บทที่ 1 บทนำ
เมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย
ร่างกายท่วมเหงื่อนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงนอนสีดำ ใบหน้าชื้นพลิกส่ายไปมาอย่างทรมาน และพบว่าตัวเองนั้นหลุดเข้าไปในห้วงนิทราของใครบางคนที่เต็มด้วยความเจ็บปวด อ้างว้างและเดียวดาย ภายในฝันนี้อบอวลด้วยกลิ่นของดอกมณฑารพที่หอมจนทำให้เขาถึงกับเวียนหัว
ขณะเดียวกันทัศนียภาพที่รายล้อมรอบเขานั้นก็ค่อนข้างขมุกขมัวและเต็มไปด้วยจุณแห่งจันทน์ ซึ่งล่องลอยพลิ้วไหวปกคลุมไปทั่วทิศที่เขาย่ำผ่านผืนหญ้าสีน้ำตาลไร้ชีวิตชีวา
“อนุราเธ”
เสียงกระซิบบางเบาที่พุ่งมาจากด้านหลัง มาสตวัดใบหน้าประหวั่นพรั่นพรึงออกไปและเสียหลักล้มลงกับพื้นที่ร้อนระอุ เมื่อเขาพบว่าคนตรงหน้ามีใบหน้าเหมือนกับนิ่มฟ้า เพียงแต่ว่าร่างกายของเธอถูกเผาไหม้เกรียม และค่อย ๆ แปรสภาพเปลี่ยนเป็นต้นมณฑารพดอกไม้สวรรค์อันสูงตระหง่าน อีกทั้งส่วนของดอกมณฑารพขนาดใหญ่จนสามารถบังแดดได้นั้นพยายามชูช่อเบ่งบานเป็นครั้งสุดท้ายอย่างสิ้นแรง
แต่ชั่วพริบตาเดียว เพลิงสีแดงก็เผาผลาญจนทุกอย่างมอดดับ
พลันนั้นเสียงกรีดร้องบาดลึกก็ดังขึ้น จนเขาสะดุ้งตื่นมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาจนไม่อาจควบคุมได้
“ฮึก ฮึก” มาสหลับตาพริ้มเอนหลังพิงกับพนักเตียง ใบหน้าคมขาวสะอึกสะอื้นหวนนึกถึงเรื่องราวที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่ ซึ่งความจริงเขาเห็นมันมานับไม่ถ้วน แต่กระนั้นก็ไม่เคยคุ้นเคยกับมันเสียที ตรงกันข้ามเขาโคตรเกลียดมันเลยต่างหาก
เกลียดจนไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง
ฝันบ้า ๆ นี่มันถึงจะหายไปสักที
ความฝันอันแสนสับสนทำให้เขาร้องไห้จนเหนื่อยหอบ แต่พอได้สติคืนมา ดวงตาที่บวมแดงจึงตวัดมองไปยังนาฬิกาดิจิตอลหัวเตียงที่บอกเวลาตีสองยี่สิบสองนาที ซึ่งเป็นเวลาเดิมของทุกวัน แต่วันนี้พิเศษกว่าวันไหนเพราะเป็นวันเกิดของเขาและยังตรงกับวันกฤษณะจันทมาสตามิหรือวันประสูติของพระกฤษณะอีกด้วย ตอนเด็กปู่จึงชอบแซวว่าเขาคือบุตรหลานของพระนารายณ์อย่างแน่นอน แต่นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะพระองค์เป็นเทพผู้สูงส่ง ส่วนเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น
แต่เรื่องเดียวที่เขาแคลงใจมากที่สุดก็คือ ความสามารถของการท่องฝัน นานวันเข้าภาพในฝันที่เขาได้มีโอกาสเข้าไปสำรวจก็ยิ่งเด่นชัดด้วยรูป รส กลิ่น เสียงมากขึ้น จนเขารู้สึกว่าทุกอย่างที่เห็นนั้นเริ่มเข้มข้นเสมือนความจริง
ทว่าแม้พรสวรรค์ลึกลับนี้จะบังเกิดขึ้นมานับร้อยนับพันครั้ง และเขาก็ยังเดินเข้าไปล้วงความฝันของผู้อื่นได้เป็นว่าเล่น
แม้กระทั่งรับรู้ได้ว่าเมื่อคืนแม่กับพ่อฝันเรื่องอะไรบ้าง เพียงแค่สั่งจิตว่าคืนนี้อยากไปหาใคร เขาก็ไปได้ดั่งใจนึก แต่ที่น่าแปลกก็คือ ยี่สิบสามปีมานี้กลับไม่มีฝันใดที่เขาเฉียดเข้าใกล้ตัวคู่หมั้นวัยยี่สิบปีเท่ากับราตรีกาลนี้มาก่อน
และฝันร้ายของนิ่มฟ้าก็ทำให้เขารับรู้ว่า มันเป็นมากกว่าฝัน แต่มันคือร่องรอยของอดีตกาลที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งข้อนี้เขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ยิ่งพยายามค้นหา เขาก็ยิ่งกลัว กลัวว่าจะสูญเสียนิ่มฟ้าไป
“เฮ้อ” มาสยกมือปาดเหงื่อจำนวนมหาศาลที่ผุดพรายเกาะกุมทั่วร่างกาย
