บทที่ 7 กินให้มากที่สุด VS ผู้บริหารสูงสุด
4 ปีผ่านมา
กาลเวลาล่วงเลยมาถึงสี่ปี เริ่มที่ฤดูกาลปลายฝนต้นหนาว ช่วงเวลาที่ฝนตกปรอย ๆ ชะล้างความร้อนอบอ้าว ภายในบ้านสไตล์ฝรั่งอันเย็นฉ่ำปอดจากเครื่องปรับอากาศ
สาวชาวไร่พลัสไซซ์ในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งสวมกางเกงลายช้างตัวใหญ่กำลังนั่งขัดตะหมาดบนโซฟา สองมือล้วงกินป๊อปคอร์นสลับกับพิซซ่าและไก่ทอดมะแขว่นสูตรเด็ดของแม่อยู่กับน้ำเงี้ยวและหมูยอ ขณะที่ทั้งสามกำลังนั่งดูซีรีส์ฝรั่งในทีวีด้วยกัน
ระหว่างเดียวกันนั้นแป้งจี่ที่เมื่อยล้าอิดโรยจากการเรียนแพทย์อันหนักหน่วง เปิดประตูหัวยุ่งชี้ฟูออกมาจากห้อง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาแล้วหยิบพิซซ่ามางับกินจนหายไปครึ่งนึง พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถอ่านข่าวในโซเชียลและเทรนด์ฮิตประจำวัน
[มาทำความรู้จักกับผู้กุมอำนาจคนใหม่ของอาณาจักรแสนล้าน ดาลัลกรุ๊ป มาส อนุราเธ ดาลัล หนุ่มหล่อลูกเสี้ยวไทย-อินเดียที่ฮ็อตที่สุดในเวลานี้]
แป้งจี่รีบตวัดดวงตาไปหาพี่สาวทันทีเมื่อเห็นข่าวพาดหัวตัวโต
“มีอะหยัง” นิ่มฟ้าจกป๊อปคอร์นยัดใส่ปากไม่ยั้ง ราวกับว่าพรุ่งนี้จะไม่มีโอกาสได้กินแบบนี้อีกแล้ว
“ปี้นิ่มจะกินคำใหญ่อะไรขนาดนั้นคะ ค่อย ๆ กินก็ได้” แป้งจี่บ่น
“สงสัยจะเป็นเมนส์ค่ะหมอจี่” นิ่มฟ้าคลี่ยิ้มแล้วยื่นมือไปบีบแก้มน้องสาวว่าที่คุณหมออนาคตไกล
“ไม่ต้องมาอ้างเรื่องเมนส์เลย พรุ่งนี้ปี้นิ่มมีนัดบอร์ดกับคนที่อ้ายแต๋งหามาให้ไม่ใช่เหรอคะ แล้วยัดเข้าไปขนาดนี้เดี๋ยวพุงก็ออกกันพอดี”
“ปี้จะยัดให้พุงย้วยเลย จะกินให้มากที่สุด ดูสิอีตานั่นจะรับกับสารรูปสุดสวยของปี้ได้ไหม” นิ่มฟ้ารู้สึกงอนพี่ชายคนโตนิดหน่อยที่จู่ ๆ ก็มัดมือชกนัดผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ให้เธอสุ่มสี่สุ่มห้า
“คนที่รับได้ก็คงจะมีแต่ผู้ชายคนนั้นคนเดียวละมั้ง” แป้งจี่ค้อนตาพลางยื่นข่าวในโทรศัพท์ให้พี่สาวดู พลันนั้นมือที่จกป๊อปคอร์นอยู่ถึงกับชะงักรีบเปลี่ยนไปรับโทรศัพท์ในมือของแป้งจี่มาอ่านแทน
“เขาได้ขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดแล้วเหรอ”
นิ่มฟ้าอ่านรายละเอียดข่าวที่มีเนื้อหาใจความเกี่ยวกับการได้รับตำแหน่งสูงสุดของมาสและเป็นผู้ถือครองหุ้นส่วนมากที่สุด ทว่าในช่วงท้ายของข่าวกลับพูดเรื่องคู่หมั้นสาวที่ผลักดันให้เขากลายเป็นเจ้าของคนใหม่ของดาลัลอย่างเต็มตัว ซึ่งชื่อที่ระบุในข่าวนั้นไม่ใช่เธอ แต่เป็นผู้หญิงคนอื่นที่มีฐานะร่ำรวยและมีรูปร่างหน้าตาสะสวยกว่าเธอหลายเท่า
เธอก็แค่หนูตะเภาตัวอ้วนบั้นท้ายใหญ่สำหรับเขาเท่านั้น เธอก็เป็นได้แค่นั้น คงเป็นอะไรไปไม่ได้มากกว่านี้
“ปี้นิ่ม โอเคก่อ หน้าซีดเชียว” หมูยอทักระหว่างที่กำลังกินพิซซ่าชิ้นที่สาม
“อ้อ ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ อะ ปี้คืน” นิ่มฟ้ายื่นโทรศัพท์คืนให้น้องสาว เพราะไม่อยากรับรู้ว่าชีวิตของมาสกำลังสวยหรูขนาดไหน แล้วชีวิตเธอเคว้งคว้างขนาดไหนตอนที่ไม่มีเขาอยู่
