บทที่ 14 ร่องรอยที่ซ่อนอยู่

กลิ่นน้ำมันเครื่องยนต์เจือจางในอากาศของช็อปปฏิบัติการวิศวกรรมศาสตร์ช่วงค่ำยามไม่มีนิสิตคนอื่นอยู่แล้ว คล้ายจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดของกวิน แต่สำหรับคืนนี้มันกลับกลายเป็น “ห้องสอบสวน” ขนาดใหญ่ ร่างสูงของกวินทร์ในชุดเสื้อยืดสีดำปลดกระดุมเสื้อช็อปสีเทาเข้มออกนั่งทอดอารมณ์อยู่บนเก้าอี้พลาสติกทรงสูง มือหนาถือประแจหมุนเล่นไปมาราวกับต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากสายตาคู่คมสองคู่ที่กำลังจ้องมองเขาอย่างไม่ลดละ

เชนและภามยึดพื้นที่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะช่างไม้ตัวใหญ่กั้นกลางระหว่างพวกเขาทั้งสาม เชนยันตัวขึ้นนั่งบนขอบโต๊ะกอดอกพลางยักคิ้วยียวน ขณะที่ภามยื่นพิงตู้เหล็กเก็บอุปกรณ์ ดื่มน้ำแร่จากขวดด้วยท่าทางสงบนิ่งแต่แผ่รังสีจับผิดออกมาอย่างชัดเจน

“เอาล่ะ มหาเทพกวินทร์...”

            เชนเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงโทนต่ำที่พยายามทำเป็นซีเรียสเกินจริง

“คืนนี้ถ้ามึงไม่อธิบายเรื่อง 'ดาวนิเทศฯ' ให้กระจ่าง พวกกูสองคนจะไม่ยอมให้มึงก้าวขาออกจากช็อปนี้แม้แต่ก้าวเดียว”

            กวินทร์แค่นหัวเราะในคอ ละสายตาจากประแจในมือขึ้นมองเพื่อนสนิททั้งสอง

“อธิบายอะไรของพวกมึง? กูว่าเมื่อวานกลางโรงอาหารกับที่ลานจอดรถ กูก็จัดการชัดเจนพอแล้วนะ”

“ชัดเจนบ้านมึงดิ!”

            เชนโพล่งขึ้นมาทันควัน พลางชี้หน้ากวินทร์

“ปกติมึงเป็นเสือปืนไว เพลย์บอยมที่หงุดหงิดใส่สาว ๆ ที่ตามกรี๊ดแทบตายวันละแปดรอบ แล้วจู่ ๆ มึงก็ยอมยกเสื้อช็อปประจำตัวให้ 'มิลิน' ใส่เดินร่อนทั่ว SMIU ไม่พอ... มึงยังประสานนิ้วกุมมือเขาเหมือนคนคลั่งรักมาสิบปีเนี่ยนะ?!”

“กูทำตามเงื่อนไข”

            กวินทร์ตอบเสียงเรียบ วางประแจลงบนโต๊ะเสียงดัง แกร๊ง

“พวกมึงก็รู้ว่ากูเบื่อพวกผู้หญิงที่ตามวอแวชีวิตกู มิลินยื่นข้อเสนอมา... เขาช่วยเป็นกันชนปัดสาว ๆ ให้กู กูช่วยเป็นเกราะป้องกันแฟนเก่าขยะ ๆ ให้เขา สลับผลประโยชน์กันแบบ Win-Win เข้าใจยัง?”

“Win-Win งั้นเหรอ?”

            ภามที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นช้า ๆ เขาวางขวดน้ำลงแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกวินทร์

“มึงคิดว่าพวกกูเพิ่งรู้จักมึงเมื่อวานหรือไงกวิน? คนอย่างมึงเนี่ยนะ... จะยอมเอาชื่อเสียงตัวเองและที่สำคัญคือ ทีมกฎหมายตระกูลวรโชตินิธิกุล เข้าไปแลกกับแค่ตำแหน่ง 'กันชนปัดสาว'?”

