บทที่ 4 วิ่งหนีสุดชีวิต
ความเงียบสงบอันเยือกเย็นของลานจอดรถชั้นใต้ดินตึกนิเทศศาสตร์ ละม้ายคล้ายสุสานที่ไร้ผู้คน แสงไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวนวลส่งเสียงหึ่ง ๆ กระพริบถี่เป็นระยะ สร้างเงาทอดยาวพร่ามัวบนพื้นคอนกรีตขัดมัน
มิลินยืนอยู่ข้างรถสปอร์ตคันหรูของภัทร ลมหายใจอุ่นผ่าวเป็นระลอกท่ามกลางความเย็นของเครื่องปรับอากาศของอาคาร เธอมองดูชายหนุ่มที่กำลังเดินวนรอบตัวเธอด้วยสายตาจ้องจับผิด ภัทรในยามนี้ไม่ได้มีเค้าลางของรุ่นพี่สุดอบอุ่นผู้เพียบพร้อมที่คนทั้งสถาบัน SMIU ชื่นชมแม้แต่น้อย ดวงตาเรียวยาวของเขาฉายประกายความโทสะบิดเบี้ยวที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ
“พี่บอกเธอแล้วใช่ไหมมิลิน...”
ภัทรหยุดเดินด้านหลังเธอก่อนจะยื่นหน้ามาเสนอชิดใบหู น้ำเสียงของเขานุ่มลึกแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล
“ว่าอย่าให้ไอ้หน้าไหนมันมาสกินชิปกับเธอในงาน”
“มิลินไม่ได้ทำแบบนั้นนะคะ...”
เสียงของมิลินสั่นเครือ เธอพยายามประคองสติ
“ฉากเดินแฟชั่นโชว์คู่นั้นมันเป็นสคริปต์ของสโมสรนักศึกษา พี่เกรซเป็นคนจัดคิว มิลินหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ”
“หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเธอเต็มใจกันแน่!”
เพียะ!
ฝ่ามือใหญ่กระแทกเข้าที่ซีกแก้มซ้ายของมิลินอย่างรุนแรงโดยไม่มีสัญญาณเตือน แรงเหวี่ยงส่งผลให้ใบหน้าเรียวสวยสะบัดไปตามแรง เสียงฝ่ามือปะทะผิวเนื้อดังลั่นสะท้อนก้องไปทั่วลานจอดรถ มิลินเซถอยหลังไปหลายก้าว ความรู้สึกชาหนาจับที่โหนกแก้มก่อนจะเปลี่ยนเป็นความปวดร้าวร้อนฉ่าที่ทวีขึ้นในเสี้ยววินาที เลือดกำเดาไหลซึมออกจากจมูกช้า ๆ เป็นสายยาวลงมาถึงริมฝีปากอิ่ม
“พี่ภัทร...”
มิลินยกมืออันสั่นเทาขึ้นแตะรอยแผล ดวงตากลมโตนองไปด้วยน้ำตาด้วยความตกตะลึงและขวัญเสีย
“อย่ามาทำหน้าตาแบบนี้ใส่ฉัน!”
ภัทรตวาดลั่นก้าวฉับ ๆ เข้าหาเธอแล้วฉุดกระชากข้อมือบางขึ้นมาอย่างแรง เล็บยาวของเขากดลึกจมลงไปในเนื้อข้อมือจนเกิดรอยห้อเลือด
“ฉันเห็น! ไอ้รุ่นพี่นิเทศฯ คนนั้นมันจับเอวเธอตอนลงเวที! เธอแย้มยิ้มให้มันเหมือนเต็มใจ! เธอคิดว่าฉันโง่เหรอ!”
“มันเป็นอุบัติเหตุ... มิลินแค่สะดุดส้นสูง...”
ภัทรผลักร่างเพรียวระหงลงกับพื้นคอนกรีตอย่างเต็มแรง
“โกหก!”
ร่างของมิลินกระแทกเข้ากับพื้นอย่างจัง แผ่นหลังและชายโครงด้านซ้ายที่มีรอยบอบช้ำเดิมปะทะเข้ากับความแข็งของคอนกรีต ความเจ็บปวดเสียดแทงแล่นปราดเข้าสู่สมองจนเธอหลุดกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน คอนซีลเลอร์เนื้อหนาที่เคยปกปิดบาดแผลไว้ไม่อาจช่วยบรรเทาความปวดร้าวภายในได้เลย
ภัทรย่อตัวลงมา ดึงรวบเรือนผมยาวสลวยของเธอขึ้นมาจนใบหน้าของมิลินเชิดขึ้น ดวงตาบิดเบี้ยวด้วยความหึงหวงและไร้สติจ้องลึกเข้ามาในดวงตาที่หวาดกลัวของเธอ
“ฟังฉันนะมิลิน...”
เขากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“เธอเป็นของฉัน! ร่างกายนี้ หน้าตานี้ ชีวิตของเธอเป็นของฉันคนเดียว! ถ้านึกอยากจะร่านไปยิ้มให้ชายอื่น ฉันจะทำลายเธอให้ไม่เหลืออะไรเลย! ฉันจะอัดคลิปเธอไว้ แล้วปล่อยให้คนทั้ง SMIU ดูว่าดาวคณะนิเทศฯ ที่แท้จริงแล้วมันร่านแค่ไหน!”
คำข่มขู่เรื่องคลิปวิดีโอทำลายชีวิต กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่กระชากสติของมิลินให้หลุดออกจากความหวาดกลัวที่เคยกดทับมานานหลายเดือน ความหวังที่เคยคิดว่าเขาจะปรับตัวได้... ความอดทนที่พยายามกล้ำกลืน... พังทลายลงในวินาทีนี้
นี่ไม่ใช่ความรัก มันไม่เคยเป็นความรัก แต่เป็นการกระทำอันบิดเบี้ยวที่กำลังจะฆ่าเธอให้ตายทั้งเป็น
ความเจ็บปวดอันทารุณที่ชายโครงและแผ่นหลังไม่ได้กดทับสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของมิลินอีกต่อไป เมื่อภัทรปล่อยมือจากเรือนผมเพื่อเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกง หวังจะทำตามคำขู่ มิลินใช้แรงฮึดสุดท้ายที่มีอยู่น้อยนิด รวบรวมกำลังทั้งหมดรวบขาสองข้างแล้วยันเท้าเข้าที่หน้าอกของภัทรอย่างสุดแรง
พลัก!
ภัทรไม่ทันตั้งตัว ร่างของเขาเสียหลักล้มตึงลงไปกองกับพื้น โทรศัพท์มือถือกระเด็นหลุดมือไปไกล
“อั่ก! ยัยบ้าเอ้ย!”
ภัทรคำรามด้วยความโทสะ มิลินไม่รอช้าเธอรีบถอยส้นสูงราคาแพงทิ้งไปทันทีเพื่อความรวดเร็ว เท้าเปล่าสัมผัสกับพื้นคอนกรีตเย็นเยียบ เธอพาร่างกายที่บอบช้ำสู้ความเจ็บปวด ลุกขึ้นยืนแล้วออกวิ่งสุดกำลังทันที
“มิลิน! กลับมานี่เดี๋ยวนี้นะ! ถ้าเธอวิ่งหนีไปได้ ฉันฆ่าเธอแน่!”
เสียงตวาดอาฆาตของภัทรดังไล่หลังมา พร้อมกับเสียงก้าวเท้าหนัก ๆ ที่เริ่มวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว
มิลินวิ่งไล่ไปตามช่องจอดรถใต้ดิน หัวใจเต้นระทึกจนแทบหลุดออกมาจากอก ลมหายใจหอบถี่ติดขัด ทุกครั้งที่เท้าแตะพื้นความเจ็บปวดจากแผลช้ำที่ชายโครงจะแล่นริ้วเป็นความทรมาน แต่ความกลัวตายและอยากหลุดพ้นกลับมีพลังมากกว่า เธอวิ่งเลี้ยวขวาไปตามทางเดินแคบ ๆ พยายามมุ่งหน้าไปทางบันไดหนีไฟเพื่อขึ้นไปยังชั้นบน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเท้าของภัทรไล่หลังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
“หยุดนะมิลิน! เธอหนีฉันไม่พ้นหรอก!”
มิลินมองเห็นประตูเหล็กของบันไดหนีไฟอยู่เบื้องหน้า เธอผลักมันเปิดออกอย่างแรงแล้ววิ่งพรวดเข้าไปข้างใน ก่อนจะกระแทกประตูปิดแล้วกดสลักกลอนล็อคไว้จากข้างในทันที
ปัง! ปัง! ปัง!
กำปั้นหนัก ๆ ของภัทรกระแทกเข้ากับประตูเหล็กภายนอกอย่างคลั่งไคล้ เสียงโวยวายและคำสถบหยาบคายดังลอดผ่านช่องประตู มิลินทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ หลังชนประตู ลมหายใจหอบไอ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ น้ำตาแห่งความบอบช้ำและขวัญเสียไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย
“มิลิน! เปิดประตู! เปิดเดี๋ยวนี้!”
เสียงภัทรขู่คำราม
มิลินรู้ดีว่าสลักล็อกประตูเหล็กเก่า ๆ นี้คงต้านทานแรงภัทรได้ไม่นาน เธอรีบยันกายลุกขึ้นวิ่งขึ้นบันไดหนีไฟมุ่งหน้าไปยังชั้นบนสุดเท่าที่จะทำได้ เท้าเปล่าของเธอถูกเศษหินบนบันไดบาดจนได้เลือด แต่เธอไม่สนใจอีกแล้ว เป้าหมายเดียวของเธอคือการออกไปจากพื้นที่อันตรายแห่งนี้
เมื่อวิ่งขึ้นมาถึงชั้น 3 ซึ่งเป็นทางเชื่อมระหว่างตึกนิเทศศาสตร์กับตึกวิศวกรรมศาสตร์ มิลินดันประตูหนีไฟออกไปสู่ทางเดินระเบียงโถงยาว ความมืดและความเงียบยามค่ำคืนปกคลุมไปทั่วอาคารเรียน มีเพียงแสงไฟจากตึกฝั่งตรงข้ามที่ยังคงสว่างอยู่
เธอวิ่งหนีด้วยเท้าที่เต็มไปด้วยบาดแผลไปตามทางเดิน มือข้างหนึ่งกุมชายโครงที่เจ็บจนน้ำตาเล็ด ร่างกายเริ่มหมดแรงลงเรื่อย ๆ สายตาพร่ามัวจากหยาดน้ำตาและอาการหน้ามืด
ปัง... ปึก...
เสียงเปิดประตูหนีไฟจากปลายทางเดินดังขึ้นอีกครั้ง ภัทรตามขึ้นมาทันแล้ว!
“เจอตัวแล้ว...”
เสียงเย็นชาของภัทรดังขึ้นจากมุมมืด
มิลินตาโตด้วยความสะพรึงกลัว เธอตัดสินใจวิ่งเลี้ยวเข้าสู่ทางเชื่อมตึกวิศวกรรมศาสตร์อย่างไม่คิดชีวิต พื้นทางเดินเปลี่ยนเป็นกระเบื้องเรียบ มิลินวิ่งตรงไปข้างหน้าโดยไม่รู้ทิศทางขอเพียงแค่ให้พ้นจากเงาอสูรที่ตามไล่ล่าเธออยู่ข้างหลัง
และในวินาทีที่ร่างกายของเธอแทบจะรับไม่ไหว ลมหายใจขาดช่วง และขาสองข้างกำลังจะหมดแรงทรุดลงกับพื้นนั่นเอง... แสงไฟสว่างจ้าจากห้องช็อปวิศวกรรมศาสตร์ยามวิกาลก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