เพราะความเสียใจจนจุกอก ทำให้นิ่มฟ้าหยิบพิซซ่าและไก่ทอดมากินพร้อมกันทั้งสองมือ เพื่อให้น้องทั้งสามเห็นว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับข่าวของอดีตคู่หมั้นเลยแม้แต่น้อย
แป้งจี่ถอนหายใจแล้วลุกขึ้นไปส่งโทรศัพท์ให้หมูยอกับน้ำเงี้ยวดู
“ฮานิบ่าเฮ้ย ข่าวอ้ายมาสนี่” หมูยอพูดกระซิบไม่ให้พี่สาวได้ยิน
“กุ๊คนครับ ต๋าวกลับมาแล้ว ซื้อเกาเหลาเจ้าเด็ดมาฝากโตย แต่ว่ามันบ่าฮ้อนแล้วเน้อ อาจจะต้องเอาไปอุ่นใหม่” มะต๋าวชูถุงเกาเหลาเลือดหมูให้พี่ ๆ ดู
นิ่มฟ้าที่เหลือบตาไปเห็นของกินเมนูใหม่ จึงรีบยัดพิซซ่าใส่ปากแล้วลุกไปคว้าถุงกับข้าวในมือน้องชายคนเล็กอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวปี้เอาไปอุ่นให้เองจ้ะ” นิ่มฟ้าแค่นยิ้มแล้วเดินตรงไปที่ห้องครัว พลันนั้นหยดน้ำตาก็ไหลอาบท่วมใบหน้าราวกับเปิดสวิตซ์ ร่างกายที่ทนแบกรับความคิดถึงมาหลายปีทรุดลงกับพื้นกระเบื้อง เข่าสองข้างตั้งชันขึ้นเพื่อเป็นหลักให้วงแขนของเธอโอบกอด
จะทำอย่างไรดี เธอต้องทำยังไงถึงจะลืมเขาไปจากหัวใจ
ระหว่างเดียวกันนั้นน้องทั้งสี่คนจึงแอบย่องมาดูพี่สาว จนได้พบกับสภาพที่พี่นั่งกอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ที่พื้นห้องครัว
“เฮ้อ น่าสงสารจัง” น้ำเงี้ยวทำหน้าเศร้าสลด
“เฮาไปกอดปี้นิ่มกันเต๊อะ ให้ปี้ฮู้ว่ายังมีหมู่เฮาอยู่” หมูยอวัยหนุ่มกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดความอ่านเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
จากเด็กที่แก่นแก้วแสบสันต์สู่ชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปีที่มีความเป็นผู้นำและความเป็นพี่ชายอยู่เต็มตัว
“ปี้นิ่ม” มะต๋าวเดินนำเข้ามาก่อนแล้วทรุดตัวนั่งลงข้างพี่ จากนั้นสามแฝดจึงเดินเข้ามาโอบกอดพี่สาวด้วยความรัก ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกอดนิ่มฟ้าเพื่อให้พี่รู้ว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
“มีอะไรก็เล่าให้เฮาฟังได้เสมอ อย่าเก็บอย่ามาทนเจ๋บอยู่คนเดียวเลยเน้อ เฮาเป๋นปี้น้องกั๋น ปี้น้องบ่ทิ้งกั๋นเน้อ” หมูยอเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้พี่สาว
“หูย ยอหล่อขนาด ถ้าเมี่ยงคำมาเห็นไม่กรี๊ดสลบตายเลยเหรอ”
น้ำเงี้ยวแซวพี่ชายฝาแฝดของตน
“ยายนั่นกรี๊ดใส่ก็ดีสิ เดี๋ยวนี้เขาฮ็อตจะตายไป หนุ่ม ๆ ตามจีบกันเป็นพรวน” หมูยอกับเมี่ยงคำอยู่ในช่วงระหองระแหง เพราะปัจจุบันนี้เขากับเมี่ยงคำก็ยังไม่ได้ใช้คำว่าแฟนเสียที เหตุเพราะว่ายายผึ้งหวาน ยายของเธอไม่ค่อยชอบหน้าเขาเท่าไร แถมยายก็ชอบเอาโรคและอาการเจ็บป่วยมาข่มขู่หลานสาวว่าห้ามมาเจอเขา ถ้าจะนัดเจอกันก็ต้องต่อหน้าผู้ใหญ่เท่านั้น
คิดแล้วก็น่าโมโหชะมัด
เรื่องอะไรต้องมาบงการชีวิตของเขากับเมี่ยงคำด้วยก็ไม่รู้
แถมเวลาแวะไปหาเมี่ยงคำทีไร ก็เจอยายผึ้งหวานพูดจาเหน็บแนมใส่ตลอด หนำซ้ำยังยัดเยียดลูกชายตระกูลนักการเมืองให้หลานสาวอีก แล้วหนุ่มชาวไร่เลี้ยงควายอย่างเขาจะเอาอะไรไปสู้
“จริงด้วยแล้วรอบนี้ปี้นิ่มจะย้อมผมสีอะไรเจ้า” น้ำเงี้ยวถามพี่สาวขณะยืนอุ่นเกาเหลาอยู่หน้าเตาแก๊ส
“อืม ปี้น่าจะทำสีน้ำเงินแล้วก็ไฮไลต์เป็นสีเงินเทาจ้ะ หรือเรียกว่าโทนฟ้าหม่น”
“เหมาะกับปี้นิ่มนะคะ เพราะปี้นิ่มผิวขาวจั๊วะ” น้องสาววัยยี่สิบเอ็ดชื่นชมพลางเดินอ้อมมาโอบเอวของพี่สาวจากทางด้านหลัง “กอดอุ่นจังเลยค่ะ”
“คงไม่อุ่นเท่าสีฝุ่นหรอก” นิ่มฟ้าเอ่ยถึงชายหนุ่มวัยยี่สิบสามปีดีกรีเจ้าของฟาร์มอะโวคาโดที่น้องสาวปลาบปลื้มมาตั้งแต่เด็ก
“เงี้ยวไม่ได้ชอบเขาแล้ว เขาเองก็ไม่ได้ชอบเงี้ยว” ครั้งหนึ่งน้ำเงี้ยวกะไปเซอร์ไพรส์สีฝุ่นในงานรับปริญญา แต่กลับเจอผู้หญิงคนอื่นขอคบเขาเป็นแฟน แถมเขายังตกลงเป็นแฟนกับเธอ ตั้งแต่วันนั้นเธอก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ มุ่งมั่นว่าจะไม่ชอบผู้ชายคนนี้อีก
“ปี้น้องบ้านนี้มีปัญหาเรื่องความฮักกันหมดเลยเนอะ” มะต๋าวบ่น
“สมัยป้อก็มีเหมือนกัน” ภาคีโผล่พรวดเข้ามาหาลูกทั้งสี่คน ขณะที่เหนือฟ้าหอบหิ้วของกินและผลไม้ตามสามีเข้ามาในบ้านทีหลัง
“อ้าว ไหนว่าไม่ว่างแวะมาไงคะ” แป้งจี่ที่ยังไม่ได้อาบน้ำแต่งตัวรุดเข้ามาดูของกินและผลไม้ในถุงที่แม่เอามา
“อะไรเนี่ย เที่ยงแล้วยังไม่อาบน้ำอีกเหรอลูก”
เหนือฟ้าฟาดมือลงไปที่ก้นของแป้งจี่
“ก็จี่ขี้เกียจนี่คะ” ว่าที่คุณหมออ้อนโดยการวางหน้าซบกับอกอวบของแม่
“หืม กลิ่นอะไรหอม ๆ เหมือนกินไก่ทอดมะแขว่นเลย” เหนือฟ้าทำจมูกฟุตฟิตตามหาเป้าหมาย จนพบกับไก่ทอดสูตรเด็ดของเธอ “ใครทำเนี่ย ไหนแม่ขอชิมหน่อยสิ” เธอว่าแล้วหยิบไก่ขึ้นมาหนึ่งชิ้น “อืม อร่อยเหมือนรสมือแม่เลยนะ อันนี้หมูยอทำใช่ไหมครับ”
“ครับ ยอทำเอง ยอว่าจะเปิดร้านขายไก่ทอดมะแขว่น” หมูยอเริ่มมีความคิดจะทำกิจการของตนเอง นับตั้งแต่ถูกยายของแฟนสาวดูถูกเหยียดหยามหาว่าตนเกาะบารมีพ่อแม่ ไม่มีความสามารถยืนหยัดด้วยลำแข้งตัวเอง ตนก็เกิดไอเดียอยากทำร้านไก่ทอดสูตรเด็ดของแม่ขึ้นมา
“แม่เชื่อว่ายอทำได้ครับ เพราะไก่ที่หนูทำอร่อยมาก ๆ ถ้าได้ข้าวเหนียวสักหน่อยนะ” เหนือฟ้าเคี้ยวแก้มตุ่ย
“อี่แม่นี่กินตลอดเวลาเลยเนอะ”
น้ำเงี้ยวเท้าสะเอวมองแม่แทะไก่จนเหลือแต่กระดูก
“แล้วป้อกับแม่จะแวะมาค้างคืนที่บ้านเหรอคะ” นิ่มฟ้าถามพร้อมกับยกชามเกาเหลาไปวางบนโต๊ะกินข้าว
“ป้อจะให้ลูกไปชัยปุระ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับเดินเข้ามาดึงลูกสาวไปกอด “ป้อเตรียมพอกเก็ตมันนี่ไว้ให้ลูกแล้ว ส่วนตั๋วเครื่องบินกับที่พักอ้ายแต๋งจัดการให้ลูกเรียบร้อย”
“ห้องพักที่ดาลัลแกรนด์ใช่ไหมคะ” นิ่มฟ้าเดาออกได้ในทันที
“ใช่ ดาลัลแกรนด์ ป้อจะให้ลูกไปตามหาหัวใจกลับมา ลูกคงรู้แล้วว่ามาสได้ขึ้นเป็นเจ้าของดาลัลอย่างเป็นทางการ”
“แล้วยังไงคะ ในเมื่อเขามีคู่หมั้นคนใหม่ไปเรียบร้อย”
“ก็แค่คู่หมั้น ไม่ใช่คู่รัก” เหนือฟ้าพยายามจะพูดอ้อม ๆ ให้ลูกสาวคิดได้
“นิ่มยังมีโอกาสอีกเหรอคะ ความจริงผู้หญิงรูปร่างแบบนิ่มไม่ใช่บิวตี้ สแตนดาร์ดด้วยซ้ำ อ้ายมาส..ไม่สิ พี่มาสเขามีสิทธิ์ได้พบผู้หญิงที่ดีกว่า สวยกว่า แล้วคู่หมั้นคนใหม่ก็เหมาะสมกับเขาทุกประการ”
นิ่มฟ้าตัดพ้อพลางหยิบช้อนกลางมาซดน้ำเกาเหลาร้อน ๆ ตอนนี้ของกินเท่านั้นที่จะช่วยเยี่ยวยาจิตใจของเธอ
