บทที่ 4 ฝันร้ายที่เชื่อมโยงกัน 3/2

มื้อค่ำอันแสนอบอุ่นนี้ พร้อมหน้าพร้อมตาไปด้วยพ่อแม่ของมาสรวมทั้งป้าเชอรี่ที่มาสชักชวนให้มานั่งรับประทานอาหารด้วยกัน ระหว่างเดียวกันนั้นบอดีการ์ดร่างใหญ่ทั้งสองที่ไม่ได้เห็นหน้าคร่าตามานานสองปีก็โผล่พรวดเข้ามาในคฤหาสน์พร้อมกับถุงผลไม้และขนมมากมาย

“คุณมาสครับ ของกินของคุณนิ่มมาแล้วครับ”

“ของกินของนิ่มเหรอคะ” มือที่กำลังตักแกงเทโพหมูสามชั้นราดลงไปบนข้าวถึงกับชะงักเพราะของกินจำนวนมากตรงหน้า

“ขอบใจ งั้นพวกนายสองคนก็ไปตักข้าวมานั่งกินกับฉัน”

“อ้ายมาสให้คุณโก๋กับคุณเฮงซื้อมาทำไมเยอะแยะคะ”

“กำลังโตต้องบำรุงหน่อย”

มาสยิ้มแป้นแล้วตักต้มฟักมะนาวดองใส่ถ้วยแบ่งให้นิ่มฟ้า

“ยังต้องบำรุงอีกเหรอคะ นิ่มหนักเจ็ดสิบแล้วนะ” เธอรู้ว่าเขาหวังดี แต่เธอก็อยากควบคุมอาหารการกิน ไม่อยากให้ใครมานินทาว่าเขามีคู่หมั้นตัวใหญ่อย่างกับลูกช้าง

“เจ็ดสิบแล้วไง ร้อยโลอ้ายก็ไม่สนหรอก” มาสเอ่ยแต่ไม่สบตา เขารู้สึกหงุดหงิดใจนิดหน่อยที่ตนเองไม่สามารถปกป้องนิ่มฟ้าจากพวกขี้แซะทั้งหลายได้

คำพูดนี้เองทำให้นิ่มฟ้าถึงกับใจฟูจนรู้สึกอิ่มไปโดยปริยาย

“อิ่มแล้วเหรอคะคุณนิ่ม” ป้าเชอรี่ทัก

“อ้อ คือว่านิ่มอิ่มทิพย์มั้งคะ ฮ่าฮ่า”

“กินเยอะ ๆ สิจ๊ะ กินให้เต็มที่”

ราสมาลัยตักผัดเผ็ดปลาดุกใส่ข้างจานนิ่มฟ้า

“ไม่ต้องเกรงใจนะลูก คิดซะว่าเป็นบ้านของหนูเอง” อุษมันฉีกยิ้มกว้างรินน้ำชาใบเตยส่งให้ว่าที่ลูกสะใภ้

“ขอบคุณคุณพ่อกับคุณแม่นะคะที่เอ็นดูนิ่ม” นิ่มฟ้ายกมือไหว้

“เพราะหนูให้ชีวิตใหม่กับมาส หนูคือนางฟ้าของพวกเรานะลูก”

ราสมาลัยยังจดจำได้ดีว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อนเธอได้เจอกับครอบครัวของนิ่มฟ้าที่เทวสถานอัญฏรญามี ตอนนั้นเธออับจนหนทางที่จะทำให้ลูกชายเพียงคนเดียวฟื้นขึ้นมาจากการถูกลอบทำร้ายจนสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก และทำให้มาสหลับใหลไม่ไหวติงอยู่ร่วมเดือน

ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของชีวิต เธอจึงเดินเข้าไปปรึกษากับเจ้าของสำนักโหราศาสตร์พราหมณ์-ฮินดูที่ดังที่สุด และในวันเดียวกันนั้นก็ทำให้เธอได้พบกับนิ่มฟ้า กฤตกล้าธนาดร เด็กหญิงหุ่นจ่ำม่ำแก้มยุ้ย ทายาทตัวน้อยแห่งไร่พิทักษ์มหิงสาชื่อดังจากนครนายกและได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ปฐมเดชว่า เด็กคนนี้จะเป็นคนที่ทำให้มาสรอดพ้นจากการเป็นเจ้าชายนิทรา ขอแค่เธอเชื่อใจและปล่อยให้หนูน้อยทำหน้าที่โดยสัญชาตญาณ

ด้วยความกลัวว่าลูกชายจะด่วนจากไปตั้งแต่วัยเยาว์ เธอจึงไหว้วานให้นิ่มฟ้ากับครอบครัวเดินทางไปพบมาสที่โรงพยาบาล

และสิ่งอัศจรรย์ที่สุดก็บังเกิดขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ

เมื่อนิ่มฟ้าละม้ายว่าจะรู้จักกับมาส

วินาทีนั้นเธอจดจำได้อย่างแม่นยำว่าเด็กหญิงในวัยอนุบาลร้องไห้ฟูมฟายเกาะขอบเตียงของมาสราวกับเคยพบเจอกัน แถมหนูน้อยยังเรียกชื่อลูกชายของเธอว่า ‘อ้ายมาส’ ตลอดเวลา

จนกระทั่งเพียงไม่กี่วันที่เด็กหญิงมาคลุกคลีอยู่กับลูกชายที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง มาสก็ลืมตาตื่นขึ้นเสมือนทุกอย่างเป็นชะตากรรมที่ถูกเบื้องบนกำหนดไว้แล้ว

ดังนั้นสิ่งเดียวที่เธอจะตอบแทนให้เด็กหญิงและครอบครัวได้ก็คือ สัญญาการหมั้นหมายระหว่างสองครอบครัว โชคดีที่มาสเองก็หลงรักปักใจในตัวนิ่มฟ้านับแต่วันที่ได้ชีวิตใหม่ ที่เหลือเธอจึงปล่อยให้เด็กสองคนเป็นฝ่ายตัดสินใจ โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแค่คอยให้คำปรึกษาและสนับสนุนอยู่ห่าง ๆ

“แม่ครับ” มาสจับแขนของราสมาลัยที่กำลังนั่งเหม่อลอย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าพ่อขอตัวกลับขึ้นห้องไปอาบน้ำนอนเรียบร้อยแล้ว

“จ๊ะ มาสมีอะไรเหรอลูก”

“แม่โอเคหรือเปล่าครับ”

“โอเคจ้ะ แม่แค่ใจลอยคิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ งั้นแม่ไปอาบน้ำนอนละ ฝันดีนะครับ” ราสมาลัยยื่นหน้าไปจุ๊บแก้มลูกชาย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปบีบแก้มนิ่มฟ้าด้วยความมันเขี้ยว “น่ารักจริง ๆ เลยหนูเนี่ย ราตรีสวัสดิ์ค่ะน้องนิ่ม”

“ราตรีสวัสดิ์ค่ะคุณแม่” นิ่มฟ้าอมยิ้มเพราะในปากของเธอเต็มไปด้วยทุเรียน

นิ่มฟ้าเดินแบกท้องกลับขึ้นมาบนห้อง ขณะที่มาสเดินตามหลังมาพร้อมกับถุงขนมที่ถือพะรุงพะรังมาทั้งสองมือ

“คืนนี้จะอ่านหนังสือเลยหรือเปล่า” เขาถามพร้อมกับใช้มือที่กำลังหอบข้าวของบิดประตูเข้าไป แล้ววางเสบียงระหว่างติวหนังสือไว้บนโต๊ะ

