บทที่ 13 โต๊ะประจำใต้ตึกนิเทศฯ

สายลมยามเช้าพัดเอากลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกปีบปะทะเข้ากับความอบอ้าวใต้อาคารเรียนคณะนิเทศศาสตร์ มิลินเดินถือแก้วชาไทยเย็นเข้ามายังโต๊ะม้าหินอ่อนประจำกลุ่มด้วยรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า วันนี้เธอลดการแต่งหน้าเข้มลงไปมาก เผยให้เห็นผิวพรรณสดใสตามธรรมชาติ แม้ความผ่อนคลายจะเริ่มกลับคืนสู่ชีวิต แต่ทันทีที่เธอยกมือขึ้นโบกทักทายร่างของเพื่อนสนิทสองคนที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วกลับทำให้อารมณ์ผ่อนคลายนั้นแข็งชะงักไป

'เกรซ' ดาวโซเชียลประจำกลุ่มที่มักจะมีรอยยิ้มร่าเริงสดใส บัดนี้กำลังนั่งกอดอกจ้องมองมาที่มิลินด้วยสายตาจับผิดระดับสแกนกรรม ส่วน 'โบอิ้ง' เพื่อนสาวสายวิเคราะห์ผู้เงียบขรึมแต่ตาไวเป็นเลิศ ก็กำลังหมุนปากกาในมือช้า ๆ พลางเปรยสายตามองเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ตัวหนาที่มิลินสวมทับทั้งที่แดดเมืองไทยเปรี้ยงปร้าง

“นั่งลงเลยค่ะ ยายมิลิน”

            เกรซเอ่ยเสียงเรียบ ตบมือลงบนเก้าอี้ม้าหินอย่างเป็นทางการ

มิลินค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งอย่างระมัดระวัง พยายามรักษารอยยิ้มบนใบหน้า

“มีอะไรกันเหรอสองคนนี้? ทำหน้าอย่างกับพวกสอบตกวิชาทฤษฎีการสื่อสารงั้นแหละ”

“ไม่ต้องมาทำเป็นยิ้มหวานกลบเกลื่อนเลยนะ!”

            เกรซเลื่อนโทรศัพท์มือถือที่เปิดหน้ากระทู้เด็ด SMIU ค้างไว้มาตรงหน้ามิลิน ภาพถ่ายชัดแจ๋วของเธอกับกวินทร์ที่กำลังกุมมือกันกลางโรงอาหารและภาพที่กวินทร์โอบเอวเธอพาเดินออกจากตึกวิศวะฯ หราอยู่เต็มหน้าจอ

“อธิบายมาเดี๋ยวนี้! เรื่องความสัมพันธ์ฉับไวระดับสปีดแสงนี่มันคืออะไรกัน?!”

“ใช่...”

            โบอิ้งเสริมขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน

“เธอเพิ่งเลิกกับพี่ภัทรได้ไม่กี่วัน และเมื่อสัปดาห์ก่อนเธอยังร้องไห้บอกพวกเราว่าไม่อยากมีใคร แต่จู่ ๆ ก็ไปเปิดตัวคบกับ 'กวินทร์ วรโชตินิธิกุล' เดือนวิศวะฯ สายเพลย์บอยตัวพ่อเนี่ยนะ? มันเร็วผิดปกติจนพวกฉันตามไม่ทันแล้วมิลิน”

            มิลินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความตื่นตระหนกแวบผ่านดวงตาโตเพียงเสี้ยววินาที เธอรู้ดีว่าเพื่อนสนิทสองคนนี้รู้จักเธอดีแค่ไหน การโกหกคนอื่นในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องง่าย แต่การตบตาเพื่อนซี้ที่โตมาด้วยกันมันคนละเรื่องเลย

“มิลิน... กวินทร์เขาก็แค่อาจจะ... เข้ามาในเวลาที่มิลินต้องการใครสักคนพอดีไง”

            มิลินพยายามแถด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“หลอกเด็กอนุบาลยังโดนตบเลยมิลิน!”

            เกรซยื่นหน้าเข้ามาใกล้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเพื่อน

“เธอไม่ใช่คนใจง่ายที่จะโดนผู้ชายเพลย์บอยแบบกวินทร์ตกได้ภายในสามวันและที่สำคัญนะ... เมื่อวานฉันเห็นพี่ภัทรเดินหน้าบึ้งออกจากลานจอดรถตึกเรา แล้วกวินทร์ก็เดินตามหลังเธอออกมามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม?”

