บทที่ 1 หน้ากากที่แสนเพอร์เฟกต์
แสงไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวฉายโรยตัวลงบนโต๊ะแลกเชอร์ไม้เนื้อดีภายในห้องประชุมใหญ่ของคณะแพทยศาสตร์ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมผสานกับกลิ่นเครื่องปรับอากาศเย็นจัดเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้คนในตระกูลอัครเดชากุลคุ้นเคยมาตั้งแต่เกิด สำหรับคนอื่น มันคือกลิ่นของความสะอาด อนามัยและความหวัง แต่สำหรับ ‘เมลดา อัครเดชากุล’ กลิ่นนี้ไม่ต่างอะไรจากอากาศเหนียวหนืดที่ค่อยๆ เคลือบปอดของเธอทีละนิดจนหายใจลำบาก
"เมลดา..."
เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์หัวใจดังผ่านไมโครโฟน สายตานับร้อยคู่ในห้องต่างหันมองไปยังแถวหน้าสุดโดยพร้อมเพรียง
ร่างบางในชุดนักศึกษาเพรียวระหงลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าที่สง่างาม เสื้อกาวน์สั้นไร้รอยยับเยินแม้แต่น้อย เข็มติดอกสัญลักษณ์คณะแพทยศาสตร์ส่องประกายวับวูบกระทบแสงไฟ ผมยาวสีน้ำตาลดาร์กช็อกโกแลตถูกรวบเป็นมวยต่ำอย่างประณีตเรียบร้อย แว่นตากรอบบางทรงสุภาพบดบังดวงตากลมโตคู่สวยเอาไว้ ทว่าไม่ได้ลดทอนความคมกริบและสติปัญญาที่ฉายออกมาแม้แต่น้อย
"จากผล EKG และค่าเอนไซม์ Troponin I ของผู้ป่วยชายวัย 58 ปีที่มีอาการแน่นหน้าอกร่วมกับเหงื่อแตกซึม คุณคิดว่าการวินิจฉัยแยกโรคขั้นแรกที่ต้องระวังที่สุดคืออะไร และควรจัดการอย่างไรใน 10 นาทีแรก?"
เมลดาไม่ได้หยุดคิดแม้แต่วินาทีเดียว ริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อธรรมชาติขยับเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่หนักแน่นและชัดเจนทุกถ้อยคำ
"ลำดับแรกต้องสงสัยภาวะ … และเตรียมส่งฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (CAG) หากมีข้อบ่งชี้ค่ะ"
เธอตอบเรียบๆ โดยไม่เปิดเอกสารประกอบแม้แต่หน้าเดียว อาจารย์แพทย์พยักหน้าด้วยความพึงพอใจสายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
"ถูกต้องสมบูรณ์แบบ สมกับที่เป็นท็อปของรุ่น และสมกับเป็นลูกสาวของคุณหมอประวิทย์จริงๆ เชิญนั่งได้เมลดา"
"ขอบคุณค่ะอาจารย์"
เมลดายกมือไหว้ด้วยกิริยาอ่อนน้อมถ่อมตนก่อนจะนั่งลง ท่ามกลางเสียงพึมพำชื่นชมของเพื่อนร่วมชั้นข้างหลัง
"สมเพอร์เฟกต์จริงๆ เมลเนี่ย ทั้งสวย ทั้งเก่ง ทั้งเรียบร้อย"
"ลูกไม้ตกไม่ไกลต้นเลย ตระกูลหมอชื่อดังก็แบบนี้แหละ ไม่มีทางหลุดมาตรฐานหรอก"
"คนอะไรเหมือนไม่มีอยู่จริงในโลก เหมือนนางฟ้าหลุดมาจากรูปภาพ"
คำสรรเสริญเหล่านั้นลอยผ่านหูเมลดาไปราวกับลมพัดผ่าน เธอไม่ได้รู้สึกดีใจ ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจ ริมฝีปากของเธอยังคงรักษารอยยิ้มจางๆ แบบ 'คุณหมอผู้มีเมตตา' เอาไว้ได้อย่างไร้ที่ติ แต่ใต้โต๊ะแลกเชอร์ มือเรียวสวยที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกาวน์กลับกำลังกำเข้าหากันแน่น
เล็บตัดสั้นสะอาดจีกลงบนฝ่ามือของตัวเองจนเกิดเป็นรอยกดความเจ็บแสบเล็กๆ นั้นคือสิ่งเดียวที่ช่วยยึดสติของเธอเอาไว้ไม่ให้กรีดร้องออกมากลางห้องประชุม
ไม่มีใครรู้... ไม่มีใครเคยเห็น... ว่าภายใต้ภาพลักษณ์ 'นศพ. เมลดา' ผู้เพียบพร้อมด้วยเกียรตินิยมและชาติสระตระกูล คือวิญญาณที่กำลังถูกแผดเผาจนเกือบจะเป็นเถ้าถ่าน
เมื่อเลิกคลาสช่วงบ่าย เมลดาเดินไปตามระเบียงทางเดินของอาคารศูนย์การเรียนรู้แพทยศาสตร์ ก้าวขาอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทุกคนที่เดินสวนต่างพยักหน้าทักทายเธอด้วยความเคารพ เมลดาตอบรับทุกคนด้วยรอยยิ้มสุภาพและคำพูดที่นุ่มนวลเสมอ
"เมลครับ"
เสียงทุ้มอบอุ่นทักขึ้น เมลดาหยุดก้าวและหันไปมอง ‘ภัทรพล ภักดีวนิช’ หรือ ‘เกรท’ เพื่อนร่วมชั้นปี 4 ผู้เป็นลูกชายของผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ชายหนุ่มอยู่ในชุดกาวน์สะอาดสะอ้าน รอยยิ้มของเขาหล่อเหลาและเต็มไปด้วยมิตรภาพแบบคนที่ถูกเลี้ยงดูมาในสังคมระดับเดียวกัน
"เกรท มีอะไรหรือเปล่าคะ?"
เมลดาถามพร้อมรอยยิ้มบาง
"พอดีผมเห็นว่าช่วงนี้เมลดูซูบๆ ไป เอกสารทบทวนเคส Neurology ของสัปดาห์หน้า ผมสรุปมาให้แล้วครับ เห็นว่าเมลน่าจะตารางแน่นเพราะต้องเตรียมตัวเรื่องงานวิจัยตระกูลด้วย"
เกรทยื่นชีตเอกสารที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบมาให้
"ขอบคุณมากนะคะเกรท แต่จริง ๆ เมลเกรงใจ..."
"รับไว้เถอะครับ"
เกรทขัดขึ้นอย่างนุ่มนวล สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความพึงใจและความคาดหวังที่ซ่อนไม่มิด
"สำหรับเมลผมยินดีช่วยเสมอครับ อีกอย่าง... คุณพ่อผมกับคุณพ่อของเมลก็เพิ่งคุยกันเมื่อวันก่อน บอกว่าอยากให้เราสองคนหาเวลาไปทานข้าวด้วยกันบ้าง"
หัวใจของเมลดาตุกวูบ ความรู้สึกอึดอัดทะลักทลายขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ แต่หน้ากากของเธอยังคงแข็งแกร่ง รอยยิ้มของเธอไม่กระเพื่อมแม้แต่น้อย
"ขอบคุณมากนะคะเรื่องเอกสาร ส่วนเรื่องทานข้าว... ช่วงนี้คิวขึ้นเวรกับแล็บของเมลค่อนข้างแน่น ไว้เมลขอเช็กตารางอีกทีนะคะ"
"ได้ครับ ผมรอได้เสมอ"
เกรทยิ้มรับอย่างมีมารยาท ก่อนจะขอตัวเดินแยกออกไป
เมลดามองตามหลังชายหนุ่มไป ความรู้สึกว่างเปล่ากัดกินหัวใจ เกรทเป็นคนดี เพียบพร้อมทุกอย่าง เหมาะสมกับเธอในสายตาของสังคมและครอบครัวทุกประการ แต่ทุกครั้งที่เกรทเข้าใกล้ เธอจับได้เพียงความรู้สึกเหน็บหนาว ราวกับกำลังมองกระจกเงาที่สะท้อนภาพของความเพอร์เฟกต์อันกลวงเปล่าอีกบอร์ดหนึ่ง
ขณะที่กำลังจะเดินกลับไปยังห้องพักนักศึกษา สมาร์ตโฟนราคาแพงในกระเป๋าเสื้อกาวน์ก็สั่นสะเทือน
หน้าจอแสดงสายเรียกเข้า คุณแม่
เมลดาหยุดนิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจของเธอติดขัดไปชั่วขณะ มือบางที่เอื้อมไปหยิบโทรศัพท์สั่นสะท้านเล็กน้อยก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเข้าลึก กดรับสายแล้วยกขึ้นแนบหูด้วยน้ำเสียงที่ปรับให้ปกติตามสัญชาตญาณ
"ค่ะคุณแม่"
(“เมล วันนี้คลาสอาจารย์วิศรุตเป็นยังไงบ้าง?”)
