บทที่ 5 สบตาดาวและเดือน
กลิ่นน้ำมันเครื่องยนต์ผสมสารเคมีเจือจางในอากาศปะทะเข้ากับจมูกทันทีที่มิลินแทรกตัวผ่านบานประตูเหล็กดัดระแนงของตึกวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาได้ เสียงกลอนประตูเคลื่อนตัวลงล็อกดัง แกร๊ก สั้น ๆ แต่กลับสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ มิลินทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ กับพื้นคอนกรีตขัดมันอย่างคนหมดแรง ยกแขนอันสั่นเทาขึ้นปิดปากตัวเองแน่นเพื่อกั้นเสียงหอบไอและเสียงสะอื้นที่กำลังทะลักออกมาจากลำคอ
ความเงียบสงัดภายในช็อปปฏิบัติการยามวิกาลโอบล้อมเธอไว้ มีเพียงแสงไฟนีออนสลัวจากทางเดินภายนอกที่ลอดผ่านซี่กรงเหล็ก เข้ามากระทบเงาร่างเพรียวระหงซึ่งกำลังสั่นสะท้านอย่างน่าเวทนา เท้าเปล่าทั้งสองข้างซ่อนบาดแผลถลอกและเลือดแห้งกรังจากการวิ่งหนีข้ามอาคาร ริมฝีปากที่ถูกทาด้วยลิปสติกสีสดบัดนี้แตกซ่านและช้ำเลือดจากแรงฝ่ามือของภัทร
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงกำปั้นหนัก ๆ กระแทกเข้ากับประตูเหล็กฝั่งทางเชื่อมอาคารดังสะท้อนก้องเข้ามาในความมืด ตามด้วยเสียงตวาดลั่นของภัทรที่ลอยผ่านช่องลมเข้ามา
“มิลิน! ฉันรู้ว่าเธอหลบอยู่ในนี้! ออกมาเดี๋ยวนี้อย่าให้ฉันต้องงัดเข้าไปนะ!”
มิลินหลับตาลงแน่นน้ำตาเม็ดโตไหลรินผ่านโหนกแก้มที่บวมแดง ร่างกายเกร็งตึงด้วยความหวาดกลัวจนแทบหยุดหายใจ ทุกครั้งที่เสียงกระแทกประตูดังขึ้นหัวใจของเธอเหมือนถูกกระชากให้หลุดออกจากอก เธอห่อไหล่เข้าหากันพยายามกอดเข่าตัวเองไว้แน่นในมุมอับหลังตู้เก็บอุปกรณ์ช่างขนาดใหญ่เพื่อซ่อนตัวให้มิดชิดที่สุด
ความเจ็บปวดจากแผลบอบช้ำเดิมที่ชายโครงและแผ่นหลังแล่นริ้วขึ้นมาเป็นระยะ ความเย็นของพื้นปูนสวมทับความทรมานทางกาย แต่มันไม่อาจเทียบได้เลยกับความสิ้นหวังในจิตใจ มิลินตระหนักได้ในวินาทีนี้ว่า หน้ากาก “ดาวคณะนิเทศฯ” ผู้เพียบพร้อมที่เธอเพียรสร้างและปกป้องมาตลอดหลายปีได้พังทลายลงไม่เหลือชิ้นดีแล้วใต้เงามืดของค่ำคืนนี้
เสียงภัทรโวยวายอยู่อีกครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ เงียบหายไปพร้อมเสียงสถบหยาบคายแล้วเดินผละออกไปทางอื่น ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดอันเยือกเย็นและกลิ่นไอความกลัวที่ยังอบอวลอยู่เต็มห้องช็อป
มิลินปล่อยให้ตัวเองนั่งนิ่งอยู่กับพื้นปูนนานนับสิบนาทีจนแน่ใจว่าเสียงความวุ่นวายภายนอกเงียบสงบลงอย่างสิ้นเชิง เธอค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบากมือบางเอื้อมจับขอบตู้เหล็กเพื่อพยุงตัว อาการหน้ามืดและแรงบีบที่ชายโครงทำให้เธอต้องหยุดพักสม่ำเสมอ ลมหายใจยังคงหอบแผ่วเบา
เธอจำต้องหาทางออกจากที่นี่ แต่ในความมืดของช็อปปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่ไม่คุ้นเคย มิลินทำได้เพียงเดินก้าวประคองตัวไปตามช่องว่างระหว่างโต๊ะช่างและเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ เท้าเปล่าที่เจ็บระบมก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
แกร๊ก...
เสียงเครื่องมือช่างโลหะกระทบกันเบาๆ ดังมาจากมุมลึกสุดของห้องปฏิบัติการ!
มิลินชะงักกึกร่างกายแข็งเกร็งขึ้นมาทันทีด้วยความตระหนก ความกลัวว่าภัทรอาจจะแอบลักลอบเข้ามาทางอื่นทำให้เธอพยายามจะถอยหลังกลับ แต่ด้วยความรีบร้อนและสายตาที่ยังไม่ชินกับความมืด ปลายเท้าของเธอจึงก้าวไปชนเข้ากับถังเหล็กใส่เศษอะไหล่เข้าอย่างจัง
โครม!
เสียงถังเหล็กไถลไปกับพื้นดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งช็อป!