            คำถามของภามสะกดให้กวินทร์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมแวบวับไปด้วยความลักลอบสับสน ก่อนจะถูกปกปิดไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยอย่างรวดเร็ว

ความเงียบทิ้งตัวลงตลบอบอวลภายในช็อปวิศวะฯ เสียงลมหมุนจากพัดลมโรงงานหมุนกระทบใบพัดดัง หึ่ง... หึ่ง... ยิ่งเน้นย้ำความกดดันระหว่างสามเพื่อนสนิท

เชนกระโดดลงจากขอบโต๊ะ เดินก้าวเข้ามาใกล้กวินทร์ ย่อตัวลงขยับหน้าเข้ามาใกล้จนกวินทร์ต้องเอนหัวหลบด้วยความรำคาญ

“ไอ้ภามพูดถูก”

            เชนวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงจริงจังไร้ร่องรอยความขบขัน

“วันคืนที่มิลินวิ่งหนีเข้ามาซ่อนในช็อปเราตอนสามทุ่ม... คืนนั้นมึงเจอมิลินใช่ไหม? สภาพมิลินคืนนั้นเป็นยังไงกันแน่กวิน?”

            กวินทร์ขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันภาพของมิลินในคืนนั้นไหลพรั่งพรูเข้ามาในความทรงจำ ร่างบางสั่นสะท้านหลังตู้เก็บอะไหล่ เลือดกำเดาแห้งติดมุมปาก บาดแผลบวมปูดสีเขียวคล้ำทรงรอยนิ้วมือที่ชายโครง และดวงตาโตสุกใสที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังแต่น้ำตาไหลพรู ความรู้สึกโกรธแค้นต่อภัทรที่เคยสุกงอมในอกคืนนั้น แวบกลับมาทำให้สันขากรรไกรของกวินทร์ปูดเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ภามสังเกตเห็นอาการเกร็งของเพื่อนสนิทได้ทันที เขานิ่งอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะถอนหายใจยาว

“มิลินโดนไอ้ภัทรทำร้ายร่างกายมาใช่ไหม?”

            ภามถามเสียงเบา แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเข้าใจ กวินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมพยักหน้ารับเบา ๆ

“อืม... รอยบีบข้อมือ แผลที่ชายโครง แล้วก็รอยตบที่หน้า”

            เชนสบถคำหยาบออกมาเสียงดังลั่น

“แม่งเอ๊ย! ไอ้ภัทรหน้าตัวเมีย! กูว่าแล้วทำไมมึงถึงได้เปิดสวิตช์ความโหด บีบคอมันกลางลานจอดรถแบบไม่ไว้หน้าตระกูลมันเลย!”

“กูแค่เกลียดผู้ชายที่ใช้กำลังกับผู้หญิง”

            กวินทร์พยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง

“และในเมื่อมิลินเข้ามาขอความช่วยเหลือจากกูในถิ่นเรา กูจะปล่อยให้ไอ้ขยะนั่นรังแกผู้หญิงต่อหน้าต่อตากูได้ยังไง?”

“เออ เรื่องสงสารและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์กูเข้าใจได้”

            ภามก้าวเข้ามาเคาะไหล่กวินทร์เบา ๆ สายตามองเพื่อนด้วยความห่วงใย

“แต่คำถามคือ... มึงตั้งกฎกับมิลินว่ายังไง?”

            กวินทร์สบตาภาม นิ่งคิดไปแป๊บหนึ่ง

“กฎสามข้อ... เนียนระดับสิบ, มิลินปัดสาว ๆ ให้กู, และ ห้ามตกหลุมรักกันจริง”

“ห้ามตกหลุมรักกันจริง...”

            เชนแค่นหัวเราะในคอ พลางสั่นหัวไปมาด้วยความเอ็นดูผสมหมั้นไส้เพื่อนสนิท

“มึงตั้งกฎนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนมิลิน... หรือตั้งไว้เพื่อดักทางตัวเองกันแน่นะมหาเทพกวินทร์?”

“พูดบ้าอะไรของมึงไอ้เชน?”

            กวินทร์ขมวดคิ้วตวาดเบา ๆ

“กูไม่ได้พูดบ้า!”

            เชนสวนทันควัน

“มึงเคยสกินชิปกับผู้หญิงคนไหนเกินสามนาทีไหมถ้าไม่ใช่เรื่องบนเตียง? แต่นี่มึงเดินโอบเอวมิลิน นั่งแกะกุ้ง ป้อนขนม ยิ้มตาหวานเชื่อมให้มิลินกลางโรงอาหาร... มึงเล่นละครเนียนเกินไปจนพวกกูที่โตมากับมึงยังแยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนละคร อันไหนความรู้สึกจริง!”

“มันคือความสมจริงในการแสดง”

            กวินทร์ยังคงยืนยันเสียงแข็ง

“ถ้าเราไม่เล่นให้เนียน ไอ้ภัทรมันจะเชื่อเหรอ? มิลินก็เข้ามารับบทบาทของเขาได้อย่างไร้ที่ติ พวกกูก็แค่ทำหน้าที่ตามสัญญาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์”

            ภามยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มรู้ทันอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา ภามเดินไปหยิบเสื้อช็อปของกวินทร์ที่วางพาดอยู่บนเก้าอี้ขึ้นมา แล้วชูให้กวินทร์ดู

“สัญญามีไว้เพื่อรักษาผลประโยชน์... นั่นกูเข้าใจ”

            ภามเอ่ยช้า ๆ น้ำเสียงทรงพลัง

“แต่วันก่อน ตอนที่มิลินกอดมึงแน่นกลางลานจอดรถหลังไอ้ภัทรวิ่งหนีไป... มึงไม่ได้ลูบหัวประคองหลังเขาตามหน้าที่สัญญานะกวิน มึงทำมันเพราะสัญชาตญาณความอยากปกป้องผู้หญิงคนนี้จริง ๆ”

            กวินทร์นิ่งอึ้งไป คำพูดของภามเหมือนเข็มที่สะกิดตรงเข้ากลางใจ สัมผัสความนุ่มนวลและสั่นสะท้านของมิลินในอ้อมกอดเขาวันนั้น กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกกุหลาบขาวและความรู้สึกอยากจะบดขยี้ทุกคนที่กล้าทำร้ายเธอ... มันเกินขอบเขตของคำว่า “คนแปลกหน้ากับผู้ทำสัญญา” ไปไกลโขแล้ว

“กูแค่อยากให้เรื่องมันจบ”

            กวินทร์พึมพำ น้ำเสียงแผ่วเบาลงกว่าเดิมมาก

“พวกกูไม่ได้ว่าอะไรมึงหรอกกวิน”

            ภามวางเสื้อช็อปลงบนไหล่ของกวินทร์ ตบหลังเพื่อนเบา ๆ

“พวกกูแค่จะบอกว่า... มิลินเป็นคนดี เขาผ่านฝันร้ายมาเยอะ ถ้ามึงคิดจะปกป้องเขาจริง ๆ ไม่ว่าจะในฐานะ 'แฟนกำมะลอ' หรืออะไรก็ตาม... แก๊งเกียร์เสือพร้อมชนข้างมึงเสมอ”

“ใช่!”

            เชนยิ้มร่า แตะไหล่อีกข้างของกวินทร์

“ถ้าไอ้ภัทรมันกล้ามาตุกติกอีก ไม่ต้องถึงมือตระกูลวรโชตินิธิกุลหรอก ตีนเด็กวิศวะฯ อย่างพวกกูนี่แหละจะประเคนใส่หน้ามันเอง! แต่ขออย่างเดียวนะพ่อหนุ่มเพลย์บอย...”

            เชนยื่นหน้าเข้าไปกระซิบ

“ระวังหัวใจตัวเองไว้ให้ดีเหอะ... กฎ 'ห้ามตกหลุมรักกันจริง' ของมึงน่ะ พังทลายตั้งแต่คืนแรกที่มึงอุ้มเขาซ่อนหลังตู้แล้วมั้ง!”

            กวินทร์ยกเท้าทำท่าจะเตะเชนด้วยความหมั้นไส้ เชนหัวเราะร่าแล้วรีบวิ่งหลบไปหลังตู้เหล็ก ขณะที่ภามเดินยิ้มนำออกไปจากห้องช็อป ทิ้งให้เดือนวิศวะฯ เพลย์บอยนั่งอยู่ตามลำพังในความเงียบยามค่ำคืน

กวินทร์ยกมือขึ้นแตะแผ่นอกข้างซ้ายของตัวเอง... หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะเรียบเฉยเย็นชาต่อนารีทั้งหลาย บัดนี้กลับเต้นระทึกขึ้นมาเพียงแค่นึกถึงใบหน้านองน้ำตาและรอยยิ้มหวานของดาวคณะนิเทศศาสตร์

กฎข้อที่สาม... ห้ามตกหลุมรักกันจริง

กวินทร์ถอนหายใจยาว พลางพึมพำกับตัวเองในความมืด... บางที สัญญาที่เขาเขียนขึ้นมาเองกับมือ อาจกลายเป็นพันธนาการที่มูกผูกมัดหัวใจของเขาไว้เสียเองตั้งแต่แรกแล้วก็เป็นได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป