บทที่ 1 วันแรกของเพลินตา
วันแรกของการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย มีเรื่องสำคัญที่เพลินตาเพิ่งค้นพบ นั่นคือ...มหาวิทยาลัยใหญ่กว่าที่เธอคิดไว้มาก
และคำว่า ‘ใหญ่’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงใหญ่แบบเดินไม่กี่นาทีก็ถึงอีกตึก แต่มันใหญ่แบบที่ต่อให้ยืนอยู่หน้าป้ายบอกทาง ก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองควรไปทางไหนอยู่ดี
เพลินตายืนอยู่กลางทางเดินกว้าง มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ อีกข้างกำกระดาษแผนที่มหาวิทยาลัยที่ยับยู่ยี่จนแทบไม่เหลือสภาพเดิมเอาไว้แน่น ดวงตากลมโตของเธอกวาดมองจากกระดาษในมือ ไปยังอาคารสูงที่ตั้งเรียงรายอยู่ตรงหน้า ก่อนจะก้มกลับลงมาดูเส้นทางบนนั้นอีกครั้ง คิ้วเล็กขมวดเข้าหากัน เพราะไม่ว่าจะตั้งใจดูยังไง เธอก็ยังไม่ได้คำตอบสักที
เพลินตายืนนิ่งอยู่แบบนั้นราวกับกำลังพยายามไขรหัสลับระดับชาติ ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอแค่กำลังหาทางไปคณะของตัวเอง
“หรือเรามาผิดทางตั้งแต่แรกนะ” เสียงพึมพำเบาๆ หลุดออกมาจากริมฝีปาก เด็กสาวหันกลับไปมองทางที่ตัวเองเพิ่งเดินผ่านมา ก่อนจะนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก้มลงมองแผนที่ในมืออีกครั้ง
ไม่ใช่สิ…เธอมั่นใจว่าเดินตามป้ายมาแล้ว แต่ถ้าเดินตามป้ายมาแล้วทำไมยังไม่เจอ?หรือป้ายมันพาเธอผิด ก็ไม่น่าใช่
หรือจริงๆ แล้วเธออ่านแผนที่ผิด?
เป็นไปได้! และเป็นไปได้มากด้วย เพราะตั้งแต่ลงจากรถ เธอก็เดินวนอยู่ในบริเวณเดิมมาเกือบสิบนาทีแล้ว
“ใจเย็นก่อนเพลินตา...”
เธอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนบอกตัวเองเหมือนกำลังปลอบเด็กเล็ก
“ค่อยๆ ดู”
วันนี้เป็นวันแรกที่เธอต้องเข้าร่วมกิจกรรมสำหรับนักศึกษาใหม่ และเพลินตาไม่อยากมาสายตั้งแต่วันแรกของชีวิตมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเมื่อคุณแม่ยังอุตส่าห์โทรมาหาตั้งแต่เช้าเพื่อกำชับเป็นครั้งที่สามว่า
“อย่าลืมเอกสารนะลูก”
“ไม่ลืมค่ะ”
“แล้วดูทางดีๆ ด้วย”
“โธ่ คุณแม่...หนูไม่ได้เป็นเด็กแล้วนะคะ”
ตอนนั้นเธอตอบอย่างมั่นใจเสียเต็มประดา แต่ถ้าแม่เห็นสภาพเธอในตอนนี้ เพลินตาคิดว่าตัวเองอาจถูกหัวเราะเยาะอยู่แน่ๆ
เด็กสาวเม้มริมฝีปาก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อหาตัวช่วย ทว่าแทนที่จะช่วยอะไรได้มากขึ้น จู่ๆ หน้าจอกลับดับสนิทไปเสียอย่างนั้น
“แล้วแบตจะมาหมดอะไรตอนนี้ล่ะเนี่ย” เพลินตาได้แต่บ่นงึมงำ เพราะเมื่อคืนเธอลืมชาร์จโทรศัพท์ เเละตอนนี้เธอได้กลายเป็นมนุษย์ยุคหินเต็มตัว หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เสียแล้ว
เสียงบ่นเบาๆ ทำให้คนที่เดินผ่านไปมาบางคนหันมอง แต่เจ้าตัวกลับไม่ทันสังเกต เพราะตอนนี้สมาธิทั้งหมดของเธอถูกใช้ไปกับการพยายามทำความเข้าใจแผนที่กระดาษใบใหญ่ ที่เธอลงทุนถึงกับปริ้นออกมา
เพลินตาถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนตัดสินใจพับแผนที่ลงอย่างเป็นระเบียบ ถ้าหาไม่เจอจริงๆ ก็แค่ถามใครสักคน ง่ายนิดเดียว
เธอหันซ้าย…ไม่มีใคร หันขวา…ไม่เห็นใครที่ดูเหมือนจะว่างพอให้ถาม
เพลินตายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นกลุ่มนักศึกษาชายกลุ่มหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ไม่ไกลออกไป พวกเขาดูเหมือนกำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เด็กสาวมองอยู่สองวินาที ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
ไม่เอาดีกว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เธอยึดมั่นในคตินี้มาตลอดเพราะฉะนั้น เรื่องแค่นี้ เธอต้องหาทางเองให้ได้
เด็กสาวพยักหน้าให้กับตัวเอง ราวกับพยายามยืนยันความคิดนั้น ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอแค่ไม่กล้าเดินเข้าไปถามทางจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนกลุ่มนั้นเป็นผู้ชายล้วน
เพลินตาถอนหายใจออกมาเบาๆ
“แต่วันนี้เพิ่งเริ่มต้นเองนะ…อย่าเพิ่งมีเรื่องเยอะได้ไหม” เพลินตาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
เธอเหนื่อยแล้วนะ แค่จะไปที่คณะตัวเองยังลำบากขนาดนี้เลย เพื่อนก็ไม่มี ยิ่งคิด เพลินตายิ่งรู้สึกน้อยใจในตัวเองขึ้นมาซะอย่างนั้น
เด็กสาวกลับมายืนที่เดิม ก่อนจะคลี่แผนที่ออกอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจังกว่าเดิม ราวกับคราวนี้เธอจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด
เธอต้องหาทางไปคณะให้เจอ ด้วยตัวเองให้ได้!
ไม่ไกลจากตรงนั้น ใต้ร่มไม้ฝั่งตรงข้ามทางเดิน
ไทน์ที่กำลังนั่งฟังเพื่อนคุยกันอยู่เหลือบไปเห็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ริมทางเดิน
เธอกำลังถือแผนที่มหาวิทยาลัย สีหน้าจริงจังเสียจนเขาอดมองไม่ได้ ทั้งก้มดูแผนที่ ทั้งเงยหน้ามองอาคารตรงหน้า แล้วก็กลับไปดูแผนที่อีกครั้ง
ผ่านไปพักหนึ่ง เด็กสาวก็พับกระดาษเก็บ ก่อนจะคลี่มันออกมาใหม่เหมือนยังไม่ยอมแพ้
มุมปากของไทน์ยกขึ้นนิดหนึ่ง
อะไรจะจริงจังขนาดนั้นวะ
“มึงมองอะไรว่ะ ไอ้ไทน์”
เสียงเรียกของเพื่อนทำให้ชายหนุ่มละสายตา ก่อนจะหันกลับไปมองคนพูด
“ป่าว ไม่มีมองอะไร”
“ตอแหลจริงมึง กูเห็นนะว่ามึงมองน้องเขาอยู่”
ไทน์ หรือ ไทนิน นักศึกษาปีสองคณะบริหารศาสตร์ เป็นหนุ่มเจ้าสำราญที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้ แม้จะมีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตไม่น้อย แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เคยตกลงคบใครเป็นแฟนจริงจังสักคน
“ไหนว่ะ น้องคนไหนที่ไอ้ไทน์มอง”
คำพูดนั้นทำให้เพื่อนอีกคนหันมองตาม ก่อนเจ้าของประโยคจะพยักหน้าไปทางเด็กสาวที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
“น้องคนนั้นไง...”
ทุกสายตาหันไปมองพร้อมกัน
ภาพของเด็กสาวที่กำลังคลี่แผนที่ออกมาอีกครั้ง ทั้งยังทำหน้าจริงจังราวกับกำลังพยายามไขปริศนาที่ยากที่สุดในชีวิต ทำให้เกิดความเงียบขึ้นชั่วครู่
ก่อนหนึ่งในนั้นจะหลุดหัวเราะออกมา
“กำลังดูแผนที่…จะไปล่าสมบัติรึไงวะ”
