บทที่ 6 อิสรภาพที่ไม่มีอยู่จริง

ร่างกายของนิ่มฟ้าหายเร็ววันเร็วคืน เพราะมาสคอยประคบประหงมดูแลเธอเป็นอย่างดี ทว่าเกือบสองสัปดาห์ที่เธออยู่บ้านเขาและต้องหยุดพักการเรียนไปชั่วคราว คู่หมั้นหนุ่มของเธอกลับไม่ค่อยมีอารมณ์ขันหยอกล้อเหมือนอย่างเคย

บางครั้งเขายังทำหน้าเครียดใส่ ถามคำตอบคำ แต่ทุกครั้งที่เธอเจ็บเขามักจะปรี่เข้ามาประคองและถามไถ่เธอด้วยแววตาและน้ำเสียงที่อ่อนโยนอยู่เสมอ

เช้านี้สาวพลัสไซซ์ตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่งเพราะเธอตั้งใจจะลงไปช่วยป้าเชอรี่ทำกับข้าวให้มาสกินก่อนไปทำงาน แต่ตอนที่เธอก้าวเท้าลงจากบันไดกลับเห็นโก๋กับเฮงลากกระเป๋าใบใหญ่ออกไปใส่ในรถแวนหรูของโรงแรมดาลัล ซึ่งเธอจำได้ว่ากระเป๋าสองสามใบนั้นเป็นของมาส

“ป้าเชอรี่คะ มีใครจะเดินทางไปไหนหรือเปล่า” นิ่มฟ้าหยิบส้มจากไร่บนดอยของปู่ที่พ่อเอามาฝากคั้นใส่เหยือกเพื่อเตรียมเสิร์ฟคู่กับมื้อเช้า

แม่บ้านวัยหกสิบกว่าชะงักงันเล็กน้อย เมื่อเธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำผิดอย่างมหันต์ต่ออีกฝ่าย แต่นี่เป็นเจตนารมย์ของมาสที่ต้องการปกป้องนิ่มฟ้า เธอเองก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้าก้มตาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

หรือไม่ก็อาจจะต้องรอจนกว่าคุณหนูของเธอจะกลายเป็นผู้บริหารสูงสุด บางทีวันนั้นทั้งสองอาจจะได้กลับมาสานสัมพันธ์กันอีกครั้งหนึ่ง

“ป้าเชอรี่คะ เมื่อกี้ได้ยินที่นิ่มถามหรือเปล่า” นิ่มฟ้าคั้นน้ำส้มจนเต็มเหยือกแต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จากหัวหน้าแม่บ้าน

“ค…คือว่าคุณท่านเดินทางไปเที่ยวค่ะ” ป้าเชอรี่ทำใจต้องโกหกคำโต เพราะไม่อย่างนั้นเธอก็คงต้องเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วสะบัดก้นออกจากคฤหาสน์นี้เพื่อไปใช้ชีวิตใหม่ที่บ้านพักคนชราแทน

เกือบหกโมงกว่าแล้วมาสก็ยังไม่ลงมาสักที นิ่มฟ้าจึงเดินขึ้นไปตามมาสที่ห้องนอน จังหวะที่เธอกำลังจะก้าวขาไปถึงประตู มาสก็เปิดประตูพรวดพราดออกมาแต่ครั้งนี้กลับไม่มีกระเป๋าเอกสารที่เขาหิ้วติดตัวประจำตอนไปทำงาน

แถมวันนี้เขายังแต่งตัวด้วยลุคเสื้อเชิ้ตสีกรมและกางเกงยีนส์ธรรมดา คล้ายกับว่าไม่ได้จะตรงไปทำงานในออฟฟิศที่โรงแรม

“วันนี้อ้ายมาสไม่ไปทำงานเหรอคะ” นิ่มฟ้ากะพริบตาปริบ ๆ

“ไม่ไปแล้ว อ้ายจะกลับอินเดีย” เขาบอกแล้วรีบเดินหนีลงมาชั้นล่าง เดินผ่านห้องโถงและห้องครัวใหญ่ที่มีกลิ่นหอมของไข่ดาวและไส้กรอก รวมทั้งกลิ่นเปรี้ยวอมหวานของน้ำส้มจาง ๆ

แต่กระนั้นเขาก็ทำได้เพียงต้องเดินผ่านไป ขณะที่นิ่มฟ้าเดินตามหลังมาแล้วคว้ามือเขาเพื่อชวนไปนั่งกินมื้อเช้าด้วยกัน ทว่าเขากลับสะบัดมือเธอทิ้ง

