บทที่ 3 อสูรที่ครอบงำ
ความเงียบสงบอันเยือกเย็นของลานจอดรถชั้นใต้ดินตึกนิเทศศาสตร์ ละม้ายคล้ายสุสานที่ไร้ผู้คน แสงไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวนวลส่งเสียงหึ่ง ๆ กระพริบถี่เป็นระยะ สร้างเงาทอดยาวพร่ามัวบนพื้นคอนกรีตขัดมัน เสียงรองเท้าผ้าใบของมิลินกระทบพื้นดัง ก๊อก ก๊อก สะท้อนก้องไปตามคาบเสาขนาดใหญ่
ทุกก้าวที่เธอเดินขยับเข้าใกล้รถสปอร์ตคันหรูสีดำสนิทที่จอดทึบอยู่ในมุมอับสายตา หัวใจของมิลินดั่งถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็น อากาศรอบตัวเย็นเยียบแต่มือสองข้างกลับชื้นไปด้วยเหงื่อไคล
ความบอบช้ำบนแผ่นหลังและชายโครงที่ทาทับไว้ด้วยคอนซีลเลอร์เนื้อหนายังคงส่งความเจ็บปวดแปลบระดาวทุกครั้งที่เธอก้าวขา แต่บาดแผลทางกายเหล่านั้นไม่อาจเทียบได้เลยกับความหวาดผวาที่กำลังก่อตัวขึ้นในมโนสำนึก
ภายใต้ความเงียบ... ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีกรมท่าไร้รอยยับยืนกอดอกพิงประตูรถสปอร์ตคันงาม ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูอบอุ่นบัดนี้เรียบตึง ดวงตาเรียวยาวคมกริบจ้องตรงมายังเธอด้วยสายตาที่ไม่ต่างจากพญาราชสีห์กำลังจ้องมองเหยื่อที่เดินเข้ามาในกับดัก
'ภัทร' ภัทรดนัย เตชะวณิช ทายาทนักธุรกิจใหญ่ ตัวท็อปของคณะบริหารธุรกิจ SMIU ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมที่สาว ๆ ทั้งมหาวิทยาลัยต่างใฝ่ฝันอยากครอบครอง ทว่าสำหรับมิลินในเวลานี้... เขาคืออสูรที่ครอบงำชีวิตเธออย่างสิ้นเชิง
“เลทไปสามนาที”
ภัทรพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าความเย็นชาในน้ำเสียงกลับทำให้อากาศรอบข้างดิ่งลงสู่จุดติดลบ
“ขอโทษค่ะพี่ภัทร พอดีมิลิน... มิลินต้องช่วยเก็บของหลังเวทีนิดหน่อย”
มิลินก้มหน้าหลบสายตา พยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว มือบางประสานกันแน่นอยู่ด้านหน้า
ภัทรดันตัวออกจากรถ เดินตรงเข้ามาหาเธออย่างช้า ๆ เสียงรองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นคอนกรีตสม่ำเสมอเป็นเสียงที่มิลินหลาดกลัวที่สุดในชีวิต เขาหยุดลงตรงหน้าเธอระยะห่างที่ไม่ถึงก้าวทำให้มิลินได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงประจำตัวเขากลิ่นที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย แต่บัดนี้กลับชวนให้คลื่นไส้และอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
มือใหญ่ทรงพลังของภัทรยื่นออกมา มิลินสะดุ้งเฮือกและเผลอผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
ปฏิกิริยานั้นทำให้คิ้วเข้มของภัทรขมวดเข้าหากันทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความฉุนเฉียว
“ถอยทำไม? รังเกียจพี่เหรอ?”
“เปล่าค่ะ! เปล่า... มิลินแค่ตกใจ”
เธอรีบปฏิเสธเสียงตระหนก พยายามก้าวกลับมายืนที่เดิม ภัทรแค่นหัวเราะในคอก่อนจะยื่นมือไปจับสันคางของเธอ บังคับให้ใบหน้าเรียวสวยเงยขึ้นสบตานิ้วมือของเขากดแน่นลงบนผิวแก้มเนียนจนมิลินรู้สึกเจ็บ แต่เธอต้องฝืนทนไม่กล้าแม้แต่จะแสดงสีหน้าเจ็บปวด
“อยู่ในงาน... เธอคงมีความสุขมากสินะ?”