“ชักขี้เกียจซะแล้วสิคะ กินจนจะอ้วก” นิ่มฟ้าทำท่าพะอืดพะอม

“ก็ยัดเข้าไปซะขนาดนั้น” มาสยิ้มมุมปาก

“ทั้งอืดทั้งจุก แน่นท้องไปหมดเลย”

นิ่มฟ้าลูบวนบริเวณหน้าท้องแล้วทรุดตัวนั่งลงบนเตียง ตอนนี้เธอทั้งตึงท้อง ตึงเปลือกตาไปหมด คืนนี้คงไม่ต้องท่องแล้วตำราสอบ นอนหลับออมแรงก่อนดีกว่า

“เดี๋ยวมานะ อย่าเพิ่งหลับล่ะ”

เขากำชับแล้วยื่นมือมาบีบแก้มเธอ คนบ้านนี้เป็นอะไรกับแก้มเธอมากไหม เมื่อกี้ที่โต๊ะกินข้าวแม่ของเขาก็เพิ่งบีบแก้มเธอไปหมาด ๆ

ภายในไม่กี่นาที มาสกลับมาพร้อมกับชาถ้วยอุ่นมีกลิ่นหอมของน้ำส้มสายชูหมักโชยออกมา ทำให้นิ่มฟ้าต้องชะโงกหน้าเข้าไปดู

“อะไรเหรอคะ”

“น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิล ผสมกับน้ำอุ่นและน้ำผึ้ง มีฤทธิ์ช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหาร ส่วนน้ำผึ้งช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนกลางอกได้ด้วยครับ อะ ลองจิบดู เผื่อจะดีขึ้น” เขานั่งลงด้านข้างคอยประคองแก้วให้ ทำราวกับว่าเธอเป็นเด็กน้อย

ประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากจิบน้ำส้มสายชูแก้วนั้น อาการท้องอืด ท้องเฟ้อก็ดีขึ้นอย่างชะงัด แต่ที่ยังไม่ดีคือ มาสกำลังนั่งกางชีทสรุปสอบของเธอ แถมยังนั่งขีด ๆ เขียน ๆ ทำตัวเหมือนอาจารย์ลุงหน้าเครียดที่มหาลัยไม่มีผิด

“ขยันเหลือเกิน เหนื่อยมาทั้งวันแล้วไม่นอนหลับพักผ่อนก่อนเหรอคะ” ทั้งที่เขาทั้งขับรถไปรับ บริการโน่นนั่นนี่สารพัด แต่ยังมีแรงมานั่งอ่านลายมือยึกยือของเธอได้อีก

“นิ่มไม่ไหวก็ไปแปรงฟันนอนซะ เดี๋ยวอ้ายจะเขียนไกด์แต่ละจุดไว้ให้”

“อ้ายมาสอ่านวิชาอะไรอยู่คะ”

“เทคโนโลยีการผลิตพืชครับ ก็มีสอบวิชาแรกไม่ใช่เหรอ” เขาเกี่ยวขาแว่นกรอบสีทองออกแล้วหยิบสมุดโน้ตลายควายของเธอขึ้นมากางให้ดู

“ฮ่าฮ่า พอดีนิ่มลืมค่ะ งั้นนิ่มขอตัวไปอาบน้ำอีกรอบนะคะ เผื่อจะได้สดชื่นขึ้น จะได้มีแรงมาติวหนังสือกับอ้ายมาส”

​นิ่มฟ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกลับออกมาในชุดนอนลายควาย ตอนนี้ชีวิตเธอผูกติดกับทุกอย่างที่เป็นควาย เพราะที่บ้านทำธุรกิจเรื่องนมควายมูร่าห์ การผสมพันธุ์ควายแคระและสวนผักผลไม้

พ่อกับแม่จึงทำสินค้าตั้งแต่แก้วน้ำยันเคสโทรศัทพ์ที่เป็นควายออกมาขายตามร้านแฟรนไชส์ของไร่พิทักษ์มหิงสาจนละลานตาไปหมด โชคดีแค่ไหนแล้วที่เพื่อนไม่เรียกเธอว่า ‘หมูควาย’

“นิ่มฟ้ายืนอึนอะไรอยู่ ถ้าง่วงก็ไปนอน” มาสบอกขณะใช้ปากกาไฮไลต์ข้อความสำคัญบนชีทสรุปสอบ

“สมแล้วที่จบปริญญาโทตั้งแต่อายุยี่สิบ” นิ่มฟ้าคว้าแปรงหวีผมอันใหญ่มาสางผมที่พันติดกันเป็นปึกแล้วทรุดตัวนั่งลงที่เบาะญี่ปุ่น ยืดคอออกไปเหมือนเต่าเพื่อดูมาสที่กำลังใช้ปากกาจดข้อสอบยิก ๆ ลงบนสมุดโน้ตของเธอ “โห ลายมือสวยจังเลยค่ะ”

มาสช้อนตามองแล้วกระแทกปากกาลง จังหวะนั้นทำให้เขาสังเกตเห็นปลายผมสีน้ำตาลเข้มของนิ่มฟ้ากลายเป็นสีขาว “นิ่มมีผมหงอกเหรอ”

นิ่มฟ้ารีบกระเถิบตัวหนีแล้วรวบผมเก็บไม่ให้มาสเห็น อ้อ ผมหงอกมันขึ้นมาสักพักแล้วค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวไปย้อมทับเอาก็ได้”

“สำหรับอ้ายผมหงอก หรือผมดำนิ่มก็ยังน่ารักอยู่ดี” มาสยื่นมือไปลูบแก้มอูมของนิ่มฟ้าด้วยความเป็นห่วง “อ้ายว่านิ่มไปนอนเถอะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวนิ่มอ่านหนังสือต่อเลย ตาสว่างพอดี”

“ไปนอนครับ”

มาสสั่งเพราะเขาสังเกตเห็นนิ่มฟ้าพยายามทำตาแข็ง ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่าไม่ไหว

“งั้นไปนอนก็ได้” นิ่มฟ้าแสร้งทำเป็นลุกขึ้น แต่จังหวะที่มาสเผลอเธอกลับรีบยื่นหน้าไปจุ๊บแก้มเขาอย่างไว

จุ๊บ!

มาสผงะ ใบหน้าคมเห่อร้อนวูบ ให้ตายเหอะ เขาอดกลั้นและอดทนขนาดนี้แต่นิ่มฟ้าก็พยายามจะยั่วยุให้เขาใจแตกอยู่เรื่อย

“ฟู่ว! ท่องไว้ว่าน้องยังเรียนไม่จบ มึงห้ามแหกกฏพ่อตาเด็ดขาด”

นัยน์ตาคมเหลือบมองแม่ตัวดีที่กำลังคลานสี่ขาขึ้นไปบนเตียง แล้วนั่งพับเพียบสวดมนต์งึมงำอยู่พักนึงก่อนจะล้มตัวนอนลง “ฝันดีค่า” นิ่มฟ้าผงกหัวขึ้นพลางฉีกยิ้มยียวน

“ฝันดีครับ หลับตาเดี๋ยวนี้เลยนะ ห้ามแอบส่อง ห้ามแอบมองเด็ดขาด” เขาขู่เธอด้วยสายตา ทำให้นิ่มฟ้ารีบดึงผ้ามาคลุมจนมิดหัว

ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง มาสถอดแว่นพลางบิดขี้เกียจพร้อมเงยหน้ามองนาฬิกาแขวนบนผนังที่บอกเวลาห้าทุ่ม

“งีบหน่อยดีกว่า พรุ่งนี้ต้องไปประชุมอีก” เขาเก็บข้าวของวางไว้อย่างเป็นระเบียบ เดินไปชะโงกดูนิ่มฟ้าพร้อมดึงผ้าห่มมาคลุมหัวไหล่ โน้มหน้าแนบริมฝีปากลงบนหน้าผากมนอย่างทะนุถนอม “ราตรีสวัสดิ์หนูตะเภา”

มาสกลับมานอนที่ห้องของตนเอง ซึ่งห้องของเขาอยู่ชั้นสามบนสุดของคฤหาสน์ ที่เขาเลือกนอนให้ไกลจากนิ่มฟ้าเพราะกลัวว่าเธอจะมาเห็นตนในสภาพที่นอนดีดดิ้นทุรนทุราย เนื้อตัวเปียกโชกเหมือนคนตกน้ำ แล้วหากเธอล่วงรู้ความลับนี้

เขาเองก็จะดูเป็นคนประหลาดในสายตาเธอ

เมื่อหัวแตะถึงหมอน เพียงสิบห้านาทีเท่านั้นเขาก็หลับสนิท ไม่นานนักดวงจิตก็เดินทางไปตามเวลานัดหมาย รอบนี้เหมือนกับว่าจะเป็นฝันของหนูตะเภาสองตัว

'จู๊ดกับจี๊ด'

ในฝันมัวตา เขาเห็นพวกมันกำลังแทะหญ้าทิโมธีแห้ง รอบตัวรายล้อมไปด้วยเบบี้แคร์รอตวางเกลื่อนกลาดไปทั่ว ขนาดตอนหลับหนูของเขายังเห็นแก่กิน ช่างศีลเสมอกันกับนิ่มฟ้าซะเหลือเกิน

แม้ภาพฝันของสัตว์เลี้ยงหุ่นตุ้ยนุ้ยจะแวบผ่านมาเพียงชั่วครู่แต่ก็ทำให้มาสหลุดขำลั่น เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเดินเข้ามาอ่านความฝันของหนูตะเภาสองตัว

แต่ยังไม่ทันได้ตักตวงความฝันอันสุขล้นของจู๊ดกับจี๊ด ทุกอย่างกลับถูกแทนที่ด้วยแสงสีทองอร่าม ซึ่งแสงนี้พราวระยับจนทำให้เขาต้องหรี่ตามอง ครานั้นชายตัวสูงเกือบสองเมตรครึ่งก็ปรากฏกายอยู่ตรงหน้า ด้านข้างมาพร้อมกับผู้หญิงที่ตัวสูงพอกัน ถ้าสูงมากกว่านี้ก็คงจะสูงพอ ๆ กับเปรตที่ยืนร้องโหยหวนขอส่วนบุญเป็นแน่

“พวกคุณเป็นใครเหรอครับ” มาสเปล่งเสียงถามออกไปอย่างหวาดหวั่น

“ไม่ใช่เปรตก็แล้วกัน ข้าเป็นปู่ของเจ้า”

ชายแปลกหน้าเปลือยครึ่งท่อน ช่วงลำตัวบนสวมสังวาลย์และสร้อยประดับเพชรรัตนชาติลดขนาดตัวลงให้สูงเท่ากับมาส ผิวพรรณของเขาขาวผ่องนวลดั่งสีของพระจันทร์เต็มดวงยามค่ำคืน ที่สำคัญเครื่องหน้าของเขาดูเด่นชัดทุกมิติ คิ้ว จมูก ปากดูงดงามราวภาพวาดไปหมด

“มัวแต่ยืนอึ้งกันอยู่ได้ปู่หลาน” หญิงสาวผิวพรรณผุดผ่องด้านข้างรีบลดขนาดตัวลงให้เท่ากับชายอีกคนเช่นกัน ก่อนจะยื่นมือไปทักทายมาสอย่างเป็นกันเอง “ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะเพคะ องค์อนุราเธ”

“แต่ผมไม่เคยเจอคุณสองคนมาก่อนเลย” มาสทำหน้างุนงงแต่กระนั้นก็เอื้อมมือของตนให้หญิงสาวแปลกหน้าจับ

“ก็แหงล่ะสิ มาเกิดใหม่มันก็ต้องจำไม่ได้อยู่แล้ว ที่ปู่มาวันนี้ก็เพื่อจะเตือนเจ้าว่าอุบัติการณ์ครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น และไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม เจ้าห้ามเข้าไปค้นหาความฝันของนันทิกาเทวีเด็ดขาด”

“ใครคือนันทิกาครับ แล้วคุณสองคนเป็นใครกันแน่”

“โทษทีค่ะ พวกเราลืมแนะนำตัวเลย หม่อมฉันคือทรีนาถ ตัวปั่นแห่งสรวงสวรรค์เพคะ ส่วนนี่ก็พระโสม หรือจันทราเทพ พระอัยกาของพระองค์ในชาติที่เป็นเทวบุตรเมื่อเจ็ดหมื่นปีก่อน”

“เดี๋ยวนะครับ พวกคุณจะบอกผมว่าผมเคยเป็นเทพมาก่อนแล้วก็ลงมาใช้กรรมเป็นมนุษย์อะไรแบบนี้เหรอ”

“ก็ไม่เชิง การลงมาจุติของเจ้า เป็นความตั้งใจของเจ้า ความดื้อรั้นของเจ้าที่จะพานันทิกาเทวีกลับไปบนสวรรค์” เทพรุ่นปู่ที่มีใบหน้ารุ่นเยาว์ เดินวนไปมารอบตัวของหลานชายในร่างมนุษย์

“นันทิกาเทวี คือใครครับ”

“นิ่มฟ้า กฤตกล้าธนาดร คือ นันทิกาเทวี เป็นนางอัปสรผู้มีตบะบารมีสูงส่ง มีร่างเดิมเป็นดอกไม้ทิพย์แห่งเทวโลก สถิตย์อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต แต่พระองค์อยู่ชั้นดาวดึงส์เพคะ ส่วนกระหม่อมอยู่ทุกที่ที่ใจต้องการ”

ทรีนาถ เทพธิดาผู้รักอิสระสะพายพิณสีทองประดับด้วยพลอยหลากสีไว้กับตัว กล่าวกับมาสด้วยรอยยิ้มพร้อมกับดีดพิณส่งเสียงใสกังวานหนึ่งครั้ง

“แล้วยังไง ทำไมผมถึงเข้าไปค้นหาความฝันของน้องไม่ได้” มาสไม่เข้าใจ

“การเข้าไปค้นดูความฝันผู้อื่น ก็เสมือนกับการที่เจ้าไปค้นดูจิตใจของมนุษย์นั่นแหละ บางอย่างก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของอดีต อะไรที่มันผ่านไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เจ้าก็ต้องอยู่กับปัจจุบันให้ได้”

“นี่ขนาดส่งเอนเจิลนัมเบอร์ให้แล้วนะเพคะ หลานชายพระองค์ก็ยังเดาไม่ออก ก็บอกแล้วให้มาหาในฝันน่ะง่ายสุด” ทรีนาถบ่นยาวเหยียดพลางดีดพิณอีกหนึ่งครั้งเพื่อระงับความขุ่นข้องหมองใจ

“เอนเจิลนัมเบอร์ หมายถึงเวลาตีสองยี่สิบสองนาทีนั่นหรือเปล่าครับ” มาสพอรู้มาว่าถ้าคนเราเห็นเลขและเวลาเดิมซ้ำ ๆ นั่นคือสัญญานของบางสิ่งที่กำลังสื่อให้เรารับรู้

“เอ้อ ก็ไม่ได้โง่นี่” จันทราเทพเหยียดยิ้ม

“แต่ผมก็เข้าไปท่องความฝันคนอื่นได้ แม้กระทั่งความฝันของหนูตะเภา แล้วเรื่องอะไรต้องมาห้ามไม่ให้ดูความฝันของนิ่มฟ้าด้วย”