จนทำให้เสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่เปียกโชกเหมือนคนตกบ่อน้ำ บวกกับความเหนอะหนะของเหงื่อ ทำให้เขาต้องลุกขึ้นปลดกระดุมเสื้อคอจีนสีขาวแขนยาวออก ตามด้วยกางเกงผ้าฝ้ายสีกรมก่อนจะคว้าโทรศัพท์เพื่อกดดูแชตที่เขายังไม่ได้ตอบกลับตั้งแต่เมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว
นิ่มฟ้า : [สุขสันต์วันเกิดนะคะ มีความสุขมาก ๆ นะ อย่าลืมดูแลตัวเองด้วย คิดถึงค่ะ]
มาส : [นึกว่าจะลืมซะแล้ว ขอบคุณนะครับ คิดถึงเช่นกัน อ้อ ตอนนี้อ้ายอยู่ในชุดวันเกิดพอดี อยากดูหรือเปล่า] เขายิ้มพลางยกมือปิดปาก นาน ๆ ทีจะหยอกล้อคู่หมั้นด้วยคำพูดสัปดี้สัปดนสักครั้ง มันก็รู้สึกเขินอยู่เหมือนกัน
นิ่มฟ้า : [ชุดวันเกิด แก้ผ้าอยู่เหรอคะ]
มาส : [ใช่ อยากดูเปล่า จะถ่ายให้ดู เอาคลิปด้วยไหม] นิ่มฟ้าสตั๊นไปหลายวิก่อนจะพิมพ์ตอบกลับมา
นิ่มฟ้า : [นี่ตีสองแล้วนะคะ ยังไม่นอนอีกเหรอหรือว่าฉลองวันเกิดอยู่]
คู่หมั้นสาวเลือกเปลี่ยนบทสนทนาอย่างกะทันหัน
“นึกว่าจะแน่” มาสงึมงำก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไป
มาส : [วันเกิดที่ไม่มีน้องนิ่ม ไม่สนุกหรอก]
นิ่มฟ้า : [งั้นวันเกิดปีหน้าต้องมาฉลองกับนิ่มนะคะ]
มาส : [ได้เลยหนูตะเภา]
นิ่มฟ้า : [อ้ายมาสคะ อีกอาทิตย์เดียวนิ่มก็จะสอบมิดเทอมแล้ว แต่นิ่มไม่มั่นใจว่าจะสอบได้หรือเปล่า]
มาส : [อีกห้าวันอ้ายจะกลับไทยแล้ว เดี๋ยวติวข้อสอบให้ แต่ขอค่าแรงนะ]
นิ่มฟ้า : [เอาอะไรดีคะ ไม่น่าจะใช่เงินแน่นอนเพราะอ้ายมาสรวยอยู่แล้ว]
มาส : [งั้นขอเป็นอาหารเหนือละกัน ไปนอนเถอะ ไม่กวนแล้ว ฝันดีครับ]
นิ่มฟ้า : [ฝันดีค่ะ รักนะจุ๊บ ๆ]
มาส : [รักเหมือนกัน จุ๊บ ๆ]
หลังจากวางโทรศัพท์ไว้บนหัวเตียง เพียงไม่กี่นาทีเสียงฝีเท้าของบอดีการ์ดคู่ใจก็สับเท้ามาหยุดหน้าประตูห้อง คนที่หูและตาว่องไวอย่างมาสจึงวาดขาลงจากเตียง รีบเปิดประตูต้อนรับลูกน้องผู้ซื่อสัตย์สองคนเข้ามาโดยไม่รอให้อีกฝ่ายเคาะเรียก
“เข้ามา” คนตัวสูงเปลือยหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมทับ ทรุดตัวนั่งที่โซฟาปลายเตียง พยักพเยิดให้โก๋กับเฮงนั่งลง
“นายน้อยนอนไม่หลับอีกแล้วเหรอครับ” เฮงเอ่ยถาม ระหว่างที่เขาขยับสายคาดปืนที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อสูทสีดำตัวนอก
“อือ” มาสพยักหน้าเบา ๆ แล้วยกเหยือกน้ำเปล่ากรอกใส่ปากเพื่อดับกระหาย
“งั้นพวกเราขอแจ้งเรื่องสำคัญเลยนะครับ” โก๋ ยื่นแท็บเล็ตส่งให้เจ้านายหนุ่ม
มาสรับมาแล้วเลื่อนอ่านเนื้อหาในหน้าจอ กระตุกยิ้มอย่างรู้ทัน “ฉันไม่แปลกใจที่น้าโมกข์บินกลับไทยก่อน”
“แล้วนายน้อยจะเอายังไงครับ พรุ่งนี้กลับไทยเลยดีไหม ผมจะได้เลื่อนไฟลต์ให้เร็วขึ้น” โก๋เร่งให้มาสตัดสินใจ
“เอาตามนั้นก็ได้ แต่พวกนายห้ามโทรไปบอกนิ่มฟ้าว่าฉันจะกลับพรุ่งนี้ ฉันอยากเซอร์ไพรส์น้อง แล้วคอยจับตาดูคนของน้าโมกข์ที่ชัยปุระให้ดี”
“นายน้อยไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมให้คนของเราคอยแทรกซึมอยู่ในกลุ่มของคุณโมกข์เรียบร้อย หากเกิดอะไรไม่ชอบมาพากลที่ชัยปุระ สายเราจะรีบรายงานทันที” เฮงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ว่าแต่คุณมาสจะเอาจู๊ดกับจี๊ดไปด้วยไหมครับ”
โก๋หมายถึงหนูตะเภาสองตัวที่มาสเพิ่งซื้อมาเลี้ยงได้เพียงหนึ่งเดือน
“เอาไปสิ ฉันว่าถ้าพวกมันมีลูกก็จะแบ่งไปให้ให้น้องนิ่มเลี้ยงสักตัวสองตัว”
มาสกำลังศึกษาการเลี้ยงหนูตะเภาอย่างจริงจัง เพราะทุกครั้งที่เขามองหน้าพวกมัน ก็ทำให้คลายความคิดถึงที่มีต่อนิ่มฟ้าไปได้พอสมควร