เสียงของ ‘คุณหญิงพิมพา’ มารดาผู้เป็นอดีตอาจารย์แพทย์และหัวเรือใหญ่ของตระกูลอัครเดชากุลดังมาจากปลายสาย น้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความอบอุ่นของความเป็นแม่ แต่เต็มไปด้วยความคาดหวังอันหนักอึ้ง
"ราบรื่นดีค่ะคุณแม่ อาจารย์ถามเคส STEMI เมลตอบได้หมดค่ะ"
(“อืม... ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น”)
ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ประหลาดใจหรือชื่นชม
(“แต่แม่ได้ยินมาว่าคะแนนสอบย่อยพาทิโอคลินิกสัปดาห์ที่แล้ว หนูได้ 92 เต็ม 100 ใช่ไหม?”)
"ค่ะคุณแม่... ข้อที่ผิดเป็นเรื่องรายละเอียดสถิติงานวิจัยเชิงลึกค่ะ"
เมลดาตอบ เสียงของเธอเริ่มแผ่วลงเล็กน้อย
(“เมลดาลูก...”)
น้ำเสียงของคุณหญิงพิมพาเพิ่มความเข้มงวดขึ้นจนเมลดารู้สึกเหมือนมีหินก้อนใหญ่นับพันตันกดทับลงบนอก
(“หนูก็รู้ว่าตระกูลอัครเดชากุลของเรา ไม่เคยมีใครได้ต่ำกว่าเกรด A และไม่เคยมีใครหลุดจากอันดับหนึ่งของรุ่น คุณพ่อของหนูเป็นประธานสมาคมแพทย์ ส่วนคุณตาของหนูก็เป็นผู้ก่อตั้งคณะนี้ การที่หนูหลุดไป 8 คะแนน มันแสดงถึงความสะเพร่า คนอื่นเขาจับตาดูหนูอยู่ ถ้าหนูทำได้แค่นี้ เขาจะหัวเราะเอาได้ว่าลูกสาวตระกูลหมอชื่อดังไม่ได้เรื่อง”)
"เมลขอโทษค่ะคุณแม่ เมลจะพยายามให้มากกว่านี้ค่ะ"
คำพูดติดปากที่เธอพูดมาตั้งแต่เด็กจนโตหลุดออกจากปากอย่างอัตโนมัติ
(“แม่ไม่ได้อยากกดดันหนูนะเมล แต่มันคือหน้าที่ ความเพอร์เฟกต์คือสิ่งเดียวที่การันตีว่าหนูคู่ควรกับนามสกุลนี้ เสาร์นี้กลับมาทานข้าวที่บ้านด้วย คุณพ่อมีเรื่องจะคุยเกี่ยวกับทุนวิจัยต่อที่อเมริกา และแม่จัดการนัดกับครอบครัวของเกรทไว้แล้ว หนูต้องแต่งตัวให้เรียบร้อย อย่าให้แม่ต้องอายใคร”)
"ค่ะ... คุณแม่"
(“แค่นี้นะ ตั้งใจอ่านหนังสือซะ”)
สัญญาณถูกตัดไป ทิ้งไว้เพียงเสียงสัญญาณตู้ดๆ ที่ดังซ้ำๆ ราวกับเข็มนาฬิกานับถอยหลังสู่การพังทลาย
เมลดาค่อยๆ ลดมือลง สมาร์ตโฟนแทบจะร่วงหลุดจากมือ เธอเดินเข้าไปในห้องน้ำหญิงที่ใกล้ที่สุด โชคดีที่เวลานี้ไม่มีคนอยู่ เมลดาตรงไปที่อ่างล้างหน้า ล็อกประตูห้องน้ำใหญ่จากด้านใน แล้วพิงหลังชนกับบานประตู ถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด
ความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่วันนี้ ทุกอย่างไหลทะลักออกมาเหมือนเขื่อนแตก
"ฮึก..."