“หากเจ้ารู้ว่าแท้จริงแล้วนางฝันอะไร ถึงตอนนั้นเจ้าจะยอมให้อภัยตัวเองหรือไม่ อนุราเธ” จันทราเทพกดน้ำเสียงให้ต่ำลง ดวงตาสีอำพันเหมือนกับของเขาสบประสานอย่างตรงไปตรงมาเพื่อขอคำอธิบาย

“ผมเคยทำอะไรไม่ดีกับน้องไว้เหรอครับ” มาสเสียงสั่น

“พระองค์ไม่ได้ทำไม่ดี พระองค์แค่….” ทรีนาถหยุดคำไว้ เพราะยังไม่ถึงเวลาจะบอก

“นิสัยรั้นพอกับจิรเทวากร” เทพรุ่นปู่ผมขาวส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา พลางนึกถึงเทพนิสัยเหย่อหยิ่งจองหองอีกองค์ที่ได้รับวิบากกรรมไม่ต่างจากมาส

“ได้เวลาต้องไปแล้วเพคะ จะหมดหนึ่งก้านธูปแล้ว” ทรีนาถเตือน

“ธูปสั้นหรือเปล่า ทำไมหมดเร็วจังเล่า” จันทราเทพถอนหายใจ ก่อนจะวางมือลงบนบ่าทั้งสองข้างของมาส “ฟังนะมาส ปู่จะให้เจ้าเข้าไปค้นความฝันของนิ่มฟ้าได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แล้วเจ้าต้องหยุด”

“ผมจะหยุดได้ยังไง ในเมื่อทุกครั้งที่หลับตา ใจผมก็ขบคิดถึงเรื่องกลิ่นดอกไม้นั่น กลิ่นที่ผมสัมผัสได้เพียงคนเดียว แล้วรู้ตัวอีกทีก็เข้าไปอยู่ในความฝันของนิ่มฟ้าแล้ว”

“กลิ่นดอกมณฑารพ คือ ของขวัญชิ้นสุดท้ายที่นันทิกาเทวีทิ้งไว้ให้พระองค์ เพคะ และกลิ่นนี้มีอำนาจมากกว่าการยุยงให้อารมณ์ของพระองค์แตกดับจนขาดสติ ทว่าสุคนธชาติของดอกไม้สวรรค์จะช่วยให้พระองค์ตั้งมั่นอยู่ในความสงบเยือกเย็นได้ เพียงแต่พระองค์ต้องใช้มันให้เป็น” ทรีนาถอธิบายพร้อมกับดีดพิณจนเสียงเพี้ยน

“ก่อนไป ปู่ขอฝากอีกนิด การเห็นภาพฝันของตนเองหรือผู้อื่น แล้วเจ้าสามารถตักเตือนผู้อื่นได้ก่อนเกิดเหตุ ก็เท่ากับว่าเจ้าช่วยให้เขาโกงความตายสำเร็จ นอกจากนี้มันยังเป็นสูตรเร่งลัดของบางสิ่งอีกด้วย”

“สูตรเร่งลัดของอะไรครับ”

“วิบากรรม” ทรีนาถตอบแทน ก่อนจะฉีกยิ้มแฉ่งให้มาสสบายใจ “แต่พระองค์ไม่ต้องเป็นห่วง เหล่าเทพยดาสอดรู้สอดเห็นทั้งหลาย รวมทั้งหม่อมฉันจะตามลงมาช่วยชี้แนะแนวทางให้พระองค์กับนันทิกาเทวีเพคะ แล้วเจอกันชาติหน้าเพคะ เอ้ย หมายถึงอีกเจ็ดวันข้างหน้า” ทรีนาถดีดพิณรัว ๆ อย่างอารมณ์ดีเพราะตื่นเต้นที่ตนนั้นจะได้ลงมาทำภารกิจในแดนมนุษย์

​

บทก่อนหน้า
บทถัดไป