“แต่แม่ของลูกก็ไม่ใช่บิวตี้สแตนดาร์ด แต่สำหรับป้อแม่ของลูกงามปะล้ำปะเหลือที่สุด แล้วแม่ก็อดทนกับป้อ เข้าใจป้อมากกว่าทุกคน” ภาคีโอบเอวเหนือฟ้าเข้ามากอด สายตาของคู่รักวัยห้าสิบกว่าสอดประสานกันอย่างลึกซึ้ง
“เฮ้อ…นิ่มจะไปอินเดียให้ก็ได้ค่ะ แต่ให้ไปในฐานะอะไรเหรอคะ” ถามพร้อมตักเลือดหมูดก้อนใหญ่ใส่ปาก
“เป็นงานเลี้ยงฉลองให้กับผู้บริหารคนใหม่ค่ะ แต่ว่าหนูไม่ต้องเป็นห่วงนะ เดี๋ยวแม่จะให้โจฟกับฟู่ตามไปด้วย พอไปถึงโน่นจะมีไกด์พาทัวร์อินเดียแบบส่วนตัว”
“ใครเหรอคะ”
“เพื่อนแม่จ้ะ เขาเป็นแม่บ้านอินเดียอยู่ที่นั่น”
เมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย
หลังจากที่นิ่มฟ้าตัดสินใจมาเยือนอินเดียจากคำวิงวอนของพ่อแม่ เธอจึงใช้เวลาเตรียมตัวเพียงสองสัปดาห์แล้วเดินทางมาถึงโรงแรมดาลัลแกรนด์ โรงแรมหรูระดับหกดาวใจกลางเมืองที่พลุกพล่านจอแจ ซึ่งครั้งล่าสุดที่เธอมาก็เป็นช่วงที่เธอเพิ่งจะเข้ามหาลัยปีหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีโอกาสมาเหยียบที่นี่อีก
“นิ่มเช็กอินเสร็จแล้วค่ะคุณโจฟคุณฟู่ พวกคุณเอาของไปเก็บในห้องพักได้เลยนะคะ เดี๋ยวนิ่มรอป้ามินตราเพื่อนแม่ก่อนค่ะ น่าจะใกล้ถึงแล้ว”
“ได้เลยครับคุณนิ่ม” โจฟกับฟู่พยักหน้ารับ
นิ่มฟ้าในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนสวมกางเกงยีนส์ทรงบอยมัดผมหางม้าสีฟ้าอมเทาผูกโบสีขาวนั่งรออยู่ที่โถงรับรองลูกค้าของทางโรงแรม
“งานเลี้ยงพรุ่งนี้เริ่มกี่โมง” เสียงเข้มคุ้นหูโพล่งดังสะท้อนเข้ามาในโรงแรม พลันนั้นชายตัวสูงสวมสูททรงอินเดียสีน้ำตาลเข้มปกคอตั้ง ติดเข็มกลัดโซ่สีทองมีตราประจำตระกูลดาลัลรูปพระจันทร์เสี้ยวห้อยติดอยู่ข้างอกซ้ายก็ปรากฏตัวต่อหน้าเธอ
“งานเริ่มเวลาห้าโมงเย็นครับท่านประธาน”
เลขาหน้าคมชาวอินเดียค้อมตัวลงเล็กน้อย
“แล้วมีใครไม่ได้มาตามคำเชิญหรือเปล่า” จังหวะที่มาสหมุนกายกลับมาทำให้เหลือบไปเห็นใบหน้าหวานที่เขาไม่ได้เห็นหน้าคร่าตามาเกือบสี่ปี ซึ่งนิ่มฟ้าเองก็ไม่ได้รู้สึกหวาดวิตกที่จะต้องหลบหน้าอีกฝ่าย สาวพลัสไซซ์เชิดหน้าขึ้นพลางยักคิ้วหลิ่วตาส่งให้ผู้บริหารหนุ่มด้วยท่าทางยียวนกวนประสาท
ทว่าไม่ทันที่เขาจะได้สำรวจใบหน้าและท่าทางหน้าหยิกนั่นอย่างถี่ถ้วน
สาวรุ่นป้าในชุดสาหรี่สีเขียวแดงก็ปรี่เข้ามาทักทายเธอ จากนั้นนิ่มฟ้าก็คว้ากระเป๋าสะพายข้างเดินไปพร้อมกับหญิงสาวคนดังกล่าวอย่างเร่งรีบ
ราวกับว่าไม่อยากพบปะพูดคุยกับเขาเท่าไรนัก
“ท่านประธานครับ ท่านประธาน” เลขาหน้าแขกผิวเข้มสะกิดเรียกเจ้านายของตนที่กำลังเหม่อลอย
“โทษที สรุปแขกคนไหนไม่ได้มาตามคำเชิญบ้าง” มาสทวนถามอีกครั้ง
“ก็คุณภากร กฤตกล้าธนาดรครับ เห็นว่าติดธุระเลยส่งน้องสาวชื่อคุณนิ่มฟ้ามาแทน”
“ดี” มาสกระตุกยิ้มก่อนจะตรงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อถามหมายเลขห้องของอาคันตุกะสาว
หลังจากนิ่มฟ้าคุยกับแม่บ้านอินเดียเพื่อนแม่ถึงทริปเที่ยวรอบชัยปุระเสร็จเรียบร้อย เธอจึงบอกให้โจฟกับฟู่พักผ่อนตามอัธยาศัย ทั้งสองจึงแอบนัดพบโก๋และเฮงที่บาร์ของโรงแรมโดยไม่ให้เจ้านายสาวรู้
ด้วยความรู้สึกอ่อนล้าจากการเดินทางและการเตรียมตัวมาตลอดสองสัปดาห์ บวกกับความเครียดและความกดดันสะสม ทำให้นิ่มฟ้าอยากพักเอนหลังสักครู่ก่อนจะออกไปหามื้อเย็นกิน
ทว่าขณะที่เธอกำลังดำดิ่งลงไปในห้วงฝัน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองครั้ง
“ใครมาอีกเนี่ย” นิ่มฟ้าขยี้ตาด้วยความงัวเงีย ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเดินตรงไปที่ประตู โดยลืมที่จะส่องตาแมวดูบุคคลภายนอกอย่างลืมตัว
พลันนั้นชายหนุ่มที่เธอไม่ได้เห็นหน้ามาตลอดหลายปีก็ยืนทำหน้าเก็กเอามือไพล่หลังอยู่ตรงหน้า แค่เขายืนจ้องเขม็งมองหน้าเธอโดยไม่พูดไม่จา หัวใจทั้งดวงก็สั่นสะท้านไปหมด
นิ่มฟ้าผลักประตูใส่หน้าเจ้าของโรงแรม แต่ฝ่ามือที่ว่องไวกลับรับบานประตูดังกล่าวไว้ทัน มาสก้าวขาฉับเข้ามาแล้วกดล็อกห้องอย่างรวดเร็ว
“ถึงคุณจะเป็นเจ้าของโรงแรม แต่ก็ไม่มีสิทธิ์เดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้ามาในห้องคนอื่นนะคะ เชิญออกไปจากห้องด้วยค่ะ”
“ไม่ออก” มาสกระชับเสื้อสูทแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง
“หยาบคาย คนเห็นแก่ตัว” นิ่มฟ้ากำหมัดแน่น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงพุ่งตัวเข้าไปอ้อนเขา แต่ตอนนี้เธอรู้สึกคับแค้นใจ โกรธเคือง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะคิดลบกับคนตรงหน้า
“นี่คือคำทักทายของคนที่ไม่เจอหน้ากันสี่ปีงั้นเหรอ” คนตัวสูงยืดตัวขึ้นแล้วตรงเข้ามาคว้าบั้นเอวหนาเข้าไปบดเบียดกับลำตัว
“หยุดนะอ้ายมาส ปล่อยนิ่ม” นิ่มฟ้าขัดขืน ทั้งผลักทั้งดัน แต่พอเขากดจมูกลงมาที่แก้มของเธอ มือที่กำลังสั่นเทาเพราะอยากคว้าเขามาแนบกายก็เผลอฟาดลงไปที่หน้าอีกฝ่ายสุดแรง
หน้าของมาสหันไปอีกทาง ความรู้สึกแสบวูบวาบค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วแก้ม นัยน์ตาสีอำพันตวัดมองด้วยความเย็นชา เป็นเขาเองที่ผิดต่อเธอ ก็สมควรแล้วที่จะโดนนิ่มฟ้าตบคืน
“ขอโทษด้วยละกัน” มาสกัดกรามแน่นเพื่อระงับความอ่อนไหวในใจ เขาผละออกไปจากห้องอย่างร้อนรน เพราะกลัวว่าตนจะยอมเปิดเผยทุกสิ่งที่ผ่านมา ทั้งที่ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาอันสมควร และคนของโมกข์ก็เดินเพ่นพ่านอยู่แถวนี้
แม้ว่าเขาจะมีอำนาจสูงสุดในอาณาจักรดาลัลก็ตาม ทว่าคนที่ชอบลอบกัดและไม่ยอมแพ้อย่างโมกข์ มักจะทำเรื่องที่คาดไม่ถึงเสมอ
ดังนั้นจนกว่าจะกลับเมืองไทย เขาจำใจต้องรักษาระยะห่างกับเธอ
เพราะยิ่งนิ่มฟ้ามาวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้เขา ความปลอดภัยของเธอก็เหลือน้อยลงทุกที และเขาจะยอมให้มีอะไรเกิดขึ้นกับเธออีกเป็นครั้งที่สอง
“นายน้อย ไปเจอคุณนิ่มมาเหรอครับ” โก๋ปรี่เข้ามาถาม เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินออกมาจากห้องของลูกค้าวีไอพี
“แค่ไปทักทายมานิดหน่อย แล้วโจฟกับฟู่ล่ะ” มาสเดินไปคุยไปอย่างระมัดระวัง
“เพิ่งแยกกันเมื่อกี้ครับ เห็นบอกว่าจะไปเอนหลังพักผ่อน” เฮงบอก
