บทที่ 3 พี่แผนที่
เพลินตารีบเก็บแผนที่เข้ากระเป๋า ก่อนจะก้าวตามแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มไปติดๆ แต่เดินตามไปได้ไม่กี่ก้าว เธอกลับเผลอเดินนำเขาไปเสียอย่างนั้น
“นี่สรุปน้องพาพี่ไป หรือพี่พาน้องไปครับเนี่ย เดินซะเร็วขนาดนี้”
เสียงทักจากด้านหลังทำให้เพลินตาชะลอฝีเท้าลง ก่อนจะหันกลับไปมองคนพูด
“ขอโทษค่ะ หนูกำลังรีบไปงานรับน้อง”
“งานรับน้อง?”
จริงสิ เขาเองก็ลืมไปเลยว่าวันนี้ที่คณะมีงานรับน้อง ปกติเขาไม่ค่อยสนใจกิจกรรมอะไรแบบนี้เท่าไหร่ ยิ่งคนเยอะก็ยิ่งวุ่นวาย
“ค่ะ วันนี้เป็นวันแรกที่นักศึกษาใหม่ต้องเข้าร่วมกิจกรรม”
พูดจบเธอก็ยกข้อมือขึ้นดูเวลา
โอเค ยังพอมีเวลาอยู่ เพลินตาถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะนึกเสียดายเวลาที่เสียไปกับการยืนหลงอยู่ตั้งนาน ดีนะที่วันนี้เธอรีบออกมาก่อน ไม่อย่างนั้นคงแย่แน่ๆ
ทั้งคู่เดินต่อไปตามทางเดินในมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มข้างๆ คอยชี้จุดสังเกตให้เธอเป็นระยะ ตั้งแต่ทางแยก ไปจนถึงสนามหญ้าระหว่างทาง
เพลินตาตั้งใจฟังและมองตามทุกจุด ราวกับกลัวว่าจะพลาดรายละเอียดสำคัญไปแม้แต่นิดเดียว
“ตรงนี้จำไว้นะครับ ถ้าเดินมาจากทางนั้นแล้วเจอร้านกาแฟ ก็เลี้ยวซ้าย”
“ค่ะ”
“เดินผ่านสนามหญ้าไปเรื่อยๆ จะเจอตึกหอประชุม จากนั้นตรงไปอีกหน่อยก็ถึงคณะบริหารศาสตร์”
“ค่ะ”
“ที่พี่พูดไป น้องพอจำได้ไหม?”
“จำได้สิคะ”
เพลินตาตอบทันทีจนเขาอดยิ้มไม่ได้
“แน่ใจนะ”
คราวนี้เด็กสาวหันขวับมามองเขา
“หนูจำได้จริงๆ ค่ะ!”
น้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นทำให้ไทนน์ต้องกลั้นยิ้ม ส่วนเพลินตาก็เริ่มตั้งท่าราวกับกำลังจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง
“ถ้าเดินมาจากทางที่หนูเจอเมื่อกี้ ก็ตรงไปจนถึงร้านกาแฟแล้วเลี้ยวซ้ายค่ะ จากนั้นเดินผ่านสนามหญ้าไปเรื่อยๆ จะเจอตึกหอประชุม แล้วเดินตรงต่อไปอีกหน่อยก็ถึงคณะบริหารศาสตร์”
เธอทวนเส้นทางได้ครบถ้วน ก่อนจะหันมายิ้มอย่างคนที่มั่นใจในตัวเองเต็มที่
“เห็นไหมคะ หนูจำได้หมดเลย”
ไทน์เลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่คิดว่าเด็กสาวที่เพิ่งยืนกางแผนที่จนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เมื่อครู่จะจำทางได้แม่นขนาดนี้
“ครับๆ พี่เชื่อแล้ว”
เขาหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงทำหน้าภูมิใจไม่หาย ดูท่าว่าลูกแมวตัวนี้จะไม่ได้มีดีแค่หลงทางเก่งเสียแล้ว
“ว่าแต่” เสียงของไทน์ดังขึ้นอีกครั้ง
“น้องชื่ออะไรครับ”
“เพลินตาค่ะ”
“เพลินตา…ชื่อจริงงั้นหรอ?”
“ชื่อจริงค่ะ”
เธอตอบเสียงจริงจังจนไทน์หลุดหัวเราะออกมา ดูท่าจะเป็นคนที่ตอบทุกคำถามตรงๆ แบบนี้สินะ
“ทำไมหรอคะ”
“เปล่าครับ” เขาส่ายหน้า “ชื่อเพราะดี”
เพลินตาเงียบไปนิดหนึ่ง ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะตอบอะไร แต่เพราะไม่ทันคิดว่าเขาจะชมกันตรงๆ แบบนี้
“แล้วพี่—”
“น้องปีหนึ่งบริหารศาสตร์! รีบ ๆ นะคะ ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว ใครมาสายโดนทำโทษนะ!”
เสียงรุ่นพี่สตาฟที่ดังมาจากด้านหน้าทำให้เธอสะดุ้ง ก่อนจะรีบหันไปมองทางต้นเสียง
“ตายแล้ว!”
เพลินตาหันกลับมาหาชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ พี่แผนที่!” ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มสดใส เธอก็รีบวิ่งเข้าไปรวมกับกลุ่มนักศึกษาปีหนึ่งทันที
ไทน์มองตามแผ่นหลังเล็กๆ จนเธอกลืนหายไปกับกลุ่มคน
“พี่แผนที่” เขาทวนคำเรียกนั้น ชื่อเรียกอะไรของเธอวะ พึ่งเจอกันไม่นานก็ตั้งชื่อให้เขาซะเเล้ว
แต่ก็...ฟังดูไม่เลวเท่าไหร่
เขาส่ายหน้าพลางยิ้ม ก่อนจะหันไปทางอาคารตรงหน้า ไทน์ล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง เลื่อนหารายชื่อเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดโทรออก
ปลายสายรับแทบจะทันที
(“อะไรของมึงไอ้ไทน์”)
(“มาที่งานรับน้อง”)
ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนเสียงของเพื่อนจะดังขึ้นอีกครั้ง
(“มึงมาอารมณ์ไหนวะ”)
ไทน์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับว่าเขาเองไม่เข้าใจในคำถามของเพื่อน
(“อารมณ์ไหนอะไรของมึง”)
(“ก็ปีที่แล้วตอนปีหนึ่ง กูชวนมึงมึงยังไม่มาเลย”)
(“ก็กูไม่ว่าง”)
(“โห ไอเหี้ย ไม่ว่างบ้านมึงสิ ปีที่แล้วกูชวนเกือบตาย มึงยังบอกอยู่เลยว่างานรับน้องอะไรไร้สาระ เสียเวลาเอาเวลาไปนอนยังดีกว่า”)
ไทน์ถอนหายใจยาว นึกอยากถามกลับเหมือนกันว่าเพื่อนจะจำเรื่องเมื่อปีที่แล้วได้แม่นอะไรขนาดนั้น เพราะตอนเขาเข้าปีหนึ่ง เขาเป็นคนเดียวในรุ่นที่ไม่ได้เข้ากิจกรรมรับน้อง
(“มึงจะรื้อฟื้นเพื่อ?”)
(“แล้วปีนี้มึงโทรเรียกกูให้ไปงานรับน้องเนี่ยนะ หรือมึงเปลี่ยนใจ อยากเข้าไปเป็นรุ่นพี่สุดหล่อที่แสนดีของน้องปีหนึ่งแล้ววะ”)
(“เสือก...กูบอกให้มาก็มา”)
(“เออๆ เดี๋ยวกูไป”)
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนอีกฝ่ายจะถามต่อ
(“แล้วมึงอยู่ไหนวะ”)
(“อยู่ที่ตึกคณะแล้ว”)
(“ห๊ะ? นี่มึงรีบขนาดนั้นเลย?”)
ไทน์เหลือบมองไปทางอาคารตรงหน้า ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
(“มึงจะมาหรือไม่มา”)
(“โอ๊ย...ถามแค่นี้เอง ทำเป็นหงุดหงิด หรือว่าน้องคนนั้นปีหนึ่งคณะเราหรอวะ?”)
เสียงของเพื่อนลากยาวอย่างจับพิรุธ
(“มึงอย่าพูดมาก”)
เขาล่ะเกลียดพวกเพื่อนที่รู้ทันจริงๆ เพิ่งเจอกันที่คณะแท้ๆ แต่กลับจับสังเกตเรื่องของเขาได้ไวชะมัด หรือที่คนชอบเรียกกันว่า ‘ผีเห็นผี’ จะเป็นเรื่องจริงวะ แค่ได้ยินน้ำเสียงก็เหมือนรู้ทันกันไปหมด
(“เออๆ รู้แล้วครับคุณชาย”)
(“งั้นก็รีบมา กูให้เวลาสามนาที”)
(“เดี๋ยว—”)
เขากดตัดสายก่อนเพื่อนจะพูดจบ แล้วเก็บโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋ากางเกง พลางยกมือขึ้นลูบต้นคออย่างไม่ใส่ใจนัก
ภาพใบหน้าของเด็กสาวหลังกรอบแว่นลอยเข้ามาในหัว ตามด้วยเสียงหวานๆ ที่เรียกเขาเสียจนอดขำไม่ได้
“เพลินตางั้นเหรอ”
นานๆ ทีจะมีเรื่องที่ทำให้เขาอยากเสียเวลาไปกับมันได้ขนาดนี้เหมือนกัน
เอาเถอะ...ไปดูหน่อยดีกว่า ว่ายัยลูกเเมวจะทำอะไรให้เขาแปลกใจได้อีก ไทน์สอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนเดินเข้าอาคารไปอย่างสบายอารมณ์
