บทที่ 2 ซ่อนรอยแผลเป็น

ผิวพรรณที่เคยเนียนผุดผ่องกลับปรากฏรอยบวบช้ำสีเขียวคล้ำและม่วงหนา เป็นวงกว้างบริเวณแผ่นหลังด้านขวาลามมาถึงช่วงเอว รอยหนึ่งมีลักษณะเป็นรอยนิ้วมือห้านิ้วที่บีบเค้นอย่างรุนแรงจนเนื้อเขียวปูด ขณะที่บริเวณชายโครงซ้ายมีรอยช้ำจุดใหญ่ที่เกิดจากการถูกกระแทกอย่างหนักเมื่อสองวันก่อน

ไม่เพียงเท่านั้น ที่บริเวณไหปลาร้าและต้นแขนด้านในยังมีรอยแดงเข้มประปรายจากการถูกบีบขยำด้วยความโทสะ

มิลินมองรอยแผลเป็นและความบอบช้ำเหล่านั้นผ่านกระจก รอยแผลที่ไม่เคยมีใครในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทอย่างเกรซ โบอิ้ง หรือแฟนคลับนับพันคนที่ติดตามเธอ ทุกครั้งที่ต้องออกสื่อหรืออยู่ท่ามกลางผู้คน มิลินจะต้องใช้คอนซีลเลอร์เนื้อหนาเกรดพิเศษทาทับหลายชั้นหรือไม่ก็เลือกรองเสื้อผ้าที่ปิดมิดชิดเพื่อปกปิดความบอบช้ำเหล่านี้เอาไว้

ความเจ็บปวดทางกายจากแผลช้ำ ไม่เท่าความปวดร้าวและอับอายในหัวใจ

น้ำตาเม็ดโตที่พยายามกลั้นไว้ตลอดทั้งวันค่อย ๆ ไหลเอ่อล้นออกจากดวงตาคู่สวย ร่วงหล่นกระทบแก้มเนียน มิลินยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่นเพื่อกั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ลอดผ่านประตูออกไป

ทำไม... ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?

ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ 'ภัทร' ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรุนแรง ในช่วงปีแรกภัทรคือผู้ชายในฝันของหญิงสาวทุกคน เขาเพียบพร้อม หล่อเหลา อบอุ่น เอาใจใส่ และดูแลเธอราวกับเจ้าหญิง เขาคอยมารับมาส่ง ซื้อขนมที่เธอชอบ คอยอยู่เคียงข้างในวันที่เธอเหนื่อยล้าจากการเรียน แต่งเติมชีวิตมหาวิทยาลัยของเธอให้เต็มไปด้วยสีชมพู

ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความอบอุ่นเหล่านั้นกลับเริ่มแปรเปลี่ยนเป็น ความบงการและความหึงหวงที่ไร้เหตุผล

มันเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างการที่เขาไม่ชอบให้เธอคุยกับเพื่อนผู้ชาย คอยเช็กโทรศัพท์ ตรวจสอบข้อความและประวัติการโทรทุกคืน จากนั้นก็เริ่มบงการเรื่องการแต่งตัว ห้ามใส่เสื้อคอกว้าง ห้ามใส่กระโปรงสั้นและเมื่อมิลินพยายามอธิบายหรือปฏิเสธความเกรี้ยวกราดของเขาก็จะประทุขึ้นมา

ครั้งแรก... มันเป็นเพียงการพลั้งมือผลักเธอจนล้มลงไปกองกับพื้น หลังจากนั้นภัทรจะร้องไห้ คุกเข่าอ้อนวอนกอดขาเธอไว้คอยพูดคำว่า

“พี่ขอโทษ พี่รักมิลินมากเกินไป พี่หึงจนขาดสติ อย่าทิ้งพี่ไปนะ”

            ด้วยความรักและความหวังว่าเขาจะปรับปรุงตัว มิลินจึงยอมให้อภัย... แต่การให้อภัยครั้งนั้น กลับกลายเป็นใบอนุญาตให้เขาทบทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

จากแค่ผลัก เริ่มกลายเป็นการบีบแขนอย่างแรงจนเขียวช้ำ จากการบีบแขน เริ่มกลายเป็นการตบหน้า การดึงฉุดกระชากและล่าสุด... การชกเข้าที่ชายโครงของเธอเพียงเพราะเธอรับสายเพื่อนผู้ชายในเอกการแสดงที่โทรมาคุยเรื่องบทละคร

ยิ่งเธอพยายามถอยห่าง ภัทรก็ยิ่งตามรังควานและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างคลั่งไคล้ เขาใช้คำพูดบั่นทอนจิตใจ พูดซ้ำ ๆ ให้เธอรู้สึกว่าเธอไม่มีค่า ถ้าไม่มีเขา เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงไร้ราคาและถ้าเธอคิดจะเลิกกับเขา เขาจะทำลายชื่อเสียง ทำลายครอบครัวและทำให้เธอไม่มีที่ยืนในมหาวิทยาลัยนี้อีกต่อไป

มิลินกลายเป็นนักโทษในกรงที่เรียกว่า “ความสัมพันธ์”

เธอต้องสวมหน้ากากเป็นดาวคณะผู้มีความสุขและเพอร์เฟกต์อยู่ตลอดเวลาต่อหน้าคนอื่น แต่เมื่ออยู่ตามลำพัง เธอเป็นเพียงเหยื่อที่หวาดผวาตื่นตระหนกทุกครั้งที่เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้น

ครืด... ครืด...