ภัทรกระซิบข้างหู น้ำเสียงดุดันและเต็มไปด้วยความหึงหวงที่ปิดไม่มิด
“ยิ้มหวานให้พวกผู้ชายในงาน หัวเราะร่าเริง โยกย้ายถ่ายรูปต่อหน้าไอ้พวกสายตาหิวโหยพวกนั้น... ชอบมากใช่ไหมที่มีคนมองเยอะ ๆ?”
“มันเป็นงานของคณะค่ะพี่ภัทร มิลินเป็นตัวแทนเดินแฟชั่นโชว์...”
“แล้วทำไมต้องใส่ชุดเปิดไหล่สั้นกุดขนาดนั้น!”
ภัทรรวบตัวเธอเข้าหาตัวอย่างแรง มืออีกข้างบีบเข้าที่ต้นแขนซ้ายของมิลินตรงกับรอยเขียวช้ำเดิมใต้เสื้อเชิ้ตแขนยาวพอดี ความเจ็บปวดแล่นแล่นปราดเข้าสู่สมองจนมิลินต้องกัดริมฝีปากล่างไว้แน่นเพื่อไม่ให้กรีดร้องออกมา
“พี่บอกกี่ครั้งแล้วมิลิน! ว่าพี่ไม่ชอบให้ผู้ชายคนอื่นมองเธอด้วยสายตาแบบนั้น! เธอเป็นของพี่! หน้าตา ร่างกาย ทุกอย่างของเธอเป็นของพี่คนเดียว!”
“มิลินรู้ค่ะ... มิลินขอโทษ”
น้ำตาเม็ดโตเอ่อล้นดวงตาคู่สวย มิลินพยายามอดกลั้นอารมณ์ สะกดกั้นความปวดร้าว
“ต่อไปมิลินจะระวัง มิลินจะไม่รับงานแบบนี้อีกแล้วค่ะพี่ภัทร...”
ภัทรจ้องมองใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาของเธอ สายตาที่เคยเกรี้ยวกราดค่อย ๆ อ่อนลงเล็กน้อย เปลี่ยนเป็นความพึงพอใจที่เห็นเธอสยบยอม เขาค่อย ๆ คลายแรงบีบที่ต้นแขนเปลี่ยนเป็นใช้หลังนิ้วสัมผัสปรางแก้มของเธออย่างเบามือราวกับเธอกระเบื้องเคลือบแสนบอบบาง
“เห็นไหม... ถ้าน่ารักแบบนี้ตั้งแต่แรก เราก็ไม่ต้องทะเลาะกัน”
ภัทรพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับคนละคนเมื่อครู่ เขาใช้นิ้วโป้งซับน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบา
“พี่รักมิลินนะ รู้ใช่ไหม? ที่พี่ต้องเข้มงวด ที่พี่ต้องโมโห ก็เพราะพี่รักมิลินมากเกินไป พี่ไม่อยากเสียเธอให้ใคร พี่ทนไม่ได้ถ้าเห็นใครมองเธอด้วยสายตาแทะโลม”
คำว่า 'เพราะรัก' ถูกใช้เป็นเครื่องมือพันธนาการเธออีกครั้ง
มิลินหลับตาลงยอมให้อีกฝ่ายดึงร่างของเธอเข้าไปกอดซบกับอกกว้าง อ้อมกอดของภัทรแข็งแกร่งทว่าไร้ซึ่งความอบอุ่น มันดั่งกรงขังที่รัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอแทบขาดใจตาย แต่ถึงกระนั้นในความสับสนและปวดร้าวมิลินยังคงบอกตัวเองในใจ...
พี่ภัทรแค่รักเรามากเกินไป... เขาแค่อารมณ์ร้อน ถ้าเราทำตัวดี ๆ ไม่ทำให้เขาหึงหวง ไม่ขัดใจเขา ทุกอย่างก็คงจะดีขึ้นเอง เราต้องอดทนและปรับตัวเข้าหาเขาให้มากกว่านี้
เธอยังคงหลอกตัวเองด้วยความคิดเดิม ๆ ความคิดที่ยึดติดอยู่กับภาพของ 'พี่ภัทรคนแสนดี' ในอดีต โดยไม่รู้เลยว่า ความอดทนของเธอ ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนเงาอสูรให้กลายเป็นเจ้าชาย... แต่มันกลับเป็นปุ๋ยชั้นดีที่ทำให้ความรุนแรงและจิตใจบิดเบี้ยวของเขายิ่งเติบโตและกัดกินชีวิตเธอจนไม่เหลือชิ้นดี
