บทที่ 5 ของต้องห้าม
“พี่ก็เหมือนกันนะ เจนิสไม่ต้องเกรงใจ ถือว่าพี่เป็นพี่ชายอีกคนของเจนิสแล้วกัน”
“ขอบคุณพี่ ๆ มากเลยนะคะ แล้วก็ขอโทษด้วยที่เจนิสมารบกวน”
“ไม่ต้องคิดมากนะ อยู่บ้านนี้ให้มีความสุขเหมือนอยู่บ้านตัวเอง ไม่ต้องเกร็ง บ้านเราไม่มีกฎอะไรสักอย่าง ใครอยากทำอะไรก็ได้ ขอแค่ไม่เดือดร้อนคนอื่นก็พอ”
พริ้มพราวก้าวเข้าหาแล้วรับร่างบอบบางมากอดแนบอก เป็นการปลอบใจที่หญิงสาวตัวคนเดียวเพิ่งเจอเรื่องร้าย ๆ และเป็นการยืนยันว่าพวกเธอทุกคนไม่มีใครรังเกียจหรือเห็นนักร้องสาวเป็นตัวภาระ
“น้าขอบคุณทุกคนมากนะ แค่นี้น้าก็สบายใจแล้ว ผมขอฝากเจนิสด้วยนะครับคุณพีท”
ปฐวีเอ่ยฝากฝังลูกสาวที่รักปานดวงใจกับเจ้าของบ้านอีกครั้ง
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมกับพั้นช์จะดูแลเจนิสให้”
“เดี๋ยวพ่อกับแม่คงต้องกลับเลยนะเจนิส ทิ้งทางนั้นมาหลายวันแล้ว มีประชุมสำคัญด้วย อยู่ทางนี้ก็อย่าดื้อกับทุกคนนะ เป็นเด็กดี แล้วจะไปไหนมาไหนก็ต้องระวังตัวให้มาก ๆ โอเคไหม”
“โอเคค่ะพ่อ พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงเจนิสนะคะ”
“อย่าห่วงไปเลยวี พี่พีทหาบอดี้การ์ดไว้ให้เจนิสแล้ว เป็นคนสนิทของพอร์ช คราวนี้ไม่มีทางเกิดเรื่องอะไรกับเจนิสแน่”
“ขอบคุณคุณพีทกับพั้นช์มากนะครับ”
“อืม ไม่ต้องเกรงใจ แกสองคนกลับเถอะ เดี๋ยวตกเครื่อง มีอะไรค่อยโทรคุยกัน”
เมื่อส่งปฐวีกับจริญญาขึ้นรถไปยังสนามบินเรียบร้อยแล้ว พาขวัญกับพริ้มพราวก็พาเจณิสตาขึ้นไปดูห้องส่วนตัวที่จะต้องอยู่นับจากนี้อีกหนึ่งปี...หรือนานกว่านั้น
“ป้าให้แม่บ้านไปขนเสื้อผ้ากับของใช้ทั้งหมดของเจนิสมาไว้ที่นี่หมดแล้วนะจ๊ะ เห็นพ่อเจนิสว่าจะขายห้องนั้นเลย”
“ขอบคุณมากค่ะคุณป้า”
“ห้องเล็กเกินไปไหมจ๊ะ จะให้ป้าทุบห้องข้างกันให้เอาไหม”
“ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะคุณป้า แค่นี้ก็กว้างมากแล้ว ห้องสวยมากเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
“งั้นก็พักผ่อนก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวเที่ยงป้าจะให้แม่บ้านขึ้นมาตาม”
ในห้องอาหารขนาดใหญ่ เจณิสตานั่งตรงข้ามกับพิพัฒน์ เธอเหลือบมองเขาแล้วยิ้มให้แต่คนตัวโตกลับมองเธอนิ่ง ๆ แล้วแค่นหยิ้มหยันก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวโดยไม่สนใจเสน่ห์ของเธอแม้แต่น้อยทำเธอหน้าม้าน
มือเล็กกำช้อน เม้มปากแน่นราวเด็กถูกขัดใจ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองต่อไปบ้าง
ไม่มีผู้ชายคนไหนกล้าเมินใส่คนอย่างเจนิส คอยดูเถอะ เธอจะทำทุกอย่างให้คนอย่างเขามาสยบแทบเท้าของเธอให้ได้เลย
ในขณะที่พิพัฒน์ยื่นมือไปหยิบช้อนกลางในจานผัดผักรวมมิตร เจณิสตาที่ใจตรงกันก็ยื่นมือไปด้วย ทันทีที่มือของทั้งสองต้องกันราวกับมีกระแสไฟวิ่งไหลผ่านทั้งสองร่างจนต้องหดมือกลับอย่างรวดเร็ว
“ขอโทษ เธอตักก่อนเลย”
“เอ่อ ขอบคุณค่ะ”
สาวสวยตักอาหารใส่จานตัวเอง ก่อนจะเสหยิบน้ำมาดื่มด้วยรู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูก ในขณะที่เจ้าของดวงตาคมกริบซึ่งแอบเหลือบมองเธอทำเพียงยกยิ้มมุมปากเท่านั้น
“แหม ใจตรงกันเลยนะคะ เจนิสรู้ไหมว่าพี่พอร์ชเห็นหน้านิ่ง ๆ แบบนี้ แต่ใจดีนะ พอรู้ว่าเจนิสกำลังต้องการคนดูแลก็ยกบอดี้การ์ดให้เจนิสมาเลยหนึ่งคน มือดีเลยนะนั่น ขนาดพี่ขอยังไม่ยกให้พี่เลย”
พริ้มพราวเอ่ยแซวเมื่อเห็นปฏิกิริยาของสาวน้อยเจณิสตาที่ดูจะประหม่าตอนอยู่ต่อหน้าพี่ชายเธอนิดหน่อย แม้แม่จะสั่งห้ามไม่ให้ลูกชายทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับนักร้องสาวอย่างเด็ดขาด แต่ของแบบนี้มันห้ามกันได้ที่ไหน
“พูดเกินไปหรือเปล่ายัยพราว ที่พี่ไม่ยกให้เพราะคนของแกก็มี ไหนจะคนที่ว่าที่คู่หมั้นแกส่งมาให้อีกล่ะ จะเอาไปทำไมเยอะแยะ”
พริ้มพราวย่นจมูกใส่พี่ชายด้วยความหมั่นไส้ที่พูดจี้ใจดำ การเอ่ยถึงคู่หมั้นหน้าดุของเธอทำให้ความอยากอาหารลดลงไปกว่าครึ่ง
“ก็คนของหมอนั่นไว้ใจได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ พราวส่งกลับไปแล้วค่ะ เกิดหมอนั่นสั่งคนพวกนั้นมาลอบฆ่าพราวจะทำไง หมอนั่นมีคนรักเป็นตัวเป็นตนแล้ว พ่อกับคุณลุงจะบังคับให้เราสองคนหมั้นกันทำไมก็ไม่รู้ ล้มเลิกไปเถอะนะคะพ่อ”
“ไม่ได้ พ่อรับปากลุงเขาไว้ตั้งแต่แกยังแบเบาะแล้ว”
“เบื่อจริง พวกมาเฟีย เผด็จการ”
เจณิสตามองคนตัวบางที่กำลังทำทีแง่งอนใส่พ่อและพี่ชายตัวเอง ทั้งยังหาว่าว่าที่คู่หมั้นของตัวเองเป็นมาเฟีย ทั้งที่บ้านตัวเองมียามเฝ้าทั้งหน้าทั้งหลังบ้าน แถมยังมีบอดี้การ์ดเดินตามกันเป็นโขยง ตั้งแต่ที่ไปรับเธอออกจากโรงพยาบาล จนทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับอยู่ในบ้านของมาเฟียอย่างไรอย่างนั้น
และสิ่งที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันก็ทำให้เจณิสตาได้รู้ว่าลูกสาวคนรองของครอบครัวนี้กำลังจะหมั้นหมายกับลูกชายมาเฟีย แล้วแบบนี้ลูกชายคนโตของบ้านจะไม่มีคู่หมั้นอยู่แล้วเหมือนกันหรอกหรือ ถ้าเป็นแบบนั้นแผนการของเธอคงล่มไม่เป็นท่า ด้วยความอยากรู้จึงเอ่ยถามออกไปทันทีตามนิสัยเด็กที่เติบโตมาจากสังคมเสรี
“พี่พราวมีคู่หมั้นแล้วเหรอคะ แล้วแบบนี้พี่พอร์ชกับพี่พิธล่ะ ต้องมีคู่หมั้นหรือเปล่าคะ”
พิพัฒน์เหลือบมองหน้าเด็กสอดรู้ทันทีก่อนกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นเธอจ้องหน้าเขาเขม็ง สายตาบอกให้รู้ว่ากำลังสนใจเขาอยู่