ความเงียบสะกดกั้นบรรยากาศรอบโต๊ะม้าหินอีกครั้ง มิลินเม้มริมฝีปากแน่นจนช้ำ ความกดดันและรังสีจับผิดจากเพื่อนทั้งสองเริ่มบีบเค้นหัวใจของเธอ มิลินขยับตัวด้วยความประหม่าชายเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ที่เธอสวมอยู่ร่นขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยจาง ๆ ของแผลบวมช้ำบริเวณข้อศอกและรอยห้อเลือดรูปนิ้วมือตรงข้อมือที่เผลอลืมทาคอนซีลเลอร์ทับ

ดวงตาอันแหลมคมของโบอิ้งคว้าจับภาพนั้นได้ทันที!

หมับ!

            โบอิ้งยื่นมือไปเอื้อมจับข้อมือของมิลินขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว มิลินสะดุ้งสุดตัวพยายามจะดึงมือกลับด้วยความตกใจ

“โบอิ้ง! ปล่อยนะ!”

“รอยอะไรเนี่ยมิลิน?!”

            เกรซเบิกตากว้างยันตัวลุกขึ้นยืนดูรอยช้ำสีเขียวคล้ำบนข้อมือเพื่อน

“รอยบีบข้อมือนี่มันรอยนิ้วมือคนชัด ๆ! แล้วรอยช้ำที่ศอกนั่นอีก... นี่เธอไปโดนอะไรมา?!”

            โบอิ้งใช้นิ้วเรียวค่อย ๆ เลิกชายเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ของมิลินขึ้นอย่างถือวิสาสะ แม้มิลินจะพยายามปัดออก แต่มันก็สายไปเสียแล้วรอยช้ำบวมทรงวงกว้างบริเวณชายโครงที่กวินทร์เคยช่วยปฐมพยาบาลให้ แม้จะค่อย ๆ ยุบลงแล้ว แต่มันก็ยังคงชัดเจนพอที่จะบอกได้ว่าเธอผ่านการถูกทำร้ายร่างกายมาอย่างรุนแรง

เกรซยกมือขึ้นปิดปากน้ำตาเอ่อล้นขอบตาด้วยความตกตะลึงและสะเทือนใจ ขณะที่โบอิ้งหน้าซีดเผือดสายตาจากจับผิดเปลี่ยนเป็นความปวดร้าวและโกรธแค้นในทันที

“พี่ภัทรใช่ไหม...”

            โบอิ้งถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่เย็นเยียบ

“ไอ้เลวนั่น... มันทำร้ายเธอใช่ไหมมิลิน?!”

            มิลินก้มหน้าลงต่ำ หยาดน้ำตาที่พยายามกดข่มไว้ตลอดยามเช้าค่อย ๆ ไหลร่วงกระทบหลังมือ เธอรู้ดีว่าปราการความลับของเธอพังทลายลงแล้วต่อหน้าคนที่รักเธอที่สุด มิลินสั่นศีรษะระส้ำพลางสะอื้นไห้เบา ๆ

“มิลิน... ขอโทษที่ไม่ได้บอกพวกเธอ”

            มิลินเอ่ยเสียงสั่น

“มิลินกลัว... กลัวว่าถ้าพวกเธอรู้ พวกเธอจะเดือดร้อน พี่ภัทรเขาขู่มิลินไว้เยอะมาก”

            เกรซโผเข้ากอดเพื่อนสาวแน่น ร้องไห้ออกมาด้วยความสงสาร

“ยัยบ้าเอ๊ย! มีเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่บอกพวกฉัน! เธอปล่อยให้ตัวเองโดนทำร้ายขนาดนี้ได้ยังไง!”

            หลังจากปล่อยให้มิลินร้องไห้ระบายความเจ็บปวดในอ้อมกอดของเพื่อนสนิทอยู่ครู่ใหญ่ โบอิ้งก็ยื่นกระดาษทิชชูให้มิลินเช็ดน้ำตา ก่อนจะถอนหายใจยาวดึงสติของทุกคนกลับมาสู่ความจริง

“แล้วเรื่องกวินทร์ล่ะมิลิน...”

            โบอิ้งถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น

“ความจริงระหว่างเธอกับกวินทร์คืออะไรกันแน่?”