เสียงสะอื้นหลุดออกมาจากลำคอ เมลดาใช้นิ้วมือเรียวยาวถอดแว่นตากรอบบางออกแล้ววางลงบนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า เธอใช้น้ำเย็นจัดวิดขึ้นล้างหน้าหลายต่อหลายครั้ง หวังให้ความเย็นช่วยดับความร้อนรุ่มและอารมณ์คลั่งไคล้ที่ซ่อนอยู่ข้างใน
เธอมองตัวเองในกระจก…
หญิงสาวในกระจกไม่มีแว่นตา ผมมวยที่เคยเรียบร้อยเริ่มมีปอยผมหลุดลุ่ยลงมาระข้างแก้ม ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววเรียบร้อยและนุ่มนวล บัดนี้กลับแดงขอบและเต็มไปด้วยความตื่นกลัว ความปรารถนา และความขัดแย้งอย่างที่สุด
เธอเกลียดตัวเองในชุดกาวน์นี้... เกลียดภาพลักษณ์ 'ลูกสาวแสนดี' ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นหน้าตาให้คนอื่น เกลียดความรู้สึกที่ต้องคอยพยักหน้ารับคำสั่งและทำตามคาดหวังของทุกคน จนไม่เหลือพื้นที่ให้ตัวเองได้หายใจ
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกวินาที เมลดาต้องควบคุมตัวเองให้อยู่ในกรอบที่ลีดเส้นไว้ให้อย่างเคร่งครัด ห้ามแสดงอารมณ์ ห้ามโกรธ ห้ามเหนื่อย ห้ามรักใครตามใจชอบ และห้ามมีความปรารถนาที่ 'ไม่เหมาะสม'
ความกดดันนั้นมันมากเกินไป มากจนร่างกายและจิตใจของเธอสั่นสะท้าน เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นบอลลูนที่ถูกอัดแก๊สจนเต็มจนพร้อมที่จะระเบิดออกเป็นชิ้นๆ หากไม่มีช่องทางให้ระบายออก
มือบางเอื้อมไปปลดกระดุมเสื้อกาวน์สีขาวบริสุทธิ์ออกทีละเม็ด... ทีละเม็ด…
กระดุมเม็ดแรก... หลุดออก เปิดให้เห็นลำคอระหงที่ระหงผ่องใส กระดุมเม็ดที่สอง... เผยให้เห็นเนินอกขาวเนียนภายใต้เสื้อเชิ้ตสีอ่อน กระดุมเม็ดที่สาม... เมลดาแหวกเสื้อกาวน์ออกกว้าง ถอดมันออกจากไหล่แล้วขว้างมันลงบนเคาน์เตอร์อย่างไม่แยแส
เธอสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ ร่างกายระริกไหวด้วยความเค้นแค้นและสะใจเล็กๆ ที่ได้ทำลายความเรียบร้อยของตัวเองในพื้นที่มิดชิดนี้
ลึกลงไปในจิตใจที่ถูกกดทับเมลดารู้ดีว่าเธอมีอีกตัวตนหนึ่งซ่อนอยู่ตัวตนที่มืดดำ ตัวตนที่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณดิบ ความต้องการที่จะถูกปลดปล่อย ความต้องการที่จะถูกใครสักคนครอบครองอย่างรุนแรง ลึกล้ำและไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ ตัวตนที่ไม่ต้องเป็น 'คุณหมอเมลดาผู้เพียบพร้อม' แต่เป็นเพียง 'ผู้หญิงคนหนึ่ง' ที่มีความปรารถนาอันเร่าร้อน
เธอไม่อยากได้คำชื่นชมว่าเรียบร้อย... เธอไม่อยากได้คำสรรเสริญว่าสูงส่ง... ในบางเวลา เธอแค่ต้องการใครสักคนที่จะบดขยี้กรงขังนี้ให้พังทลาย ใครสักคนที่จะลากเธอออกจากภาพลวงตาอันเพอร์เฟกต์นี้ แล้วพาเธอไปพบกับความเจ็บปวดและรสสัมผัสที่จริงแท้
เมลดาหยิบแว่นตาขึ้นมาใส่กลับตามเดิม สวมเสื้อกาวน์สีขาวกลับเข้าที่ ติดกระดุมทุกเม็ดอย่างตั้งใจ จัดมวยผมให้เรียบร้อยเหมือนเดิมทุกประการ
ภายในเวลาไม่กี่นาที 'นศพ. เมลดา อัครเดชากุล' ผู้แสนเพอร์เฟกต์ก็กลับมาประทับบนเรือนร่างของเธออีกครั้ง
ทว่าสายตาที่มองผ่านเลนส์แว่นตานั้น... ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ค่ำคืนนี้... ความเครียดพุ่งสูงถึงขีดสุด และเธอก็รู้ดีว่า เธอไม่สามารถทนอยู่กับความเงียบเหงาในห้องนอนของตัวเองได้อีกแล้ว เธอต้องการการปลดปล่อย... ต้องการทางออกที่ปลอดภัยและหลบซ่อนจากสายตาของโลกใบนี้
