกัน
“อือ เธอชื่ออะไรเหรอ”
“เก็บดาว แกล่ะ”
“เราสีน้ำ”
“ชื่อน่ารักมาก!”
“ไว้มาเล่นด้วยกันนะสีน้ำเพื่อนข้างบ้าน”
“ได้เลยเก็บดาว เพื่อนข้างบ้านคนแรก..”
จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์..
กดหัวใจ กดติดตาม คอมเมนต์
ขอกำลังใจหน่อยนะคะคนสวย💜