            มิลินเช็ดน้ำตาบนแก้มออกรวบรวมความกล้าเล่าความจริงทั้งหมดให้เพื่อนฟัง ตั้งแต่คืนที่เธอวิ่งหนีภัทรไปซ่อนตัวในช็อปวิศวะฯ กวินทร์ที่เข้ามาช่วยปฐมพยาบาลและปกป้องเธอ จนถึง 'ข้อเสนอพันธะลับ' ที่เธอเดินเข้าไปขอร้องให้เขามาเป็น 'แฟนกำมะลอ' เพื่อใช้อิทธิพลของตระกูลวรโชตินิธิกุลคุ้มครองเธอจากภัทร

เกรซและโบอิ้งนั่งฟังความจริงทั้งหมดด้วยความอ้าปากค้าง

“หมายความว่า... พวกเธอไม่ได้คบกันจริงจังงั้นเหรอ?”

            เกรซถามอย่างไม่เชื่อหู

“เรื่องหวาน ๆ กลางโรงอาหาร เสื้อช็อปนั่น ทั้งหมดคือละครตบตาคนทั้งมหา'ลัยงั้นเหรอ?!”

“ใช่...”

            มิลินพยักหน้ารับเบา ๆ

“มิลินต้องการเกราะป้องกัน และกวินทร์เขาก็ต้องการคนช่วยปัดพวกผู้หญิงที่ตามจีบเขา เราเลยทำสัญญาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน โดยมีกฎเหล็กว่า... ห้ามตกหลุมรักกันจริง”

            โบอิ้งหรี่ตาลง มองมิลินด้วยสายตาพิจารณาอย่างลึกซึ้ง

“ห้ามตกหลุมรักกันจริง... แต่เมื่อวานกวินทร์บีบคอไอ้ภัทรกลางลานจอดรถและข่มขู่เรื่องทีมกฎหมายตระกูลวรโชตินิธิกุลเพื่อจัดการไอ้ภัทรให้เธอเลยนะมิลิน”

            มิลินชะงักไปหัวใจกระตุกวูบเมื่อนึกถึงสายตาดุดันและแผ่นหลังกว้างของกวินทร์ที่ยืนบังเธอไว้จากภัทรในคืนนั้น

“กวินทร์เขา... เขาแค่นักรักษาสัญญา”

            มิลินพยายามบอกตัวเองและเพื่อน

“เขาบอกเองว่าถ้าจะเล่นละครก็ต้องเล่นให้เนียนและเขาก็ไม่อยากให้ใครมาหยามคนที่เป็น 'แฟน' ในนามของเขา”

“เหรอจ๊ะ...”

            เกรซกอดอก ยักคิ้วยียวน

“ผู้ชายระดับนั้นเพลย์บอยอย่างกวินทร์ วรโชตินิธิกุล เนี่ยนะ จะลงทุนเอาชื่อเสียงและทีมกฎหมายตระกูลตัวเองมาเสี่ยงปะทะกับนักศึกษาประธานบริหารฯ เพียงเพราะ 'รักษาหน้าแฟนกำมะลอ'? ฉันว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นแน่ ๆ ยายมิลิน”

“ไม่มีอะไรจริง ๆ นะเกรซ!”

            มิลินรีบปฏิเสธ หน้าเริ่มขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้ โบอิ้งยิ้มบาง ๆ พลางกุมมือมิลินไว้

“เอาเถอะ... ไม่ว่าจะเป็นละครหรือความจริง แต่ตราบใดที่กวินทร์สามารถปกป้องเธอจากไอ้ภัทรได้ และทำให้เธอกลับมายิ้มได้แบบนี้ พวกฉันก็พร้อมจะช่วยเล่นละครฉากนี้ไปกับพวกเธอ”

“ใช่!”

            เกรซเสริมขึ้นด้วยความฮึกเหิม

            “ต่อไปนี้พวกฉันจะเป็นทีมซัพพอร์ต 'คู่รักกำมะลอ' ของพวกเธอเอง ใครกล้ามาสงสัยหรือไอ้ภัทรกล้ามาวอแวอีก แม่จะตบให้ร่วงเลยคอยดู!”

            มิลินมองเพื่อนสนิททั้งสองด้วยความซาบซึ้งใจและอบอุ่น ความลับที่เคยแบกไว้คนเดียวบัดนี้ถูกแบ่งเบาลงแล้ว แต่นคำพูดของเกรซและโบอิ้งกลับยังคงติดอยู่ในหัวของเธอ... กวินทร์ทำทั้งหมดนี้ เพียงเพราะหน้าที่ตามสัญญาจริงหรือ? คำถามที่เธอเองก็ไม่กล้าหาคำตอบ เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของดาวคณะนิเทศศาสตร์อย่างช้า ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป