บทที่ 16 Ep. 16

"ทำงานจันทร์ถึงเสาร์ สามทุ่ม หลังจากนั้นคุณจะกลับบ้านก็ได้ นายจ้างให้หยุดวันอาทิตย์หนึ่งวัน ถ้าคุณระพีพรรณไปพักบ้านหรือที่อื่นในคืนเสาร์และคืนวันอาทิตย์ ก็จะต้องกลับมาทำงานเช้าวันจันทร์ให้ทันตีห้า ถ้าเลยนั้นแม้แต่นาทีเดียว สัญญาจะเป็นโมฆะทันที การทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่นายจ้างมอบหมายตามกำหนด สัญญาก็จะถือว่าเป็นโมฆะ เช่นให้ซักผ้าจำนวนยี่สิบชิ้นให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง คุณก็ต้องทำให้เสร็จเป็นต้น

ในระหว่างวันและเวลาทำงาน นายจ้างไม่อนุญาตให้ญาติหรือคนรู้จักมาหาก่อนได้รับอนุญาต ถ้าละเมิดกฏก็จะถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ ในระหว่างที่คุณทำงานเพื่อชดใช้หนี้จำนองนี้ นายจ้างจะให้เงินเดือนไว้ใช้สอยส่วนตัว เดือนละหกพันบาท นายจ้างจะเป็นคนรับรองความปลอดภัยให้คุณตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานที่นี่

หากคุณถูกกระทำทารุณกรรมในด้านต่างๆ เช่น ถูกข่มเหงทางร่างกาย การกดขี่ทางเพศ หรืออื่นๆ จากนายจ้าง หรือจากบุคคลในการปกครองของนายจ้าง จนเกิดความเสื่อมเสียให้ และภายหลังสืบทราบหรือพิสูจน์ได้โดยแพทย์เฉพาะทาง หรือขบวนการของกฏหมายได้ว่าเป็นการกระทำทารุณกรรมจากฝ่ายของนายจ้างจริง สัญญาฉบับนี้เป็นอันโมฆะเช่นกัน และนายจ้างจะต้องคืนทรัพย์สมบัติทุกอย่างให้คุณโดยไม่มีข้อบิดพลิ้วใดๆ ทั้งสิ้น

หลักๆ ที่สำคัญก็มีเท่านี้ครับ ถ้าคุณระพีพรรณไม่ขัดข้อง ก็เช็นต์ชื่อตรงนี้ครับ และก็ให้คุณโสภาลงชื่อเป็นพยานรับรู้ด้วยครับ” พิสิทธิ์ย้ำข้อสัญญาต่างๆ ให้เธอเข้าใจโดยละเอียด

“เพลงแน่ใจนะว่าจะทำอย่างนี้” โสภาไม่วายที่จะห่วงเพื่อนรัก เพราะสัญญาที่ทำขึ้นนั้นเธอรู้ดีว่า มันเหมือนสัญญาทาสชัดๆ

“ค่ะพี่โสภา ไม่ต้องห่วงเพลงหรอกนะคะ เพลงดูแลตัวเองได้” เธอบอกแล้วยิ้มให้โสภา ก่อนจะจรดปลายปากกาเซ็นต์ชื่อลงในสัญญา แล้วก็ยื่นให้กับพิสิทธิ์เพื่อส่งให้ดนุพรเซ็นต์ต่อไป

“คุณดำมีอะไรหรือเปล่าคะ ให้เด็กไปตามนิดกับคุณป้า เห็นวันนี้คุณดำบอกว่าจะมีเด็กรับใช้มาเพิ่มอีกคน แล้วให้แม่แก้วไปช่วยงานที่ออฟฟิศคุณพิสิทธิ์แทน ป่านนี้แล้วยังไม่เห็นใครมาเลยค่ะ” นิตยาหญิงสาววัยสามสิบต้นๆ เดินมาหยุดที่ห้องรับแขก พร้อมๆ กับเข็นรถเข็นที่มีลัดดานั่งเข้ามาด้วย ตามที่ดนุพรให้เด็กไปตาม

“นี่ไงเด็กที่นิดถามถึง ผมให้มาเริ่มงานเลย” เขาบอกเมื่อทุกอย่างตกลงเรียบร้อยแล้ว และโสภาก็ถูกเชิญให้กลับไปแล้ว เพราะเขาไม่ต้องการให้คนนอกเข้ามารู้เห็นความเป็นไปภายในบ้านของเขา

นิตยามองไปที่เด็กที่ดนุพรพูดถึง ก็ถึงกับทำหน้าเหมือนมีคำถาม เพราะด้วยสายตาของเธอแล้ว ไม่อาจจะตัดสินได้ว่าผู้หญิงที่ท่าทางสง่า ดูดี มีสกุล ที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้จะมาทำงานเป็นเด็กรับใช้ แต่นิตยาก็ฉลาดที่จะไม่ถามอะไรมากไปกว่านั้น เพราะรู้นิสัยดนุพรดีว่าไม่ชอบให้ใครมาเซ้าซี้ถามโน่นถามนี่

“นี่แม่ของฉัน และการปรนนิบัติคุณแม่ ก็เป็นหนึ่งในงานที่เธอจะต้องทำ และก็ยังมีอีกงานคือต้องดูแลน้องของฉัน แล้วฉันจะพาเธอไปรู้จัก” เขาบอกเธอ

“สวัสดีค่ะ” เธอไหว้ลัดดาด้วยความนอบน้อม แต่ก็ไม่ได้รับการรับไหว้จากผู้อาวุโสแต่อย่างใด ตรงกันข้ามสีหน้าและแววตาของลัดดาที่เพ่งมองมาที่เธอนั้น มันช่างเป็นแววตาที่ระพีพรรณไม่เคยเห็นมาก่อน

“นี่เหรอลูกสาวนายกำพล หน้าตาผิวพรรณดีนะ พ่อเธอคงจะรักและหวงเธอไม่น้อยนะ ฉันยังจำได้ตอนเธอเป็นเด็กๆ จะไปไหนมาไหนก็ต้องมีพี่เลี้ยงคนปรนนิบัติพัดวี คอยป้อนข้าวป้อนน้ำ แล้วนี่เธอจะทำอะไรได้ มาอยู่บ้านฉัน ก็ต้องอยู่ในฐานะเด็กรับใช้นะ ไม่ใช่จะคอยมาเป็นคุณหนูเหมือนเมื่อก่อน”

ลัดดาอดค่อนขอดเธอไม่ได้ เพราะความโกรธแค้นที่มีต่อกำพลนั่นเอง แต่ ระพีพรรณก็ฉลาดที่จะไม่ต่อปากต่อคำ ได้แต่นิ่งฟังด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย

“และที่มากับคุณแม่ก็คือนิตยา เป็นญาติของฉันแล้วก็เป็นแม่บ้านที่นี่ เขาจะเป็นคนสั่งให้เธอทำงานในเวลาที่ฉันไม่อยู่ หรือคอยป้อนงานให้ในช่วงที่ไม่มีอะไรให้เธอทำ เธอจะต้องทำตามที่เขาบอกอย่างเคร่งครัด ให้ถือเสมือนเป็นคำสั่งของฉัน เพราะงานของเธอฉันจะบอกให้นิตยารู้หมดทุกเรื่อง เขาจะพาเธอไปที่พัก และก็พาไปแนะนำให้รู้จักคนในบ้าน”

เขาบอกทั้งๆ หน้าก็แทบจะไม่อยากจะมองไปที่ระพีพรรณด้วยซ้ำ แล้วก็พยักหน้าให้นิตยาเพื่อเป็นการสั่งการแทนคำพูด และอีกฝ่ายก็เหมือนจะรับรู้คำสั่ง ระพีพรรณได้แต่เดินตามหลังนิตยาออกจากห้องไปในที่สุด พิสิทธิ์ที่นั่งอยู่ด้วย ลอบถอนหายใจออกมา ด้วยวาดภาพออกว่าระพีพรรณจะต้องเจอกับอะไรบ้างในอนาคตอันใกล้นี้

“ดำเมื่อเช้ารู้เรื่องพยาบาลที่ดูแล ยัยดาลาออกแล้วใช่ไหม” ลัดดาถามลูกชาย หลังจากที่ทั้งห้องเหลือแค่สามคน

“ครับแม่” เขาตอบแม่และก็ถอนใจด้วยความเหนื่อยอ่อน

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะให้พยาบาลมาแทนก็แล้วกันครับแม่” 

“แล้วจะอยู่ได้สักกี่วันกัน  ยัยดานับวันยิ่งจะอาละวาดหนักขึ้นทุกๆ วันแล้วนะ แม่ล่ะสงสารน้องจริงๆ เลยลูก” ลัดดาระบาย

“ใจเย็นๆ ครับคุณแม่  ยัยดาต้องการเวลาตามที่หมอบอก นี่ถ้าเทียบกับเมื่อกันแล้ว  ยัยดาดีขึ้นเยอะแล้วนะครับ” พิสิทธิ์ที่รู้เรื่องราวดีปลอบใจผู้สูงวัย

“อยู่ไม่ไหวก็ให้น้องของคนที่ก่อเรื่องรับผิดชอบไปก็แล้วกัน มันจะได้รู้ว่าพี่กับพ่อมันทำอะไรเอาไว้บ้าง” ดนุพรอดที่จะมีอารมณ์โกรธแค้นไม่ได้ เมื่อนึกถึงผู้ที่เป็นต้นเหตุแห่งเรื่องทั้งหมด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป