บทที่ 1 ใต้หน้ากาก

เสียงบีตดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะเร้าใจจากลำโพงระดับสตูดิโอดังกระหึ่มก้องไปทั่วโถงกิจกรรมชั้นล่างของตึกนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์แมรี่ (SMIU) แสงไฟสปอตไลต์นับสิบดวงหมุนสลับสีตัดผ่านความมืด ถาโถมจับจ้องไปยังเวทีแคตวอล์กชั่วคราวที่ถูกเนรมิตขึ้นอย่างอลังการ เสียงโห่ร้องยินดีและเสียงกรี๊ดดังกึกก้องจากบรรดานักศึกษาหลายร้อยชีวิตที่เบียดเสียดกันอยู่รอบบริเวณ ทุกสายตาและเลนส์กล้องนับร้อยตัวต่างมุ่งตรงไปยังจุดจุดเดียว

จุดที่ 'มิลิน' มิลินดา อัครเดชาการ กำลังก้าวเท้าออกมา

เรือนร่างเพรียวระหงในชุดเดรสสั้นเข้ารูปสีดำตัดขอบทอง ยิ่งขับให้ผิวขาวอมชมพูตามธรรมชาติของเธอส่องสว่างนวลตาภายใต้แสงไฟ ท่วงท่าการเดินเต็มไปด้วยความมั่นใจทุกย่างก้าวชวนมองราวกับนางแบบมืออาชีพบนรันเวย์ระดับโลก ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มลอนปลายทิ้งตัวละช่วงไหล่สะบัดพลิ้วไหวไปตามการเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะ ใบหน้าเรียวรูปไข่ได้รูปถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีต ดวงตาตากลมโตสุกใสรับกับคิ้วโก่งโก้ ริมฝีปากอิ่มเคลือบลิปสติกสีแดงก่ำคลี่ยิ้มหวาน ทว่าทรงเสน่ห์จนทำให้ผู้คนที่มองดูแทบหยุดหายใจ

“มิลิน! ทางนี้หน่อยลูก! ขอรูปนึง!”

            เสียงช่างภาพประจำสโมสรนักศึกษาตะโกนแข่งกับเสียงเพลง

มิลินหยุดชะงักที่ปลายรันเวย์เอียงกรอบหน้าเล็กน้อยพลางส่งยิ้มพิมพ์ใจและเอียงตัวโพสต์ท่าด้วยความชำนาญ กล้องถ่ายรูปนับสิบตัวรัวชัตเตอร์จนแสงแฟลชวูบวาบระเบิดติดต่อกันไม่ขาดสาย เธอคือตัวแทนความสมบูรณ์แบบ คือ “ดาวคณะนิเทศศาสตร์” และเป็นหนึ่งในไอคอนของ SMIU ที่ใคร ๆ ต่างพากันอิจฉา

ทั้งเรื่องหน้าตา ฐานะทางบ้านที่พรั่งพร้อม สติปัญญาและความสามารถด้านการแสดงและการกำกับที่โดดเด่น มิลินดาคือความเพอร์เฟกต์ที่ไร้รอยตำหนิในสายตาของคนทั้งมหาวิทยาลัย

“สมแล้วที่เป็นตัวท็อป สวยไร้ที่ติจริง ๆ...”

            เสียงกระซิบกระซาบด้วยความชื่นชมดังระงมอยู่ข้างเวที

“ไม่ใช่แค่สวยนะ งานกำกับละครเวทีปีนี้เธอก็เป็นคนคุมเองหมด เก่งจนไม่รู้จะหักคะแนนตรงไหนแล้ว”

            บนเวที มิลินยังคงแจกจ่ายรอยยิ้มเฉิดฉาย เธอหมุนตัวกลับด้วยความนุ่มนวล ท่วงท่าสง่างามและเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด ไม่มีใครรู้เลยว่า ใต้ความสมบูรณ์แบบที่ทุกคนกำลังมองเห็น... หัวใจของเธอกำลังเต้นระทึกด้วยความหวาดกลัวและทุกมัดกล้ามเนื้อบนร่างกายกำลังเกร็งแน่นจนแทบจะปริแตก

อย่าหลุด... มิลิน ห้ามหลุดเด็ดขาด

เธอเตือนตัวเองในใจ รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงตรึงไว้แน่นหนาประหนึ่งหน้ากากแก้วที่ถูกหล่อขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อการเดินแฟชั่นโชว์เปิดตัวงานกิจกรรมสิ้นสุดลง เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วฮอลล์ มิลินค้อมตัวขอบคุณอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินลงจากเวทีเข้าสู่พื้นที่หลังร้านที่ถูกกั้นไว้เป็นห้องแต่งตัวของนักแสดงและทีมงาน

“กรี๊ด! ยัยมิลิน! ปังมากแก! สวยจนช่างภาพกดชัตเตอร์แทบไม่ทันแล้ว!”

            'เกรซ' เพื่อนสนิทร่างสูงโปร่งวิ่งเข้ามาหาทันทีที่มิลินก้าวพ้นฉากหลัง เธอยื่นแก้วน้ำเย็นให้พร้อมกับใบหน้าที่ตื่นเต้นไม่หยุด ถัดมาคือ 'โบอิ้ง' ชายใจสาวผู้อยู่ในชุดคอสตูมสุดเก๋ที่เดินถือแปลงแต่งหน้าวิ่งตามมาติด ๆ

“จริงค่ะแม่! ยัยมิลินสบตาใคร คนนั้นแทบจะล้มลงไปกองกับพื้น ลุควันนี้คือดีมาก 10/10 ไม่หักสักคะแนนเดียว!”

