บทที่ 2 เจนิสอยากเป็นนักร้อง
จริญญา ผู้เป็นมารดาโอบกอดลูกสาวแนบอก คนเป็นพ่อจึงเดินเข้ามาสวมกอดให้กำลังใจลูกสาวคนเล็กที่หวงแหนราวไข่ในหินบ้าง
“พ่อไม่ให้เจนิสอยู่ที่นี่อีกแล้ว ขนาดซื้อคอนโดราคาเป็นสิบล้านให้อยู่ ยังไม่ปลอดภัยเลย”
ปฐวี กัดกรามแน่น อยากจะกระทืบคนที่แอบเข้ามาทำร้ายลูกสาวเขาให้จมดิน แต่ก็ไม่อาจทำได้
“พ่อจะให้เจนิสเปลี่ยนคอนโดเหรอคะ”
“เปล่า พ่อจะขายทิ้งแล้วพาเจนิสกลับไปอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมต่างหาก เจนิสต้องออกจากวงทันที”
“ไม่นะคะ เจนิสเพิ่งได้ออกอัลบั้มแรกเอง เหลือสัญญาอีกตั้งหนึ่งปี แล้วทางค่ายก็จะให้เซ็นสัญญาฉบับที่สองต่ออีกห้าปีด้วย พ่อก็รู้ว่ากว่าจะมาถึงวันนี้มันไม่ง่ายเลย เจนิสซ้อมหนักมาก ๆ เจนิสทำตามสัญญาได้แล้ว ทั้งเรียนทั้งทำงานพร้อมกันโดยที่ไม่เสียการเรียนสักนิด”
การเป็นนักร้องคือความฝันของเด็กผู้หญิงที่ไปเติบโตในต่างประเทศ เนื่องจากพ่อแม่ย้ายครอบครัวไปตั้งถิ่นฐานในต่างแดนเพื่อประกอบธุรกิจ Shopping Mall ที่นำเข้าสินค้าและอาหารของไทยมาขาย รวมถึงธุรกิจร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลกด้วย แม้ว่าพ่อของเธอจะยังมีหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทพิมพ์มาดาพร็อพเพอร์ตี้ที่อยู่ในประเทศไทยก็ตาม
การที่เธอจะทำตามความฝันได้คือต้องกลับมาเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่ประเทศไทยเท่านั้น และเธอก็ทำสำเร็จโดยที่ไม่เสียการเรียนสักนิด
“พ่อรู้ว่าลูกของพ่อพยายามมาก ๆ แต่ที่นี่มันไม่ปลอดภัยอีกแล้ว พ่อกับแม่และพี่ ๆ ก็ยุ่งกับธุรกิจทางนั้น ไม่มีใครมาอยู่ดูแลลูกของพ่อได้สักคน ขนาดเจนิสมีผู้จัดการส่วนตัว แค่คลาดสายตากันแป๊บเดียว ลูกพ่อก็เกือบจะถูกไอ้บ้าที่ไหนปล้ำแล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับลูก พ่อกับแม่จะทำใจได้ยังไง”
น้ำตาไหลลงอาบแก้มนวล ภาพความน่ากลัวและสัมผัสน่าขยะแขยงยังคงไหลเวียนในสมอง แต่ถ้าเธอทิ้งทุกอย่างไปในตอนนี้ สิ่งที่เธอพยายามแทบตายมาตลอดหลายปีก็จะสูญเปล่า
“พ่อคะ เจนิสอยากเป็นนักร้อง”
ปฐวีกัดกรามแน่น ถอนหายใจเฮือก บังคับน้ำตาไม่ให้ไหลด้วยสงสารความรู้สึกของลูก แต่ความเป็นห่วงมีมากกว่า
“ไม่ได้ พ่อไม่ยอมให้เจนิสอยู่ในที่อันตรายอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ญาติสนิทเราไม่มีใครอยู่ที่ไทยกันเลยนะ ยิ่งถ้าให้เจนิสไปอยู่ที่บ้านเก่าของพ่อยิ่งแล้วใหญ่ ขนาดคอนโดมันยังแอบเข้ามาได้ พ่อกลัวจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก”
คนตัวบางร้องไห้โฮ กอดคนเป็นพ่อแน่น ทำเอาผู้ใหญ่ทุกคนในห้องสะเทือนใจไปตาม ๆ กัน
“วี จุ๋ม ให้เจนิสไปอยู่บ้านฉันไหม ฉันจะดูแลเจนิสให้ ไม่ต้องเป็นห่วง”
พาขวัญ ที่นั่งเงียบน้ำตาซึมด้วยความสงสารลูกสาวของเพื่อนรักทั้งสองคนมานานเอ่ยออกไปเมื่อได้ตรึกตรองดีแล้ว
“พั้นช์ จะดีเหรอ ฉันเกรงใจแก”
จริญญาเอ่ยออกมาด้วยความเกรงใจ แค่ที่เพื่อนต้องมาดูแลลูกสาวของเธอให้เกือบสองวันก็เกรงใจจะแย่แล้ว ทั้งที่ยังพอมีญาติพี่น้องอยู่ในประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อถึงขั้นจะไหว้วานหรือฝากฝังลูกสาวเอาไว้ให้เป็นภาระได้
“เกรงใจอะไร พวกเราเป็นเพื่อนกันนะ เจนิสก็เหมือนลูกสาวฉัน ที่พวกแกหนีฉันไปทำธุรกิจที่สวิตฯ ฉันยังไม่ได้ชำระความพวกแกเลยนะ”
ทั้งที่ปฐวีมีหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทพิมพ์มาดาพร็อพเพอร์ตี้ บริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งที่สามีของพาขวัญรับตำแหน่งเป็นประธานบริษัทในตอนนั้นแท้ ๆ แต่เมื่อปฐวีได้ไปลองทำงานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ดูแล้วกลับไม่ได้ชอบอย่างที่คิด จริญญาเองก็ไม่ต่างกัน จึงไปสร้างกิจการด้วยตัวเองถึงสวิตเซอร์แลนด์
“แหม ก็ไม่ชอบงานอสังหาฯ นี่ แต่มันคนละเรื่องกันนะพั้นช์ นี่ลูกสาวของฉัน ทั้งดื้อ ทั้งแสบ ทำงานก็ไม่เป็นเวลา กลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ ตื่นสาย ทำงานบ้านไม่เป็น จะให้อยู่เป็นภาระแกมันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ”
“บ้านฉันมี รปภ. คอยเปิดประตูรั้วและเฝ้าบ้านให้ มีแม่บ้านคอยทำงานทุกอย่าง แล้วบ้านฉันก็มีลูกชายลูกสาวอีกสามคนที่กิน นอน ตื่น ไม่เป็นเวล่ำเวลาสักคน มีเจนิสเพิ่มมาอีกแค่คนเดียว บ้านฉันคงไม่วุ่นวายขนาดนั้นหรอก”
จริญญาและปฐวีมองหน้าลูกสาวก็เห็นดวงตากลมโตคู่นั้นมีประกายความหวัง
“แต่...”
“นี่แกสองคนไม่สงสารลูกบ้างเหรอ ที่แกทิ้งงานทางนี้ไปสร้างธุรกิจกันใหม่เพราะพวกแกไม่ชอบงานอสังหาฯ แล้วมันจะต่างอะไรกับเจนิส ลูกแกใช้เวลากี่ปีกว่าจะมีวันนี้ อย่างน้อยก็ให้ทำในสิ่งที่ชอบอีกสักหน่อยเถอะ บอกแล้วไงว่าเรื่องที่อยู่ที่กินไม่มีอะไรต้องกังวล ฉันดูแลให้พวกแกได้ เจนิส ไปอยู่กับป้าไหม”
“ไปค่ะคุณป้า”
คนตัวบางตอบอย่างไม่เสียเวลาคิดแม้เพียงอึดใจทำคนเป็นพ่อแม่ถอนหายใจพรืด
“ก็ได้ แต่พ่อให้เวลาเจนิสถึงแค่หมดสัญญารอบนี้เท่านั้น ครบหนึ่งปีเจนิสต้องกลับสวิตฯ ทันที”
แม้จะผิดหวังที่พ่อไม่ยอมให้เธอเซ็นสัญญาฉบับที่สองต่ออีกห้าปี แต่อย่างน้อยก้าวแรกที่เธอยังได้ทำงานที่รักต่อไปจนครบสัญญาฉบับแรกก็ดีแล้ว ยังพอมีเวลาให้คิดหาทางออกเรื่องนี้กันใหม่
“ค่ะพ่อ เดี๋ยวเจนิสจะจ้างคนดูแลเพิ่มนะคะ เพราะพี่ปุ๊กกี้ดูแลทั้งวง คงไม่สะดวกดูแลเจนิสเป็นพิเศษ รถก็มีคนขับให้เหมือนเดิม ไม่ไปไหนเอง ไม่ขับรถแน่นอนค่ะพ่อ”
นิ้วเรียวถูกชูขึ้นมาแทนคำสัญญา จึงได้รับการพยักหน้าแทนคำอนุญาต
“ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณคุณป้าด้วยนะคะที่ช่วยรับเจนิสไปดูแล”
ในเรื่องร้าย ก็ยังมีพอข่าวดีให้เธอกลับมาสดใสได้อีกครั้ง และคราวนี้คงไม่มีอะไรมาหยุดยั้งความฝันของเธอได้อีก แม้แต่ช่วงเวลาจำกัดเพียงแค่หนึ่งปีของพ่อก็ตาม