สมาร์ตโฟนบนโต๊ะเครื่องแป้งสั่นสะเทือนขึ้นมาจริง ๆ มิลินสะดุ้งสุดตัว ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความกลัวโดยอัตโนมัติ เธอค่อย ๆ ยื่นมืออันสั่นเทาไปหยิบมันขึ้นมามองหน้าจอ

ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ 'พี่ภัทร'

มิลินสูดหายใจเข้าลึก กดรับสายแล้วพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด

“ค่ะ... พี่ภัทร”

            [ทำไมรับสายช้า?]

            น้ำเสียงปลายสายห้วนจัดและเย็นชา ไม่มีร่องรอยของความอ่อนโยนแม้แต่น้อย

[อยู่กับใคร?]

            “มิลิน... มิลินเพิ่งเดินแฟชั่นโชว์เสร็จค่ะ อยู่ในห้องแต่งตัวคนเดียว”

            เธอตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม พยายามไม่กระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่าย

[เดินเสร็จแล้วก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ! ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ชอบให้เธอใส่ชุดโชว์เนื้อหนังแบบนั้นต่อหน้าผู้ชายคนอื่น!]

            ภัทรตวาดผ่านสายมาจนมิลินต้องหลับตาแน่น

[ใส่ชุดบ้าอะไรก็ไม่รู้ พวกผู้ชายในงานมันมองเธอด้วยสายตาแบบไหนรู้บ้างไหม! อยากให้คนอื่นมองว่าเธอใจง่ายหรือไงมิลิน!]

            คำพูดร้ายกาจบาดลึกลงไปในใจ มิลินกำมือแน่นจนเล็บแทบจมลงไปในเนื้อ

“มิลินไม่ได้ตั้งใจค่ะ มันเป็นชุดที่ทางสโมสรจัดไว้ให้...”

[อย่ามาเถียง!]

            เสียงภัทรดังขึ้นอีกระดับ

[อีกสิบนาทีฉันจะไปรอที่ลานจอดรถใต้ดินตึกนิเทศฯ ออกมาให้ทัน ถ้าเธอช้าแม้แต่นาทีเดียว... เราได้เห็นดีกันแน่]

ตู้ด... ตู้ด... ตู้ด...

สายถูกตัดไปแล้วทิ้งไว้เพียงความเงียบและแรงกดดันที่มหาศาล มิลินยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกน้ำตาไหลรินลงมาอีกครั้ง ความกลัวกัดกินไปทั่วหัวใจ ลานจอดรถใต้ดินยามค่ำคืน... สถานที่อับสายตาผู้คน นั่นคือสถานที่ที่ภัทรมักใช้เป็นที่ลงโทษและทำร้ายเธอเสมอเมื่อเขาไม่พอใจ

เธอไม่อยากไป... เธออยากจะวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด อยากจะตะโกนบอกทุกคนว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนดีอย่างที่ใครคิด แต่ความกลัวที่ถูกปลูกฝังมาตลอดหลายเดือนกลับพันธนาการขาของเธอไว้ไม่ให้ก้าวออกนอกกรอบ

            มิลินรีบเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว เธอหยิบตลับคอนซีลเลอร์ขึ้นมาแต้มทับรอยช้ำที่โผล่พ้นร่มผ้าอย่างชำนาญ สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวผ้าหนาและกางเกงยีนส์ขายาวทับลงไป รวบผมขึ้นเพื่อปกปิดร่องรอยความอ่อนแอทั้งหมดไว้ใต้คราบของ “มิลิน ดาวนิเทศฯ SMIU”

เธอมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ปรับสีหน้าให้เรียบเนียน คลี่ยิ้มบาง ๆ ที่ดูไร้ความรู้สึก ก่อนจะหมุนลูกบิดประตูแล้วก้าวออกจากห้องแต่งตัวไป

เส้นทางสู่ลานจอดรถใต้ดินยามค่ำคืนเงียบสงบและวังเวง แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ส่งเสียงหึ่ง ๆ แพรวพราวสลับกับความมืดมิด มิลินก้าวเท้าเดินไปตามทางเดินคอนกรีตหัวใจเต้นตึกตักด้วยความหวาดหวั่น ทุกก้าวเต็มไปด้วยความลังเล แต่เธอรู้ดีว่าถ้าเธอหนีบทลงโทษในวันพรุ่งนี้จะยิ่งเลวร้ายกว่าเดิมหลายเท่า

เธอต้องอดทน... เหมือนที่เคยอดทนมาตลอด

โดยที่มิลินไม่รู้เลยว่า ค่ำคืนนี้... เส้นทางอันมืดมิดและบาดแผลที่เธอพยายามซ่อนไว้ใต้เสื้อผ้า กำลังจะนำพาเธอไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต จุดเปลี่ยนที่จะดึงใครบางคนเข้ามาในวงจรชีวิตอันมืดมนนี้ และเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเธอไปตลอดกาล

บทก่อนหน้า
บทถัดไป