บทที่ 4 สอบอยู่

น้ำตาลจำใจยอมให้เขามาส่งที่หน้าตึก ขณะที่เธอกำลังจะก้าวลงจากรถตู้คันหรู ชายหนุ่มก็ส่งเสียงปรามขึ้นมาเสียก่อน

“เดี๋ยวก่อน ห้ามตุกติกนะ ถ้าฉันรู้ว่าเธอคิดไม่ซื่อ ฉันจะจับขังไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเลย คอยดู”

“ตาลสัญญาค่ะ”

“ไอ้แตม เอาโทรศัพท์มึงมาซิ เธอใช้ของไอ้แตมไปก่อน แล้วเอาเครื่องของเธอมานี่ เธอไม่มีสิทธิ์ใช้มัน ฉันจะโทรเช็กทุกชั่วโมง”

น้ำตาลรับโทรศัพท์ของไอ้แตมมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะส่งเครื่องของตนให้เพลิงอย่างจำยอม สายตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองมาราวกับจะทะลวงลึกเข้าไปถึงความคิดข้างใน

“จำไว้ ถ้าฉันโทรไปแล้วเธอไม่รับสายภายในสามวินาที ฉันจะบุกขึ้นไปลากตัวลงมาจากห้องสอบต่อหน้าอาจารย์และเพื่อนทุกคน”

“คุณเพลิง อย่าทำแบบนั้นนะคะ ตาลอายคนอื่น” น้ำตาลหน้าตื่น

“งั้นก็ทำตัวดีๆ อย่าให้ฉันต้องรอจนต้องขึ้นไปตามตัว” เพลิงเหยียดยิ้มร้ายพลางเอนหลังพิงเบาะหนังราคาแพง “ไปได้แล้ว ฉันให้เวลาสองชั่วโมง ถ้าเกินแม้แต่นาทีเดียวเตรียมตัวโดนทำโทษได้เลย”

น้ำตาลรีบก้าวลงจากรถราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ ท่ามกลางสายตาของเหล่านักศึกษาที่หันมามองรถตู้คันหรูหน้าตึกคณะบริหารด้วยความสงสัย

ขณะที่ร่างบางเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในตึก เพลิงลดกระจกฟิล์มดำลงเล็กน้อย สายตาคมเข้มจับจ้องตามแผ่นหลังเล็กไปจนสุดสายตา จนไอ้แตมที่นั่งอยู่ข้างคนขับอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก

“นายครับ เฝ้าขนาดนี้ ไม่ขึ้นไปนั่งสอบข้างๆ น้องน้ำตาลเลยล่ะครับ”

“ไอ้แตม มึงอยากไปเฝ้ายมบาลแทนไหม ปิดปากไปเลย” เพลิงตวาดเสียงเขียว ทว่าในใจกลับว้าวุ่นอย่างประหลาด เพียงแค่เห็นน้ำตาลเดินห่างออกไป ความหงุดหงิดก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาเสียเฉยๆ

ระหว่างสอบวิชาสุดท้ายก่อนพักเบรก โทรศัพท์ของไอ้แตมสั่นรัวอยู่ในกระเป๋า น้ำตาลยังทำข้อสอบไม่เสร็จจึงไม่อาจรับสายได้ ฝั่งคนโทรก็กระหน่ำกดโทรเข้ามานับสิบสายพอน้ำตาลส่งกระดาษคำตอบเสร็จจึงรีบกดรับสาย

“ค่ะคุณเพลิง ตาลเพิ่งออกจากห้องสอบค่ะ”

“เธอกล้าท้าทายฉันมากนะน้ำตาล ลงมาขึ้นรถ”

“แต่ตาลยังมีสอบตอนบ่ายอีกวิชานึงค่ะ”

“ลงมา หรือจะให้ขึ้นไปตาม”

น้ำตาลกดวางสายแล้วรีบเดินลงมา ระหว่างทางเพื่อนสนิทก็ร้องทักขึ้น

“ยัยตาล นี่แกจะรีบไปไหน”

“ฉันมีธุระน่ะผิง เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะ”

โทรศัพท์ในมือสั่นขึ้นมาอีกรอบ

“ไปก่อนนะผิง บ่ายเจอกัน” เธอรีบกรอกเสียงลงไปในสาย “กำลังไปแล้วค่ะ”

น้ำตาลกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงมาจากตึกคณะด้วยหัวใจที่เต้นระรัว รถตู้คันเดิมยังคงจอดเด่นหราอยู่หน้าตึก กระจกด้านหลังค่อยๆ เลื่อนลง เผยให้เห็นสายตาคมกริบที่มองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

พอน้ำตาลก้าวเข้าไปในรถยังไม่ทันได้ปิดประตู แรงมหาศาลก็กระชากแขนเธอให้เข้าไปประชิดตัวคนตัวโต

“ฉันบอกเธอว่ายังไงน้ำตาล บอกให้รับภายในสามวินาทีไม่ใช่เหรอ” เสียงทุ้มตวาดลั่นจนหญิงสาวตัวสั่น

“ตะ...ตาลสอบอยู่ค่ะคุณเพลิง อาจารย์คุมเข้มมาก ตาลรับไม่ได้จริงๆ”

“สอบสำคัญกว่าคำสั่งของฉันงั้นเหรอ” เพลิงบีบต้นแขนเรียวแน่นขึ้น “รู้ไหมว่าสิบนาทีที่เธอไม่รับสาย ฉันคิดจะสั่งให้คนพังห้องสอบเข้าไปลากคอเธอลงมาอยู่แล้ว”

“ตาลขอโทษค่ะ ตาลรีบออกมาที่สุดแล้ว” น้ำตาลเม้มปากแน่น น้ำตาเริ่มรื้นด้วยความกดดันและอับอายสายตาคนที่เดินผ่านไปมา

“หึ แล้วไอ้หน้าจืดที่ยืนมองเธอตอนเดินลงมานั่นล่ะ ใคร”

“นั่นเพื่อนค่ะ เขาแค่จะทัก...”

“เพื่อนงั้นเหรอ สายตามันไม่ได้บอกว่าอยากเป็นเพื่อนเลยนะ” เพลิงโน้มหน้าเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความหึงหวงที่แผ่ออกมา “จำใส่หัวไว้ ตอนนี้เธอเป็นคนของฉัน หนี้ที่ต้องชดใช้มันรวมถึงการที่เธอไม่มีสิทธิ์ไปมองหน้าผู้ชายคนไหนด้วย”

“แต่คุณเพลิงไม่มีสิทธิ์มาห้ามเรื่องเพื่อนของตาลนะคะ” น้ำตาลเถียงกลับเพราะความอัดอั้น

“ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ งั้นมาดูว่าฉันจะมีสิทธิ์ทำอะไรกับลูกหนี้อย่างเธอได้บ้าง”

เพลิงกดปุ่มปิดกั้นกระจกระหว่างห้องโดยสารกับคนขับ ไอ้แตมที่นั่งข้างหน้ารีบหันหน้ามองกระจกข้างทันที

“คุณเพลิง จะทำอะไรคะ... อื้อ!”

ริมฝีปากหนาฉกวูบลงมาปิดกั้นเสียงประท้วงอย่างรวดเร็วและดุดัน ไม่ใช่จูบที่อ่อนหวาน หากแต่เป็นการลงทัณฑ์ที่แฝงไปด้วยความหึงหวง น้ำตาลเบิกตากว้าง พยายามดันแผงอกแกร่งออก แต่กลับถูกรวบแขนทั้งสองข้างไปไว้ด้านหลังด้วยมือเพียงข้างเดียวของเขา

เพลิงบดจูบอย่างโหยหา รสชาติหอมหวานล้ำลึกทำให้คนที่เคยเยือกเย็นถึงกับสติพร่าเลือน

“อื้อ... ปล่อย...” น้ำตาลประท้วงในลำคอเมื่อเขาเริ่มรุกล้ำจนเธอแทบหมดอากาศหายใจ

เพลิงยอมถอนริมฝีปากออก แต่ยังคงวางใบหน้าไว้ชิดใกล้ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มใสจนบรรยากาศในรถร้อนระอุ

“จำไว้ อย่าให้ฉันเห็นว่าเธอยิ้มให้ผู้ชายคนไหนอีก แม้แต่คนเดียว” เขาขู่กระซิบชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อ “ส่วนเรื่องเพื่อน... ถ้าไม่อยากให้เพื่อนสนิทเดือดร้อนก็ปิดปากให้เงียบอย่าให้รู้ว่าเธอมาอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร”

น้ำตาลสั่นไปทั้งตัว “คะ...คุณเพลิงรู้จักผิงเหรอคะ”

“หึ เพื่อนเธอฉันทำความรู้จักไม่ยาก และถ้าไม่อยากให้ฉันทำอะไรเพื่อน ก็ทำตัวให้มันดีๆ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป