บทที่ 2 2 จุดเริ่มต้นของเรื่องร้าย
ย้อนกลับไปเหตุการณ์ 1 เดือนก่อนหน้านั้น
ณ ร้าน From Cake
ย่านใจกลางเมือง ในช่วงเวลาเที่ยงตรง บรรยากาศภายในร้านเบเกอรี่ชื่อดังเต็มไปด้วยความชุลมุน ลูกค้าเนืองแน่นจนแทบไม่มีที่ว่าง พนักงานทุกคนต่างหัวหมุนกับการรับมือออเดอร์ที่หลั่งไหลเข้ามา ทั้งโซนเครื่องดื่มและเคาน์เตอร์เซอร์วิสวุ่นวายจนเกินขีดจำกัด ไม่ต่างจากในห้องอบขนมที่ต้องเร่งผลิตให้ทันตามความต้องการ
“พาย”
“...”
“ยัยพาย! สตอเบอรี่ช็อตเค้กได้หรือยัง” เสียงตะโกนจากด้านนอกทะลุเข้ามาในห้องอบขนม
ทำเอาคนที่กำลังจัดการกับขนมมากมายอยู่ ถึงกับสะดุ้งโหยงหลุดออกจากภวังค์ความคิด เธอรีบจัดการกับขนมตรงหน้าพัลวัน ความเครียดที่สะสมอยู่ภายในใจทำให้เธอเหม่อลอยบ่อยครั้งในช่วงนี้ มันเป็นความทุกข์ที่บอกใครในที่ทำงานไม่ได้ ทำได้เพียงเก็บเงียบไว้รอระบายกับเพื่อนสนิทในนัดเย็นนี้เท่านั้น
พาย พัชชา สุพัฒน์ธาดา อายุ 22 ปี หญิงสาวร่างเล็กที่มีรูปร่างเพรียวบาง ใบหน้าเรียวเล็กรับกับจมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากกระจับได้รูป ผิวขาวละเอียดราวกับไข่มุกตัดกับเส้นผมสีน้ำตาลเข้มเงางาม ส่งให้เธอดูโดดเด่นสะดุดตา
ตอนนี้พัชชาทำงานอยู่ที่ร้านเบเกอรี่แห่งนี้ มาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว ตั้งแต่เรียนจบ ไม่ใช่ว่าเธอไม่มีที่ไปหรอกนะ แต่เพราะร้านนี้คือร้านของ น้าศศิ แม่เลี้ยงวัย 40 ปี ภรรยาใหม่ของพ่อเธอ
ความจริงอดีตก็เคยเป็นกิจการของแม่เธอนั่นแหละ แต่พอแม่เธอเสีย ภรรยาใหม่ของพ่ออย่างน้าศศิที่เคยเป็นพนักงานที่นี่มาก่อน ก็มาฮุบกิจการไปดื้อ ๆ แล้วก็บริหารร้านนี้แทน และเมื่อเธอเรียนจบ เธอเลยต้องมาทำงานที่นี่ด้วย เพราะหุ้น 5% อันน้อยนิดที่นาศศิแบ่งให้ มันผูกมัดเธอไว้จนไปไหนไม่ได้ ทั้งยังโดนกดขี่ข่มเหงสารพัด แต่ทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อพ่อของเธอก็ไม่อยู่แล้ว
“เอ่อ ค่ะ ๆ” จากนั้นเธอก็รีบเอาขนมพวกคุกกี้ที่เธอเพิ่งจะอบเสร็จ ออกมาให้คนที่ถามหาทันที
“คิดอะไรอยู่ ฉันบอกหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือไง งานที่สั่งต้องรีบทำ เธอจะเหม่อลอยอะไรนักหนา” ศศิที่เดินเข้ามาเช็กงานเอ่ยดุด้านหลัง
“พายขอโทษค่ะ” เธอได้แต่ก้มหน้ายอมรับผิด ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดมากจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องของพี่ชายตัวดี
พุก พสุ พี่ชายของเธอเดินทางไปทำงานต่างประเทศได้หลายเดือนแล้ว ก่อนไปเขามาขอเงินก้อนใหญ่โดยอ้างว่าจะไปสร้างอนาคต เพราะมีเงินประกันชีวิตของพ่อที่แบ่งเป็นสามส่วนเท่า ๆ กันระหว่างเธอ พี่ชาย และศศิ แต่ด้วยนิสัยใช้เงินมือเติบ เงินหลายล้านจึงมลายหายไปในเวลาไม่กี่ปี พสุเรียนจบปริญญาตรีมาได้ก็บุญแล้ว แต่หลังจากนั้นเขาก็สร้างเรื่องวุ่นวายให้เธอตลอดไม่จบไม่สิ้น รวมถึงครั้งนี้ด้วย
เมื่อพ้นช่วงเที่ยงที่แสนวุ่นวาย ศศิก็เรียกพัชชาเข้าไปคุยในห้องทำงานด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
พัชชาตอนนี้ได้แต่กุมมือก้มหน้า อย่างคนที่ใช้ความอดทนมากมาย ความจริงเธอไม่ต้องทนก็ได้ ถ้าไม่ใช่พี่ชายตัวดีของเธอ ที่มายืมเงินจนเธอต้องกลายเป็นลูกหนี้ จากเงินที่ตัวเองไม่ได้ใช้สักบาท แถมยังโดนต่อว่าต่อขานโขกสับอยู่แบบนี้อีก
“เธออย่าบอกนะ ว่าเธอคิดถึงไอ้พุกมันอีกแล้ว” ศศิปรายตามองลูกเลี้ยงด้วยความรำคาญใจ
จริงอยู่ว่าเธอไม่ใช่คนใจยักษ์ใจมารขนาดนั้น แต่เธอยอมรับว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวที่มองหาแต่ผลประโยชน์ พัชชาสำหรับเธอก็เป็นแค่แรงงานชั้นดีที่ไม่ต้องจ่ายเงินเดือน แค่ยกหุ้น 5% ให้เป็นข้อผูกมัดไว้ก็พอ
ส่วนเหตุผลที่พัชชายังอยู่ที่นี่ ก็เพราะศศิ ให้เงินพสุยืมไป 3 ล้านบาท และผู้ชดใช้ก็คือน้องสาวอย่างเธอ เธอที่พูดอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่ยอมจำนนตามนั้น และอยู่เป็นข้ารับใช้ศศิ จนไปไหนไม่ได้เลยแบบนี้
“ค่ะ พี่พุกพึ่งติดต่อมา”
“มันอยากได้เงิน?” ศศิหรี่ตาถามอย่างรู้ทัน
“ค่ะ” พัชชาตอบอย่างกล้ำกลืน
“ฉันบอกแล้วใช่ไหม ฉันเตือนเธอตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้ว ขนาดอยู่ไทยมันยังสร้างปัญหามากมายไม่จบไม่สิ้น ไปอยู่เมืองนอกแบบนั้น คนอย่างมันคงคิดได้หรอกนะ ทั้งกาสิโน ทั้งยา ทั้งสังคมแสงสีเสียงอีก” ศศิแสร้งพูดเหมือนหวังดี แต่ลึก ๆ เธอก็แค่ต้องการขัดขวางไม่ให้สองพี่น้องนี้ได้ดีไปกว่าเธอ
“ค่ะ” พัชชาตอบรับเรียบ ๆ เธอรู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นไม่ใช่ความห่วงใย แต่มันคือการตอกย้ำความล้มเหลวของครอบครัวเธอ
ณ ลาสเวกัส @สหรัฐอเมริกา
ที่กาสิโน
ภายในห้องโถมขนาดใหญ่ ของกาสิโนชื่อดังใจกลางเมืองลาสเวกัส ที่ตกแต่งอย่างสวยงามและหรูหราไปด้วย เฟอร์นิเจอร์แบรนด์เนมราคาแพง ตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมายหลายสัญชาติ ที่กระจายแยกกันอยู่หลายโซน แต่ละโซนเต็มไปด้วยคนที่มีกำลังทรัพย์ระดับมหาเศรษฐี มาใช้เวลากับกิจกรรมยามว่าง ที่ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย
ถัดขึ้นไปอีกหลายชั้นเป็นเพนท์เฮาส์ ที่พำนับ ของมาเฟียหนุ่ม ผู้ทรงอิทธิพล มีอำนาจ และเขาคือผู้คุมบังเหียนของทุกกิจการในเครือ เคอร์เลซ
อย่าง เอเดน เคอร์เลซ ในวัย 32 ปี มาเฟียหนุ่มรูปหล่อลูกครึ่ง ไทย-อเมริกา ผู้มีชาติตระกูลที่ร่ำรวย ครอบครัวและตัวเขาเองน่าเกรงขามด้วยอำนาจและบารมี ไม่มีใครในย่านนี้ที่ไม่รู้จัก ตระกูลเคอร์เลซ
ทั้งธุรกิจสีขาวและสีเทา ต้องมีชื่อเอเดนเป็นหนึ่งในนั้นที่เข้าไปพัวพันด้วย ถึงแม้จะมีเรื่องที่ผิดกฎหมาย แต่คนที่จัดการทุกอย่างได้แบบเขา ก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้มาจนถึงตอนนี้
ชีวิตการทำงานไม่มีอะไรหวือหวา เพราะคนอย่างเขาจัดการได้ทุกอย่าง ส่วนชีวิตรัก เขาไม่เคยมีความรักให้กับผู้หญิงคนไหน เพราะหวังกับทุกคนที่เข้ามาแค่เรื่องเซ็กส์ ส่วนตัวก็ยังชอบชีวิตอิสระที่เป็นอยู่อย่างตอนนี้ ได้ควงดารานักแสดง ตามสเปคเขาที่ชอบสาวเอเชียมากกว่าสาวยุโรปมาแต่ไหนแต่ไร คนอย่างเขาเสกได้ทุกอย่าง อยากได้คนไหนก็ได้ตามที่เขาต้องการ จากนั้นเขาและเธอคนนั้นก็จบลงที่เตียง ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันได้อีก
“นายครับ ไอ้พสุมันมาเป็นเป็นหนี้เพิ่มอีกแล้วครับ”
“ไอ้พสุ!” คนที่นั่งอ่านเอกสารอยู่ ก็พูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว ด้วยที่ไอ้นี่มันเป็นลูกน้องเก่าของเขา ที่ทำงานไม่เอาไหนเลย ทั้งยังติดเหล้า ติดผู้หญิง ติดการพนัน จนมันพิจารณาตัวเองลาออก แล้วไปเป็นผีพนันประจำที่กาสิโนอื่น มันไม่คิดจะพัฒนาตัวเองเลยสักนิด ขนาดที่เขาให้โอกาสแล้วมันยังไม่คิดจะคว้าไว้
“มันกลับมาเล่นที่นี่ ในช่วงที่เปิดเครดิตให้พอดี จนเป็นหนี้กาสิโนตอนนี้ 400,000 ดอลล่าร์ครับนาย”
“หึ ไอ้พวกเหี้ยผีพนัน” เมื่อนึกไปถึงคนที่พาตัวเองมาอยู่ในที่แบบนี้ ก็ต้องรู้สึกสมเพชเวชทนา เพราะจากเงินที่มันยืมไป ถ้าเป็นเงินไทยก็เกิน 13 ล้านบาท ไปแล้ว คนที่ไม่ได้ทำการทำงานอะไรแบบนั้น จะเอาเงินที่ไหนมาใช้เขาไหว
“ให้ทำยังไงกับมันดีครับนาย” เคนที่เป็นคน อนุมัติเคดิตนั้นให้พสุไป ก็รู้สึกเครียดแค้นมันขึ้นมา ก็อย่างว่าอดีตเคยเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน
“เอาตัวมันไปจัดการ กักบริเวณไว้ แล้วให้เวลามัน 7 วัน ให้หาเงินมาจ่ายหนี้ 13 ล้านพอ” เอเดนสั่งเสียงเรียบ นี่ถือว่าเขาปราณีมากแล้วสำหรับอดีตลูกน้อง เงินจำนวนนี้ไม่ได้เสี้ยวของทรัพย์สินเขาด้วยซ้ำ แต่เขาต้องการสั่งสอนให้พวกที่ไม่รู้จักเจียมตัวได้รู้ซึ้งถึงนรกบ้าง
“ครับนาย”
ตุ๊บ! ตุ๊บ! ตุ๊บ!
เสียงกระแทกเท้าหนัก ๆ ดังสนั่นไปทั่วห้องเก็บของที่อับชื้น ชายหนุ่มสภาพสะบักสะบอมคุดคู้ศอกบังหัวตัวเองไว้จากการรุมโทรมด้วยเท้าของชายฉกรรจ์หลายคน
“ไอ้เหี้ย! ถ้ามึงไม่มีเงิน มึงก็ควรเจียมตัว และรู้เอาไว้ด้วยว่าคนอย่างมึงมันไม่มีปัญญาเล่นชนะได้”
“เฮือก กะ...กู ยอมแล้ว ปล่อยกูเถอะนะ กูจะรีบไปหาเงินมาใช้หนี้นาย” พสุพยายามพยุงตัวลุกขึ้นมาไหว้ปลก ๆ เลือดสีแดงฉานอาบไปทั่วใบหน้าดูน่าเวทนา
“ไอ้เหี้ย! เงิน 400,000 ดอลลาร์ คนอย่างมึงจะมีปัญญาที่ไหนไปหามาใช้หนี้ไหว”
ผลั๊บ! ตุ๊บ! ตุ๊บ!
เท้าของบอดีการ์ดตัวใหญ่อย่าง เคน ก็ถีบและกระทืบต่อ อย่างคนที่เครียดแค้น
“เฮือก กะ....กูยอมแล้วเคน ปะ...เป็นเงินไทยเท่าไหร่ กู...กูจะให้คนหามาคืนให้” พสุพูดอย่างแบ่งรับแบ่งสู้
“มากกว่า 13 ล้าน แต่นายบอกลดให้มึง 13 ล้าน ถ้ามึงรีบเอามาจ่ายภายใน 7 วัน ถ้าไม่มีมาจ่าย มึงจะโดนทรมานแบบนี้ไปจนตาย” เสียงกังวานของ นอท บอดีการ์ดอีกคน ก็ตะคอกซ้ำทำเอาพสุตัวสั่น
“อะ...โอเค ๆ กูจะรีบเอามาคืนเลย ปล่อยกูไปเถอะนะ”
“พวกมึงเอามันออกไปทิ้งไว้ข้างหลัง แล้วกักบริเวณมันไว้ จนกว่ามันจะหาเงินมาใช้หนี้ได้” แล้วนอทก็หันไปสั่งลูกน้อง ให้เอาคนที่พวกเขากระทืบปางตายไปทิ้งไว้ที่หลังร้าน เหมือนกับลูกหนี้ทุกคน
“ครับพี่” ลูกน้องแต่ละคนก็รีบทำตามคำสั่งโดยเร็ว
ตุ๊บ!
พสุถูกหิ้วปีกไปโยนทิ้งไว้ที่กองขยะหลังคาสิโนอย่างไม่ไยดี เขานอนเจ็บปวดไปทั้งตัว พลางก่นด่าในใจด้วยความหวาดกลัว 7 วันกับเงิน 13 ล้าน เขาจะไปหามาจากไหน ลำพังเงินจะกินข้าวยังแทบไม่มี
“อะ...ไอ้เหี้ย กูเจ็บนะเว้ย เฮือก อะ...ไอ้พวกเหี้ย...” ในตอนที่ด่า ในใจก็รู้สึกกลัวไปด้วยเวลา 7 วัน นี้เขาจะไปหาเงินที่ไหนมาจ่ายเอเดนทัน เพราะคนอย่างมันคงไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ แน่
ในความมืดแปดด้านนั้น ใบหน้าเดียวที่เขานึกออก มีเพียงพัชชาน้องสาวคนเดียวของเขาเท่านั้นที่จะช่วยได้