“ยังไงพวกนายบอกสองคนนั้นด้วยว่า ให้จับตาคอยดูนิ่มฟ้าให้ดี พรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยง คนของน้าโมกข์เดินทางมาร่วมงานหลายคน ฉันกลัวว่าจะมีใครกลายเป็นนางนกต่อ” มาสกำชับเรื่องความปลอดภัยของอดีตคู่หมั้น
“แล้วคุณหนูรูบี้ล่ะครับ พรุ่งนี้จะพามาที่งานเลี้ยงด้วยกันหรือเปล่า” โก๋ยิงคำถามที่มาสไม่ทันได้ขบคิด
“ถ้าไม่พามาด้วย วันอื่นก็ต้องเจอกันอยู่ดี” มาสพูดถึงลูกสาววัยสามขวบของเขา แต่ยังไม่ทันไรเขาก็เห็นยัยตัวเล็กผมสีน้ำตาลกาแฟ ดวงตาสีเดียวกับเขา วิ่งสับขาตรงมาหาด้วยความดีใจ
“ปิต๊า บี้มาแล้ว” รูบี้ตรงเข้ามากอดขามาส
“บี้มาหาพ่อถึงที่ทำงานแบบนี้ พ่อจะรีบทำงานให้เสร็จไว ๆ เลยครับ”
ประธานหนุ่มอุ้มลูกสาวเข้าเอว พร้อมกับกดจมูกลงบนผิวแก้มแดงระเรื่อของหนูน้อย
“เฉ็บไว ๆ” รูบี้บีบแก้มพ่อพลางวางหน้าซบกับอก “บี้ง่วน” หนูน้อยลูกครึ่งอังกฤษ-อินเดียหาวอ้าปากกว้าง พลางยกนิ้วกลมป้องขยี้ดวงตา
“แสดงว่าวันนี้เล่นเยอะใช่ไหมครับ” มาสจูบเรือนผมนุ่มของเจ้าตัวแสบ
เด็กหญิงไม่ตอบแต่กลับผล็อยหลับคาอกพ่อ จังหวะเดียวกันนั้นพี่เลี้ยงของ รูบี้ที่กำลังวิ่งตามหาเจ้านายตัวน้อย ค่อย ๆ เยื้องกายเข้ามาหามาสด้วยท่าทางหวาดหวั่น
“น้าขอโทษนะคะที่ปล่อยให้คุณรูบี้เข้ามาวุ่นวายตอนคุณมาสทำงาน”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเคลียร์งานเสร็จแล้ว เดี๋ยวผมดูแลลูกต่อเอง” มาสขยับให้ตัวของรูบี้เอนตัวนอนอยู่ในอ้อมแขนเขา ก่อนจะก้าวขายาวกลับไปยังห้องทำงานตามเดิม
หลังจากมาสผละออกไป แทนที่นิ่มฟ้าจะนอนพักสายตาได้อย่างสบายใจแต่เธอกลับตาสว่างและพานขบคิดถึงเหตุการณ์เมื่อชั่วโมงก่อน ที่เขาบดตัวเธอเข้าไปหาความแข็งขืนกลางเป้านั่น แล้วไหนจะลมหายใจอุ่นร้อนที่ชโลมผ่านใบหน้าเธอนั่นอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนวูบวาบไปหมด
“โอ๊ย นิ่มฟ้าแกนี่มันทะลึ่งชะมัด”
สาวพลัสไซซ์ขยี้ผมจนยุ่ง เด้งตัวลุกจากเตียงวิ่งไปยังห้องน้ำ มือข้างหนึ่งเอื้อมเปิดก๊อกวักน้ำใส่หน้าเพื่อขจัดความขุ่นมัวที่เต็มด้วยแรงกิเลสในใจอย่างเร่งรีบ
วันต่อมาเธอไม่ได้ออกไปไหน เพราะตามแพลนที่วางไว้ เธอจะออกไปเที่ยวรอบชัยปุระหลังเสร็จงานเลี้ยง ดังนั้นตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงจึงใช้เวลากินนอนดูซีรีส์ในแท็บเล็ตอยู่ที่ห้องพักตลอด
ก๊อก! ก๊อก!
“คุณนิ่มครับ อยู่หรือเปล่า” ฟู่เคาะเรียกหน้าห้อง นิ่มฟ้ารีบวางโทรศัพท์แล้วเปิดประตูต้อนรับชายหนุ่มตัวสูงทั้งสอง
“มีอะไรเหรอคะ แล้วที่บอกว่าจะออกไปเที่ยวข้างนอก ได้ไปมาหรือยังเอ่ยคุณโจฟคุณฟู่”
“คือ” ฟู่ไม่กล้าบอกตรง ๆ ว่ามาสห้ามเขากับโจฟออกไปเตร็ดเตร่นอกโรงแรมเด็ดขาด “พอดีพวกผมเป็นห่วงคุณนิ่มครับ ที่นี่มันเป็นถิ่นเก่าไอ้โมกข์ด้วย ผมไม่แน่ใจว่ายังมีคนของมันแทรกซึมคอยคิดแผนการชั่วเอาคืนคุณมาสอยู่หรือเปล่า ผมก็เลยกลัวว่าคุณนิ่มจะไม่ปลอดภัย เราสองคนก็เลยคุยกันว่า เราอยู่อารักขาคุณนิ่มดีกว่า จริงไหมไอ้โจฟ” ฟู่หันไปขอความเห็น
“ใช่ครับ พวกเราสองคนเป็นห่วงคุณนิ่มนะครับ” โจฟเสริม
“อ๋อ ขอบคุณนะคะ แล้วนั่นถืออะไรไว้เหรอคะ” นิ่มฟ้าหลุบตามองถุงกระดาษใบใหญ่ในมือของฟู่ที่มาสเตรียมไว้ให้
“พอดีว่างานเลี้ยงครั้งนี้เขามีสิทธิพิเศษให้กับแขกต่างแดนครับ ในถุงนี่เป็นชุดราตรีของคุณนิ่มครับ” ฟู่ส่งถุงเสื้อผ้าให้นิ่มฟ้า
“ว้าว จริงเหรอคะ ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ” เธอฉีกยิ้มกว้างรีบรับถุงดังกล่าวมาแง้มดูอาภรณ์สวยหรูที่อยู่ภายใน
“งั้นพวกเราขอตัวก่อนนะคะ ประมาณห้าโมงเย็นเจอกันที่สวนดอกไม้ของโรงแรมนะครับ” โจฟบอก
“โอเคค่ะ แล้วเจอกันนะคะ” นิ่มฟ้ายิ้มรับตายิบหยี
เวลาห้าโมงเย็นตามกำหนดการเริ่มงานเลี้ยง สาวพลัสไซซ์ในชุดราตรีสไตล์อินเดียสีน้ำเงินแบบรัดรูปยาวกรอมเท้าเดินเข้างานเลี้ยงด้วยความมั่นใจ เส้นผมสีฟ้าหม่นของเธอถูกดัดเป็นใหญ่แซกข้าง เผยให้เห็นดวงหน้ารูปเพชรที่เปล่งปลั่งและงดงามจากเครื่องสำอางยิ่งขับให้ใบหน้าหวานจิ้มลิ้มดูสวยพิศกว่าทุกวัน
แม้เธอจะเป็นมีรูปร่างอวบอิ่ม แต่ใบหน้าและผิวพรรณกลับขาวสว่างนวล ดุจกลีบดอกคาร์เนชั่นสีชมพูอมขาว ดึงดูดสายตาของแขกเหรื่อในงานเลี้ยงให้จดจ้องมาที่เธอราวกับเป็นดาวเด่นของงานในค่ำคืนนี้
นิ่มฟ้ายิ้มแห้งให้ทุกคนอย่างเคอะเขินแล้วปรี่ตรงไปที่โซนอาหารบุฟเฟต์ที่เต็มด้วยอาหารอินเดียหลายประเภท จนไปสะดุดตาเข้ากับเมนูโปรดที่เธอเคยได้ลิ้มลองครั้งแรกสมัยที่ยังเป็นเด็กและคนที่สอนให้เธอกินก็คือ มาส อนุราเธ
“ขอถามได้ไหมคะว่าโมโม่อันนี้มีไส้อะไรให้เลือกบ้าง”
“มีไส้ผัก ไส้ปะนีร์ ไส้เนื้อไก่ ไส้ชีสและไส้เนื้อแพะครับ” พนักงานชาวอินเดียฉีกยิ้มอย่างเป็นกันเองพลางยักคอไปมาสองที
“ไส้ปะนีร์คือไส้อะไรเหรอคะ”
“มันคือไส้เต้าหู้” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น นิ่มฟ้ารีบเอี้ยวใบหน้าไปดูแหล่งที่มาของเสียง ผลปรากฏว่าเป็นอีตาเจ้าของงานเลี้ยงตัวดีนี่เอง
“งั้นเอาไส้ผักห้า ปะนีร์ห้า ไก่ห้า ชีสห้าชิ้นค่ะ”
“กินน้อยไปหรือเปล่า ผอมไปตั้งเยอะ” มาสเอ่ยพลางเข้ามายืนแนบด้านหลังโน้มใบหน้าให้คลอเคลียอยู่ข้างใบหูของเธอ
“ผ…ผอมกะผีน่ะสิ ถ้าผอมแล้วหุ่นแบบนี้ ปลาวาฬก็ตัวเท่ามดแล้วล่ะ” นิ่มฟ้าพูดแกมประชด
“งั้นเอาทาลี่มาหนึ่งชุด ไปเสิรฟ์ที่ห้องนอนของฉันด้วย” มาสบอกกับพนักงานโรงแรมแล้วคว้าข้อมือนิ่มฟ้าตรงออกจากงานไปด้วยกัน โดยมีโจฟกับฟู่ โก๋และเฮงคอยยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับเจ้านายทั้งสองของตน
“ถ่านไฟเก่าคุกรุ่นแน่เลยว่ะ” โจฟกระซิบ
“โว้ย แต่นายน้อยลีลาจะตายห่า คงไม่ทำอะไรคุณนิ่มง่าย ๆ ร้อกกก” ฟู่เอ่ยกับโจฟด้วยอาการตาลอย ทั้งที่เพิ่งดื่มเบียร์อินเดียไปเพียงสองแก้วเท่านั้น
“มึงนี่คออ่อนเหลือเกิน” โก๋ส่ายหน้า
“เดี๋ยวมันเมาแล้วพวกมึงลากไอ้ฟู่กลับด้วยนะ กูจะไปเต๊าะหัวหน้าแม่บ้านซะหน่อย น่ารักฉิบ” เฮงรีบเดินไว ๆ ตรงไปหาแม่บ้านโรงแรมที่เขาตามจีบมาเกือบหกเดือน แต่เธอก็ยังไม่ยอมใจอ่อนเสียที
มาสพานิ่มฟ้ามายังห้องนอนหลังโรงแรมแล้วดันตัวสาวในชุดราตรีเข้าไปอย่างรีบร้อน ก่อนจะลงกลอนประตูและคล้องด้วยแม่กุญแจตัวใหญ่ยักษ์อีกที
“นี่ คุณจะบ้าหรือไง ใครบอกว่าจะมากินอะไรกับคุณที่นี่ ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะคุณอนุราเธ” นิ่มฟ้าทำท่าตะบึงตะบอนแล้วเดินเข้าไปทุบหลังมาสระรัว แต่คนตัวสูงใหญ่กลับยึดข้อมือสองข้างเธอไว้แน่น แล้วออกแรงดันตัวเธอไปประชิดกับขอบเตียง ก่อนจะล้มลงไปด้วยกันทั้งคู่
เมื่อสรีระที่บึกบึนกำยำได้มีโอกาสบดเบียดกับความนุ่มนิ่มเป็นครั้งแรก
เลือดในกายของคนที่ถือครองพรมจรรย์มานานหลายปี ถึงกับปวดร้าวระบมจนแทบจะระเบิดคาชุดสูทที่สวมใส่อยู่
“อย่าดื้อได้ไหมนิ่มฟ้า”
เขาขู่ด้วยสายตาเย็นชา แถมยังทำท่าทางกระฟัดกระเฟียดใส่เธออีก
“ใครกันแน่ที่ดื้อ นิสัยเสีย” นิ่มฟ้าสวนกลับ
มาสกัดฟันแน่นคิดจะโต้ตอบกลับ แต่ยิ่งเถียงก็จะยิ่งห้ามใจไม่ไหว เขาจึงรีบผละออกจากการทาบทับบนตัวนิ่มฟ้าแล้วเปลี่ยนไปนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีเขียวแทน
“อาหารมาเสิร์ฟแล้วครับ”
มาสรีบลุกขึ้นและปลดล็อกแม่กุญแจตัวใหญ่ให้พนักงานเข้ามาเสิรฟ์อาหารที่เขาสั่งให้แขกสาวกิน ทว่าจังหวะที่พนักงานเดินสวนกลับออกไป เจ้าของเสียงเล็กใสก็วิ่งพรวดพราดเข้ามา
“ปิต๊า พ่อขา”
รูบี้ในชุดเดรสสีชมพูถักเปียหางปลามัดโบซาตินสีขาวพุ่งเข้ามากอดขาพ่อ
“พ่อเหรอ” นิ่มฟ้าพูดพึมพำอย่างตกตะลึง ตอนนี้เธอทั้งช็อกและสับสนไปหมด ไม่อยากจะเชื่อว่าห่างกันแค่สี่ปี เขากลับมีลูกเป็นตัวเป็นตนเสียแล้ว
มาสเขม็งมองอดีตคู่หมั้นที่ตกอยู่ในภวังค์ของความเศร้า เธอคงตกใจน่าดูที่พบว่าเขามีลูกสาว
“พ่อฉาบี้หยาดกิม” เด็กหญิงที่พูดไม่ชัดชี้นิ้วไปยังถาดอาหารสองชนิดที่วางอยู่บนโต๊ะ
มาสย่อตัวคุกเข่าลงต่อหน้าหนูน้อย พลางกุมไหล่เล็กแล้วโน้มหน้ากระซิบข้างหูของรูบี้ “ไปขอแม่ก่อนสิครับ”
เด็กหญิงเอียงคอมองพ่ออย่างฉงนก่อนจะกระซิบกลับ “พ่อหาแม่ให้บี้ได้แล้วเหยอ”
“ครับ พ่อหาได้นานแล้ว แต่แม่เพิ่งจะว่างมา ไปสิไปขอกับแม่ดี ๆ”
นิ่มฟ้าเริ่มขมวดคิ้ว สงสัยว่าผู้ใหญ่กับเด็กคุยอะไรกันแน่ แต่ขณะที่เธอกำลังสับสนจนมึนไปหมด รูบี้ก็วิ่งเข้ามาหา
“แม่ฉา บี้ขอกิมดั้วด้ายหมาย” ฝรั่งน้อยฉีกยิ้มแฉ่งเห็นฟันหลอ แต่สิ่งที่น่าตกใจกลับไม่ใช่เรื่องที่มาสเป็นพ่อของเด็กหน้าตาเหมือนตุ๊กตาคนนี้ ทว่ากลับเป็นเรื่องที่หนูน้อยแปลกหน้าเรียกเธอว่าแม่ต่างหาก
“คะ แม่เหรอ นี่มันเรื่องอะไรกัน นิ่มงงไปหมดแล้ว” นิ่มฟ้าเลิกคิ้วสูงหนึ่งข้างอย่างฉงน จู่ ๆ ทำไมเด็กคนนี้ถึงเรียกเธอว่าแม่
“เรียกเสี่ยจ๋าก่อนแล้วจะบอกความจริง” มาสบอกแล้วทรุดตัวนั่งลงด้านข้าง มือข้างหนึ่งสอดใต้เอวหนาแล้วพยักพเยิดให้นิ่มฟ้ารีบทำในสิ่งที่เขาต้องการ
“ทำไมเดี๋ยวนี้นิสัยเสียจัง” นิ่มฟ้าค่อนขอดเบือนหน้าหนีเป็นเชิงปฏิเสธ
“แม่ฉา เยียกเฉี่ยฉาเถอะ” รูบี้หยิบมือของเธอไปกุม กะพริบตามองอย่างไร้เดียงสา นิ่มฟ้ารีบฉีกยิ้มกว้างให้เด็กน้อย เพราะเจ้าตัวเล็กไม่ได้ผิดอะไร
“ก็ได้ค่ะ” เธอว่าแล้วหันไปเผชิญหน้ากับคนเป็นพ่อนิสัยเผด็จการ
“เสี่ย..เสี่ยจ๋า” นิ่มฟ้าตะกุกตะกัก จำต้องยอมจำนนต่อสองพ่อลูก
“หึหึ” มาสขำแล้วยอมปลดมือออกจากเอว ก่อนจะโน้มตัวไปอุ้มรูบี้ขึ้นมานั่งบนตัก