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำตัวหยาบคายกับเธอ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเครียดเรื่องที่ทำงาน ก็เลยเผลอทำตัวไม่น่ารักใส่

“ไม่ไปกินข้าวด้วยกันเหรอคะ นิ่มคั้นน้ำส้มไว้ให้ด้วยนะคะ” 

จังหวะที่เธอกำลังถามเขา รถของพ่อกับแม่ที่นครนายกก็ขับเลี้ยวเข้ามาจอด ทั้งที่ร้อยวันพันปีพวกเขาแทบจะไม่แวะมาหาเธอที่คฤหาสน์ร้อยล้านหลังนี้เลย

“นิ่มฟ้าคะ แม่มารับหนูกลับนครนายกค่ะ” เหนือฟ้า แม่บ้านร่างอวบอ้วนหุ่นเดียวกับลูกสาวเดินตรงเข้ามาโอบไหล่นิ่มฟ้าแล้วชวนกลับบ้านด้วยกัน

“อะไรกันคะ เดี๋ยวอีกสี่ห้าวันนิ่มก็กลับไปเรียนหนังสือแล้ว อีกอย่างอ้ายมาสก็บอกเองว่าให้นิ่มมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้ แล้วทำไมนิ่มต้องกลับไปอยู่บ้านที่นครนายกด้วยล่ะคะ” 

“ป้อมารับกลับไปพักฟื้นเฉย ๆ แต่หลังจากครบกำหนดลา ป้อจะให้ลูกไปค้างที่บ้านอ้ายแต๋งแทน ตั้งแต่นี้ต่อไปอ้ายแต๋งจะไปรับไปส่งลูกที่มหาลัยเอง” ภาคียกมือลูบหัวลูกสาว

“นี่มันอะไรกันคะ นิ่มงงไปหมดแล้ว อ้ายมาสพูดอะไรบ้างสิคะ” นิ่มฟ้ายื่นมือไปจับแขนมาสแต่เขากระเถิบตัวหนี มาสสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะพลิกกายกลับมาเผชิญหน้ากับความจริงตลอดหลายสัปดาห์ที่เขาพยายามวิ่งหนี

“โก๋ หยิบสัญญาการหมั้นในกระเป๋าฉันให้ที” มาสบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“นี่ครับ” โก๋ส่งกระดาษให้เจ้านายหนุ่ม

มาสชูกระดาษให้นิ่มฟ้าดูอีกที “เงื่อนไขตรงนี้ระบุว่าในระหว่างที่เราสองคนคบหากัน แล้วนิ่มเกิดเหตุร้ายแรงจนเกือบถึงแก่ชีวิตขึ้นมา การหมั้นนี้จะเป็นโมฆะทันที เข้าใจหรือยัง” เขาพูดกระแทกน้ำเสียงใส่เหมือนพยายามทำให้ดูเป็นคนร้าย ๆ ในสายตาเธอ

นิ่มฟ้าส่ายหน้าทั้งน้ำตา ตอนนี้เธอจุกอกจนพูดอะไรไม่ออก ทั้งสมองทั้งตัวมันชาไปหมด ก็แค่การบาดเจ็บปางตายไม่เห็นจำเป็นจะต้องผลักไสเธอไปถึงขนาดนี้

“มันก็แค่กระดาษใบเดียวเอง ทำไมจะต้องไปแคร์อะไรกับมันนักหนา นิ่มไม่สนใจหรอกค่ะว่านิ่มจะเป็นตายร้ายดียังไง นิ่มสนใจแค่อ้ายมาส เรา…เราไม่ต้องหมั้นกันก็ได้นี่คะ เอางี้ไหมคะ เรามาเป็นแค่คนรักทั่ว ๆ ไป ไม่ต้องมีพันธะผูกมัดอะไรก็ได้” 

“อ้ายคงทำแบบนั้นไม่ได้ ขอโทษด้วยนะนิ่มฟ้า อ้ายตัดสินใจแล้วว่าจะคืนอิสรภาพให้น้อง ไปใช้ชีวิตของตัวเองซะ ดูแลตัวเองให้ดี วันหนึ่งถ้ามีโอกาสเราคงจะได้กลับมาพบกันอีก แล้วก็ฝากดูแลจู๊ดกับจี๊ดให้ด้วย” 

นัยน์ตาของมาสสั่นระริก ฝ่ามือสองข้างบีบแน่นเพื่อสะกัดกลั้นความเจ็บปวดของตนเอง เขาจะอ่อนแอและหันไปดึงนิ่มฟ้ามากอดไม่ได้ เพราะถ้าทำแบบนั้นเขาจะไม่สามารถตัดใจทิ้งเธอได้ลง

“ไม่เอาค่ะ ไม่เอาแบบนี้ อ้ายมาสก็มาดูแลเองสิคะ” นิ่มฟ้าเตรียมพุ่งตัวไปกอดแขนมาส แต่เขากลับรีบสาวเท้าตรงไปขึ้นรถอย่างเร่งรีบ

วินาทีที่ประตูรถกำลังจะปิด สาวพลัสไซซ์จึงวิ่งตามไปอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น “ห้ามไปนะคะ กลับมา กลับมาก่อน นิ่มยอมเป็นอะไรก็ได้สำหรับอ้ายมาส ฮึก…แต่อย่าทิ้งนิ่มไปแบบนี้ ขอร้อง” 

นิ่มฟ้าทรุดตัวลงเบื้องหน้า ใบหน้าเจิ่งนองไปด้วยน้ำตาและน้ำมูก ตอนนี้เธอร้องไห้ไม่ต่างจากเด็กอนุบาลตัวเล็ก “ฮึก…ฮึก” 

มาสชะงักครู่หนึ่งก่อนจะเปิดประตูออกไปดูว่าน้องโอเคดีหรือเปล่า

พลันเสี้ยววิที่สายตาสบประสานกัน ความทรมานของการจากลาก็ยิ่งถาโถมเข้ามาบั่นทอนจิตใจที่อ่อนไหวของเขามากขึ้นเรื่อย ๆ

ยิ่งอยู่นานกว่านี้ มองดูนิ่มฟ้านั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่เช่นนี้

เขาก็คงจากเธอไปไม่ได้เสียที

“อ้ายรักนิ่ม ลาก่อน” เขาขยับฝีปากโดยไม่ออกเสียง “ออกรถเถอะเฮง” ก่อนจะหันไปบอกบอดีการ์ดให้ออกเดินทางไปสนามบิน

“ไม่ ไม่ อย่าไปนะคะ กลับมา อ้ายมาสกลับมาเดี๋ยวนี้ คนใจร้าย” นิ่มฟ้าหยัดตัวลุกขึ้นเพื่อจะไล่กวดรถตู้ แต่เพราะลุกเร็วมากเกินไปทำให้สภาพร่างกายที่ยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์ถึงกับหน้ามืดจนเกือบล้มลง

“นิ่มฟ้า” ภาคีวิ่งเข้ามาประคองตัวลูกสาวไว้ทันการ แล้วแบกร่างตุ้ยนุ้ยของลูกสาวกลับเข้าไปพักผ่อนในคฤหาสน์ดาลัล 

สามเดือนผ่านไปอาการเหงาหงอยเศร้าสร้อยของนิ่มฟ้าเริ่มดีขึ้น แม้ชีวิตที่ปราศจากมาสอาจทำให้หัวใจเธอแตกสลาย แต่กระนั้นก็ไม่สามารถทำให้กระเพาะอาหารของเธอหยุดหิวได้เลยแม้แต่น้อย

เพราะชีวิตยังคงต้องเดินหน้าต่อ เธอจะสู้ต่อไป และรอคอยวันที่เขากลับมา

“ปี้นิ่ม วันนี้ปิ๊กบ้านอ้ายแต๋งแล้วใจ้ก่อ” แป้งจี่หนึ่งในน้องแฝดสามของเธอ วางจานทุเรียนลงตรงหน้า แล้วหยิบทุเรียนพูใหญ่ส่งให้เธอหนึ่งชิ้น “กิ๋นสิ ปี้นิ่มต้องกิ๋นเยอะ ๆ เน้อ” 

“ขอบคุณเจ้า ปี้จะกิ๋นให้พุงกางเลย” 

“กิ๋นทุเรียนเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมกิ๋นขนมจีนซาวน้ำปลาร้าของยอเน้อ” หมูยอถือจานขนมจีนพร้อมเครื่องเคียงผักวางลง

“ส่วนของเงี้ยวคือชาไทยเจ้า ชาไทยเย็น ๆ ตี้ปี้นิ่มชอบกิ๋น” ช่วงเสาร์อาทิตย์น้ำเงี้ยวจะไปขายหอยเชอรี่กับน้ำหวานที่ตลาดอาหารภายในไร่กับน่านฟ้าฝาแฝดของเธอ ทำให้เด็กหญิงกลายเป็นเซียนชงน้ำและแม่ค้านักขายตัวยง