            โบอิ้งจีบปากจีบคำพูด พลางหยิบกระดาษซับหน้ามาช่วยซับเหงื่อให้มิลินอย่างเบามือ

“ขอบใจนะพวกแก ถ้าไม่ได้คอสตูมกับเมคอัพของโบอิ้ง แล้วก็การรันคิวของเกรซงานคงไม่เรียบร้อยขนาดนี้หรอก”

            มิลินตอบกลับด้วยน้ำเสียงหวานนุ่ม รับแก้วน้ำมาจิบเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ลิปสติกหลุดร่อน

“แหม ทำเป็นถ่อมตัวไปได้ แกเก่งอยู่แล้วมิลิน”

            เกรซยิ้ม ก่อนจะมองซ้ายมองขวาแล้วลดเสียงลงเล็กน้อย

“แล้วนี่... 'พี่ภัทร' ได้มาดูแกเดินไหมเนี่ย? วันนี้ฉันยังไม่เห็นหน้าเลยปกติเห็นตามติดเป็นเงา”

            คำว่า 'ภัทร' ราวกับสวิตช์ที่กดสั่งให้ร่างกายของมิลินแข็งเกร็งขึ้นมาโดยฉับพลัน มือที่ถือแก้วน้ำสั่นไหวเล็กน้อยจนน้ำข้างในคลื่นตัวเป็นวง รอยยิ้มหวานสดใสเมื่อครู่เจือความหมองมัวไปวูบหนึ่งก่อนที่เธอจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เพื่อนสนิทจับสังเกตได้

“อ๋อ... พี่ภัทรติดประชุมสัมมนาของคณะบริหารฯ น่ะคงมาไม่ได้”

            มิลินตอบโกหกออกไปคำโตทั้งที่ความจริงแล้ว เธอเป็นคนขอร้องและอ้อนวอนไม่ให้เขามาเอง เพราะกลัวว่าเขาจะมาเห็นเธอในชุดเดรสสั้นสายเดี่ยวตัวนี้แล้วก่อเรื่องหึงหวงขึ้นมาอีก

“ดีแล้วล่ะ”

            เกรซถอนหายใจยาว พลางทำหน้ายุ่ง

“พูดก็พูดเหอะนะมิลิน ถึงพี่ภัทรจะหล่อ รวย โปรไฟล์ดี เหมาะสมกับแกทุกอย่าง แต่ช่วงนี้ฉันรู้สึกว่าเขาดูจ้องจับผิดแกแปลก ๆ ยังไงไม่รู้ วันก่อนที่ตึกเรียนฉันเห็นเขามองแกด้วยสายตาเข้ม ๆ จนฉันยังแอบขนลุกเลย”

“คิดมากน่าเกรซ... พี่ภัทรเขาก็แค่เป็นห่วงมิลินมากไปหน่อยแค่นั้นเอง”

            โบอิ้งแทรกขึ้นมา

“คนรักกันมาก ก็ต้องหึงต้องหวงเป็นธรรมดาจริงไหม?”

“หวงกับประสาทกินมันมีเส้นกั้นบาง ๆ นะยะ”

            เกรซบ่นพึมพำ มิลินทำเพียงส่งยิ้มเจื่อน ๆ ให้เพื่อนทั้งสอง ไม่ได้พูดต้านหรือเห็นด้วยกับใคร เธอรีบตัดบท

“เอาเถอะพวกแก งานเสร็จแล้วฉันขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อนนะรู้สึกเพลีย ๆ อยากรีบกลับไปพักผ่อนแล้วล่ะ”

“โอเคจ้า ไปเหอะ เดี๋ยวพวกฉันจัดการเก็บของหลังเวทีต่อเอง”

            เกรซพยักหน้า

มิลินปลีกตัวออกมาจากความวุ่นวายหลังเวที เดินตรงไปยังห้องแต่งตัวส่วนตัวที่ทางสโมสรนักศึกษาจัดสรรไว้ให้เธอโดยเฉพาะ เนื่องจากเธอต้องรับหน้าที่ทั้งแสดงและดูแลภาพรวมของงาน เมื่อประตูห้องแต่งตัวไม้หนาหนักถูกปิดลงพร้อมเสียงกลอนที่ล็อกดัง คลิก ความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุมทันที

ความสดใส รอยยิ้มสง่างามและความมั่นใจที่เป็นประกายฉานเมื่อครู่... พังทลายลงในเสี้ยววินาที

มิลินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความเหนื่อยล้า ร่างกายเพรียวระหงแทบจะหมดแรงจนต้องเอื้อมมือไปยันขอบโต๊ะเครื่องแป้งไว้ เธอหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อควบคุมอาการสั่นที่เริ่มจู่โจมจากภายใน

บรรยากาศในห้องแต่งตัวเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ แต่มันกลับทำให้เสียงหัวใจของเธอเต้นดังจนน่ากลัว มิลินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ตรงหน้า

ผู้หญิงในกระจกดูสวยงาม เลอค่า และเพอร์เฟกต์... แต่มีเพียงตัวเธอเองเท่านั้นที่รู้ว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตา

มือบางค่อย ๆ เอื้อมไปด้านหลัง เลื่อนรูดซิปเดรสสีดำลงอย่างช้า ๆ ผ้าเนื้อดีราคาแพงเลื่อนหลุดออกจากไหล่เนียนทิ้งตัวลงไปกองอยู่ที่เอว เผยให้เห็นเรือนร่างท่อนบนที่มีเพียงชุดชั้นนัยสีลูกไม้ตัวจิ๋วปกปิดไว้

และในตอนนั้นเอง...

ความจริงอันโหดร้ายก็ถูกเปิดเผยออกมา

บทถัดไป