“ใครน่ะ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำ ทรงพลังและติดจะหงุดหงิดเล็กน้อยดังขึ้นจากมุมมืดด้านหลัง
แสงไฟจากสปอตไลต์ดวงเล็กแบบพกพาถูกเปิดขึ้นฉับพลัน ลำแสงสีขาวสว่างจ้าส่องตรงมายังใบหน้าของมิลินจนเธอต้องยกแขนขึ้นบดบังสายตาด้วยความตกใจ ร่างสูงโปร่งของใครบางคนค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากเงามืดหลังรถสปอร์ตโบราณที่จอดอยู่กลางห้องช็อป
เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีดำสนิทสวมทับด้วยเสื้อช็อปวิศวกรรมศาสตร์สีเทาเข้มที่ปล่อยกระดุมปลดจดหมด ลำแขนแกร่งมีร่องรอยคราบน้ำมันเครื่องเปรอะเปื้อนประปราย เรือนผมสีดำสนิทยุ่งเหยิงเล็กน้อยรับกับใบหน้าคมคาย ไรหนวดบาง ๆ และดวงตาคมกริบสีเข้มที่กำลังจ้องมองเธอด้วยความสงสัย
'กวิน' กวินทร์ วรโชตินิธิกุล เดือนคณะวิศวกรรมศาสตร์และเพลย์บอยตัวท็อปของ SMIU ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ในมือยังถือประแจปอนด์ชิ้นโตไว้แน่น
ความเงียบปกคลุมช็อปวิศวกรรมศาสตร์ยามวิกาลอีกครั้ง ลำแสงสปอตไลต์ที่กวินถืออยู่บัดนี้ถูกลดระดับลงต่ำ เผยให้เห็นใบหน้าและสภาพของหญิงสาวตรงหน้าอย่างชัดเจน
กวินขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันสายตาคมกริบไล่มองสภาพของมิลินตั้งแต่หัวจดเท้า ดาวคณะนิเทศศาสตร์ผู้โด่งดังและเลื่องชื่อเรื่องความเพอร์เฟกต์ บัดนี้ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาในสภาพผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เสื้อเชิ้ตหลุดลุ่ย เลือดกำเดาแห้งติดริมฝีปากที่บวมช้ำและเท้าเปล่าที่มีบาดแผลถลอกจนเปื้อนเลือด
“เธอ...”
กวินเอ่ยเสียงเรียบ สายตาเปลี่ยนจากความระแวดระวังเป็นความตกตะลึงเบา ๆ
“มิลิน... คณะนิเทศฯ?”
มิลินก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความหวาดระแวง แม้จะรู้ดีว่าคนตรงหน้าคือใคร แต่สัญชาตญาณที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาทำให้เธอไม่กล้าไว้วางใจใครทั้งสิ้น
“อย่า... อย่าเข้ามานะคะ”
น้ำเสียงของเธอแหบแห้งและสั่นเทาอย่างคนขวัญเสีย
กวินหยุดก้าวเดินทันที เขาชูมือข้างที่ไม่ได้ถือประแจขึ้นเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่มีเจตนาร้าย ความแพรวพราวและรอยยิ้มเพลย์บอยประจำตัวหายไปจนสิ้น เหลือเพียงสายตาพิจารณาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“ฉันไม่ได้จะทำอะไรเธอ”
กวินวางประแจลงบนโต๊ะช่างข้างตัวเสียงดัง เคร้ง ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้เธอช้า ๆ
“แล้วเธอเข้ามาทำอะไรในช็อปวิศวะฯ ตอนสามทุ่ม? สภาพแบบนี้... เกิดอะไรขึ้น?”
คำถามตรงไปตรงมาทำให้น้ำตาของมิลินเอ่อล้นออกมาอีกครั้ง เธอพยายามจะก้าวถอยหลังอีกรอบ แต่ความเจ็บปวดเสียดแทงที่ชายโครงซ้ายจากการถูกภัทรทำร้ายก็กำเริบขึ้นมาอย่างรุนแรงจนเธอส่งเสียงร้องในลำคอแล้วทรุดตัวลงทันที
หมับ!
ก่อนที่ร่างของเธอจะกระแทกพื้นปูนอีกครั้ง ลำแขนแกร่งของกวินก็เอื้อมเข้ามาคว้าพยุงตัวเธอไว้ได้ทันท่วงที สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่จับเข้าบริเวณแผ่นหลังด้านขวาปะทะเข้ากับรอยเขียวช้ำใต้เสื้อเชิ้ตอย่างจัง จนมิลินเผลอกรี้ดออกมาด้วยความเจ็บปวด
“อึ่ก! เจ็บ...”
กวินชะงักกึกเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติใต้ร่มผ้า เขาไม่รอช้า ถือวิสาสะใช้นิ้วเรียวยาวเลิกชายเสื้อเชิ้ตของมิลินขึ้นเล็กน้อย แสงไฟนีออนสลัวเผยให้เห็น รอยบอบช้ำสีเขียวคล้ำและม่วงหนา ขนาดใหญ่ที่แผ่กว้างบนผิวขาวเนียนบริเวณแผ่นหลังและชายโครง
สายตาของเดือนวิศวะฯ เพลย์บอยเบิกกว้างขึ้นทันที ความขี้เล่นกวนประสาทที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและดุดันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เขามองรอยแผลบาดเจ็บเหล่านั้น สลับกับใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาของดาวคณะนิเทศฯ
“ใครทำเธอ?”
กวินถามด้วยน้ำเสียงต่ำเยือกเย็น ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นภายในช็อปวิศวกรรมศาสตร์ยามวิกาลแห่งนี้