“แล้วมะต๋าวมีอะไรให้ปี้” นิ่มฟ้าชะโงกหน้าถามน้องเล็กสุดของบ้านที่กำลังยืนเคี่ยวบางอย่างอยู่ในหม้อภายในห้องครัวกับแม่

“ต๋าวกำลังทำปากริมไข่เต่าครับ ปี้นิ่มรอกิ๋นเน้อ” มะต๋าวยิ้มแฉ่ง

เพราะรอยยิ้มของน้องทั้งสี่คนทำให้โลกที่อึมครึมของเธอดูสว่างไสวขึ้น พอคิดในแง่ดีว่าเธอยังมีคนที่รักอีกมากมาย แล้วเรื่องอะไรจะต้องมาฟูมฟายกับคนคนเดียวที่ทิ้งเธอไปด้วย

แถมบุคคลนั้นก็ยังกล้าพูดอีกว่า ‘ขอคืนอิสรภาพให้’

ทั้งที่สิ่งที่เขามอบให้เธอมันไม่เคยมีอยู่จริง มันก็แค่คำพูดสละสลวยของคนที่จะหาเหตุผลผลักไสเธอต่างหาก เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่เขาจากเธอไป

ความรักที่เธอเคยให้ผู้ชายคนนั้น 

มันก็ถูกปิดตายอยู่ภายในกรงเหล็กที่ไร้อิสรภาพเสียแล้ว

ดังนั้นเธอก็ไม่ต่างจากปลาผีเสื้อที่พลัดหลงกับคู่ของตน เมื่อปลาเหล่านี้รับรู้ได้ว่าคู่ของมันสูญหายไป อีกตัวก็ยอมเสี่ยงว่ายข้ามมหาสมุทรที่ห่างไกลออกไปตามคู่ครองของมันกลับมา แม้จะรู้ดีว่าต้องเจอภยันตรายหลากหลายรูปแบบ แต่พวกมันก็ไม่หวาดกลัว

หากวันหนึ่งเธอเข้มแข็งขึ้น เธอก็จะเป็นปลาพวกนั้น เธอจะออกไปตามหาเขา ไปถามเขาดูอีกครั้งว่า 'ที่ผ่านมาเขารักเธอเพราะพันธะสัญญา หรือความรู้สึกที่แท้จริงของเขากันแน่'

ในระหว่างที่กำลังเปรียบเทียบชีวิตกับปลาด้วยอาการเหม่อลอย คุณแม่ร่างอวบก็ตรงเข้ามาโอบไหล่เธอเข้าไปกอด

“นิ่มฟ้าคะ หนูเก็บของเสร็จแล้วใช่ไหม เดี๋ยววันนี้ป้อกับแม่จะไปส่งเองค่ะ อ้ายแต๋งโทรมาบอกว่าวันนี้ไม่ว่างมารับจ้ะ” เหนือฟ้าลูบศีรษะของนิ่มฟ้า พลางก้มลงจูบซับเรือนผมสีดำ จนสังเกตเห็นว่านิ่มฟ้าเริ่มมีผมหงอกขึ้นเต็มหัว “น้องนิ่มทำไมหนูมีผมหงอกเต็มเลยล่ะ มีเยอะกว่าแม่อีกนะคะ” 

“อ้อ คือนิ่มเริ่มมีตั้งแต่” นิ่มฟ้าหยุดคำเพราะเธอไม่ค่อยอยากเอ่ยชื่อถึงมาสเท่าไร “มีตั้งแต่ตอนขึ้นปีสองแล้วค่ะ นิ่มย้อมทับแล้วแต่ไม่ทันไรก็กลับมาหงอกเพิ่มอีก” 

“เอ้…หนูป่วยตรงไหนหรือเปล่า ให้แม่พาไปหาหมอไหม” 

“สงสัยนิ่มจะอดหลับอดนอนค่ะ แม่ก็รู้ว่านิ่มชอบนอนละเมอกรีดร้องตอนกลางคืนบ่อย ๆ นิ่มว่ามันอาจจะเป็นผลพวงจากอาการฝันร้ายประหลาดนั่นก็ได้ค่ะ แม่ไม่ต้องคิดมากนะคะ” 

ถึงลูกสาวจะบอกว่าไม่ต้องคิดมาก แต่สภาพใบหน้าของนิ่มฟ้ากลับไม่สดชื่นเอาเสียเลย สงสัยต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นผมหงอกคงขึ้นเต็มหัวแน่

เพราะกลัวว่าลูกจะเครียดจนแก่เกินวัย เหนือฟ้าจึงตัดสินใจปรึกษากับภาคีว่าเธอจะให้นิ่มฟ้าไปพักอยู่ที่บ้านหลังใหม่ ซึ่งเป็นบ้านที่มาสสร้างไว้ให้อยู่ไม่ไกลจาก มหาลัยและบ้านของลูกชายคนโตมากนัก

“สรุปแล้วคุณภาคีกับคุณเหนือจะให้พวกเราสองคนขับพาไปที่นั่นจริง ๆ เหรอครับ” โจฟที่กลายเป็นหนุ่มชาวไร่เต็มตัวเอ่ยถามขณะบังคับพวงมาลัยของรถเจ็ดที่นั่งตรงไปยังมุดหมาย

“บางทีให้คุณนิ่มไปผ่อนคลายที่บ้านหลังนั้น แกอาจจะสดใสขึ้นก็ได้” ฟู่ที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับที่กลายเป็นคนเลี้ยงควายประจำไร่ เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเจ้านายคนใหม่ทั้งสอง

“คุยอะไรกันเหรอคะ สีหน้าดูซีเรียสกันจัง” นิ่มฟ้าที่นั่งอยู่เบาะหลังสุด ถอดหูฟังเฮดโฟนออกพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาหาพ่อกับแม่ที่นั่งอยู่เบาะหน้า

“คือว่าแม่กับป้อจะพาหนูไปเที่ยวบ้านหลังใหม่” ภาคีบอก

“บ้านใครเหรอคะ” 

“บ้านส่วนตัวของหนูจ้ะ” เหนือฟ้ายิ้ม

นิ่มฟ้าขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ยอมนั่งเงียบไปตลอดทาง จนรถจอดสนิทที่หน้าบ้านสองชั้นสไตล์โปรวองซ์ เป็นบ้านที่มีกลิ่นอายแบบชนบทในฝรั่งเศส แนวรั้วบ้านปลูกประดับด้วยต้นชาฮกเกี้ยน ขณะที่ข้างตัวบ้านมีต้นเทียนหยดสีม่วงที่กำลังออกเมล็ดเป็นพวงสีส้มดกเต็มต้นเติบโตอยู่บนเนินที่ปูด้วยหญ้าญี่ปุ่นสีเขียวสบายตา

ส่วนดอกไม้สองข้างทางเดินซึ่งปูด้วยแผ่นพื้นหินแกรนิตเต็มด้วยแพรเซี่ยงไฮ้หลากสีที่ปลูกง่ายตายยาก เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนทั้งปีทั้งชาติของประเทศไทยอย่างมาก และภายในสนามหญ้าที่มีพื้นโล่งกว้างยังมีกระบะปลูกผักสวนครัวอีกสี่ห้ากระบะตั้งเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย บ่งบอกถึงคนที่ออกแบบสวนแห่งนี้ได้ว่าเขาจะต้องเป็นคนที่ค่อนข้างรักความสมบูรณ์แบบอยู่ไม่น้อย

เมื่อชื่นชมกับสวนนอกบ้านจนอิ่มใจ เธอจึงเพ่งความสนใจไปยังบ่อปลาคาร์ฟใต้ต้นกันเกราที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกคล้ายกับร่มคันใหญ่ เพื่อให้ร่มเงาแก่เหล่าปลาอ้วนสีสันฉูดฉาดนับสิบตัวได้แหวกว่ายภายในธารน้ำใสอย่างไร้กังวล

“ร่มรื่นดีจังเลยค่ะ” เธอหันไปยิ้มให้กับพ่อแม่และอดีตบอดีการ์ดของมาสทั้งสองคน ถึงแม้รอยยิ้มลวงหลอกนี้จะเกิดขึ้นอย่างฝืนใจก็ตาม

นิ่มฟ้าทรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้นั่งชมวิวตัวยาวสีขาว ซึ่งมีรูปปั้นหนูตะเภาตัวใหญ่เกือบเท่าคาปิบาร่าตั้งวางประดับอยู่ด้านข้างฝั่งซ้ายและขวา

พอได้เห็นหุ่นไฟเบอร์กลาสที่มีลักษณะคล้ายกับจู๊ดและจี๊ด ทำให้ใบหน้าของมาสผุดแวบขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง

ทำไมนะ เธอถึงลืมเขาไม่ได้เสียที

ตอนนี้ไม่ว่าเธอจะเห็นอะไร ใจก็พานจะนึกไปถึงอดีตคู่หมั้นอยู่เสมอ

“บ้านหลังนี้ป้อกับแม่เป็นคนสร้างให้นิ่มเหรอคะ” 

“จ้ะ ทำไมเหรอ” เหนือฟ้ารีบตอบทันควัน ก่อนที่ลูกสาวจะรัวคำถามไม่หยุด

“เปล่าค่ะ แล้วนึกไงสร้างให้นิ่มเหรอคะ นิ่มยังเรียนไม่จบเลย กะจะเนรเทศให้นิ่มมาใช้ชีวิตโดดเดี่ยวที่บ้านหลังนี้คนเดียวเหรอคะ” 

นิ่มฟ้าเอ่ยปากถาม ขณะเดินเข้าไปสำรวจบรรยากาศที่เย็นวาบภายในบ้าน

“ป้อกับแม่วางแผนว่าจะให้ลูกหลังเรียนจบ แต่เห็นลูกดูเศร้า ๆ ก็เลยคิดว่าบ้านหลังนี้น่าจะช่วยเยียวยาใจลูกได้บ้าง เผื่อวันไหนลูกเครียดก็แวะมาค้างที่นี่ มาปลูกดอกไม้ ปลูกผักได้ตามอัธยาศัย ไม่ดีเหรอ” ภาคีสาธยายยาวเหยียด

“อยู่บ้านหลังนี้คนเดียว มันเหงาเกินไปค่ะ อีกอย่างน่านก็มาอยู่กับนิ่มไม่ได้ เพราะน่านก็ต้องกลับอเมริกาไปเรียนต่อ” 

“สามแฝดไงลูก เดี๋ยวน้องก็จะเรียนจบมอ.ปลายแล้ว เห็นว่าหมูยอกับแป้งจี่จะเรียนมหาลัยเดียวกับพี่สาว คงจะมีแป้งจี่คนเดียวนั่นแหละที่กำลังตั้งใจจะสอบแพทย์ให้ได้” 

“เอางั้นก็ได้ค่ะ น้อง ๆ จะได้ไม่ต้องไปอยู่หอ ประหยัดค่าใช้จ่าย” 

“อ้อ ป้อลืมไปเลย ป้อมีรถให้ลูกอีกหนึ่งคัน” 

“รถเหรอคะ ทำไมต้องให้อะไรนิ่มมากมายขนาดนี้ด้วย นิ่มว่านี่มันมากเกินไป เสียดายเงินป้อกับแม่จังเลยค่ะ” 

เหนือฟ้ากับภาคีรีบเหลือบตามองหน้ากัน ความจริงพวกเขาไม่ได้ออกเงินสักบาท “ก็อีกสองปีลูกก็เรียนจบแล้ว ก็ให้มันซะตอนนี้เลยไม่เห็นจะเป็นไร เนอะ ที่รัก”

ผู้เป็นพ่อหันไปขอความเห็นภรรยาร่างอวบ

“ใช่ค่ะ ให้ตอนนี้กับให้ตอนโน้นไม่เห็นจะต่างกันเลยสักนิด” 

“ขอบคุณนะคะ ป้อแม่ของนิ่มน่าฮักตี้สุดในโลกใบนี้เลย” 

นิ่มฟ้าเหนี่ยวคอทั้งสองคนเข้ามาหอมคนละที โดยมีสายตาโจฟกับฟู่ยืนมองอย่างลุ้นระทึก กลัวว่าเจ้านายทั้งสองจะเผลอหลุดบอกความจริงเรื่องบ้าน

“เกือบไปแล้ว เกือบหลุด” ฟู่กระซิบข้างหูโจฟอย่างลุ้นระทึก ก่อนจะย่องกันไปที่รถเพื่อแชตหาโก๋กับเฮงแล้วรายงานเรื่องบ้านสวนดอกไม้ เผื่อว่าสองคนนั้นจะคาบข้าวไปแจ้งให้เจ้านายเก่ารู้

“พวกคุณมาทำอะไรกันตรงนี้คะ” นิ่มฟ้าโผล่พรวดมาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส

“อ้อ โทรสั่งพิซซ่าครับ” โจฟหัวเราแห้ง

“หูย งั้นสั่งเผื่อนิ่มสองถาดนะคะ เอาหน้าฮาวายเอี้ยนกับหน้าซีฟู้ดค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป