บทที่ 6 ร่องรอยใต้หน้ากาก
ความเงียบสะกดกั้นภายในช็อปวิศวกรรมศาสตร์ขมวดเกร็งจนแทบกลายเป็นสายน้ำแข็ง สายตาคมกริบของกวินยังคงตรึงแน่นอยู่กับบาดแผลเขียวคล้ำทรงรอยนิ้วมือและแผลบวมปูดบริเวณชายโครงของมิลิน ลมหายใจของหญิงสาวสั่นสะท้าน เธอพยายามเลื่อนมืออันอ่อนแรงลงมาปัดชายเสื้อเชิ้ตลงเพื่อปกปิดความจริงอันน่าอับอาย แต่มือหนาของกวินกลับยึดข้อมือเธอไว้ด้วยความนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นจนเธอไม่อาจขยับขืน
“บอกฉันมา... ใครทำเธอ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเดือนวิศวะฯ ไม่ได้มีความกวนประสาทหรือยียวนอย่างที่ใคร ๆ ใน SMIU เล่าลือ มันเรียบเฉย ทว่าแฝงด้วยความกดดันที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างหนักอึ้ง
มิลินเม้มริมฝีปากอิ่มที่แตกซ่านจนรู้สึกถึงรสเค็มฝาธาตุของเลือด เธอสั่นศีรษะระส้ำ หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลร่วงกระทบหลังมือของเขา
“อย่า... อย่าถามเลยค่ะ ขอร้อง... แค่ช่วยมิลินซ่อนตัวที”
ยังไม่ทันที่กวินจะได้เอ่ยปากตอบ เสียงตึงตังหนัก ๆ ก็ดังขึ้นรัว ๆ จากบริเวณประตูเหล็กระแนงด้านหน้าช็อปอีกครั้ง!
ตึง! ตึง! ตึง!
“มิลิน! ฉันรู้ว่าเธออยู่ข้างในกับไอ้หน้าไหนสักคน! ออกมาเดี๋ยวนี้ อย่าคิดว่าซ่อนอยู่ในนี้แล้วฉันจะทำอะไรเธอไม่ได้นะ!”
เสียงตวาดอาฆาตของภัทรดังกระหึ่มเข้ามา เสียงแม่กุญแจและโซ่เหล็กกระทบกับประตูระแนงดัง แกร๊ง ๆ ราวกับอสูรกายกำลังพยายามพังประตูเข้ามาในกรงขัง
มิลินสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณทำให้เธอโถมกายเข้าหากวินอย่างลืมตัว มือสองข้างกำสาปเสื้อช็อปสีเทาเข้มของเขาแน่น ร่างกายสั่นสะท้านราวกับใบไม้ต้องลมพายุ
“พี่ภัทร... เขามาแล้ว... ช่วยมิลินด้วย...”
กวินมองหญิงสาวในอ้อมแขนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะท้านและความตื่นตระหนกขั้นสุด สายตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อ 'ภัทร' ตัวท็อปจากคณะบริหารฯ ผู้เรียบร้อยและเพอร์เฟกต์ในสายตาคนภายนอก เขาประมวลผลเรื่องราวทั้งหมดได้ในเสี้ยววินาที
“ตั้งสติก่อน”
กวินกระซิบข้างหูเธอน้ำเสียงนุ่มนวลและเป็นงานเป็นการ เขากระชับอ้อมแขนพยุงร่างเพรียวระหงของเธอขึ้นจากพื้นปูนอย่างเบามือ
“กดแผลไว้ ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด”
กวินพามิลินก้าวฉับ ๆ อย่างไร้เสียงมุ่งตรงไปยังส่วนลึกที่สุดของห้องช็อป ซึ่งเป็นห้องเก็บอะไหล่และเครื่องมือพิเศษทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่กั้นด้วยผนังสมาร์ตบอร์ดทึบ เขาดันประตูไม้เลื่อนเปิดออกพามิลินเข้าไปซ่อนตัวอยู่หลังชั้นวางยางรถยนต์และกล่องอะไหล่ซ้อนสูง ก่อนจะกดไหล่เธอให้นั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกในมุมมืด
“ซ่อนอยู่ตรงนี้ ล็อกกลอนด้านในไว้”
กวินจ้องลึกเข้ามาในดวงตาที่นองน้ำตาของเธอ
“ไม่ว่าได้ยินเสียงอะไร ห้ามออกมา จนกว่าฉันจะมาเคาะประตูสามครั้ง”
มิลินพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย กวินถอยหลังออกไปแล้วปิดประตูเลื่อนลงอย่างเบามือ มิลินรีบเอื้อมมืออันสั่นเทาไปกดสลักกลอนประตูจากข้างในทันที ความมืดสนิทปกคลุมตัวเธออีกครั้ง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระทึกและลมหายใจหอบถี่ที่เธอต้องเพียรพยายามกดมันไว้ให้เบาที่สุด
ภายนอกห้องเก็บอะไหล่ กวินเดินกลับออกมาที่กลางห้องช็อปด้วยท่าทีสบาย ๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาเช็ดคราบน้ำมันเครื่องที่มือ พลางเดินตรงไปยังประตูเหล็กระแนงหน้าช็อปที่กำลังถูกภัทรทุบอย่างบ้าคลั่ง
ปัง!
กวินใช้ฝ่ามือกระแทกลงบนแผ่นเหล็กประตูจากข้างในเสียงดังสนั่น สยบเสียงโวยวายของภัทรลงในทันที
“ทุบหาพระแสงอะไรวะ! คนจะทำงาน!”
กวินตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงยียวนและติดรำคาญฉบับเพลย์บอยตัวท็อป ภัทรชะงักมือที่กำลังจะทุบประตู มองผ่านซี่กรงเหล็กเข้ามาเห็นกวินในชุดช็อปเปื้อนคราบน้ำมัน ใบหน้าของภัทรฉายแววไม่พอใจอย่างรุนแรง
“กวิน? มหาวิทยาลัยปิดแล้ว มึงมาทำอะไรในนี้? แล้วเห็นมิลินไหม!”
กวินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ยิ้มกวนประสาทพลางยกประแจปอนด์ในมือขึ้นชี้
“กูซ่อมรถส่งอาจารย์อยู่ มีปัญหาอะไรไหมครับคุณประธานบริหารฯ? ส่วนคนชื่อมิลิน... ใครวะ? กูเห็นแต่เงาวิ่งผ่านหน้าตึกไปทางลานจอดรถใหญ่โน่น มึงไม่ลองไปหาตรงนู้นล่ะ?”
ภัทรจ้องหน้ากวินด้วยสายตาจับผิด
“อย่ามาโกหก! กูเห็นกับตาว่าเธอวิ่งมาทางตึกวิศวะฯ!”
“กูจะโกหกให้ได้อะไรขึ้นมา?”
กวินถอนหายใจยาว ทำท่าทางรำคาญสุดขีด
“ช็อปนี้มีกูอยู่คนเดียวมาตั้งแต่ทุ่มนึงแล้ว ถ้ามึงอยากจะเข้ามาหาคนก็รอตอนเช้า ให้ยามมาเปิดกุญแจ เอาตอนนี้ไปพ้น ๆ หน้ากูได้ละ เสียงของมึงมันทำกูเสียสมาธิทำเครื่องยนต์”
ภัทรเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความแค้นเคือง แต่เมื่อมองลอดผ่านซี่กรงเข้าไปเห็นความเงียบเชียบและกว้างใหญ่ของห้องช็อป ประกอบกับอิทธิพลของตระกูลวรโชตินิธิกุลของกวินที่เขาไม่อยากมีเรื่องด้วยโดยไม่จำเป็น ภัทรจึงทำได้แค่สบถออกมาอย่างเสียอารมณ์
“ฝากไว้ก่อนเหอะ!”
ภัทรตวาดทิ้งท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินกระทืบเท้าผละออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรีบร้อนเพื่อไปตามหาที่อื่น
กวินยืนนิ่งรอจนกระทั่งเสียงก้าวเท้าของภัทรเงียบหายไปในความมืด เขาถอนหายใจยาว ความกวนประสาทบนใบหน้าหายวับไปทันที แทนที่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขารีบเดินกลับไปยังห้องเก็บอะไหล่ด้านหลัง
ปึก... ปึก... ปึก...
เสียงเคาะประตูสามครั้งตามสัญญาณทำให้มิลินรีบปลดกลอนแล้วดันบานประตูเปิดออก กวินแทรกตัวเข้ามาในห้องเก็บอะไหล่ เปิดไฟดวงเล็กสีกระดาษอบอุ่นที่ติดอยู่บนผนัง ทำให้ห้องสว่างขึ้นพอให้เห็นหน้ากันชัดเจน
มิลินนั่งคุดคู่อยู่บนเก้าอี้ ดวงตาโตยังคงฉายแววขวัญเสีย
“เขา... เขาไปแล้วเหรอคะ?”
“ไปแล้ว”
กวินตอบเสียงเรียบก่อนจะย่อตัวลงนั่งบนกล่องไม้ตรงหน้าเธอ ทำให้สายตาของทั้งคู่อยู่ในระดับเดียวกัน
“ทีนี้... บอกฉันได้หรือยัง ว่าดาวคณะนิเทศฯ ผู้เพียบพร้อม ไปทำอะไรมาถึงได้มีสภาพเหมือนเพิ่งผ่านสงครามมาแบบนี้?”
มิลินก้มหน้าลงต่ำ หลบสายตาคมกริบที่เหมือนจะมองทะลุทุกสิ่ง
“มิลิน... มิลินแค่หกล้มค่ะ”
“หกล้ม?”
กวินแค่นหัวเราะในคอ แต่ไม่มีความขบขันในน้ำเสียงนั้นเลย เขาเอื้อมมือไปจับข้อมือบางของเธอขึ้นมา ชูให้เธอเห็นรอยห้อเลือดรูปนิ้วมือบนข้อมือ
“หกล้มจนเกิดรอยบีบบนข้อมือเนี่ยนะ? หกล้มจนมีรอยชกลึกที่ชายโครง แล้วก็รอยตบที่หน้าจนเลือดกำเดาไหลเนี่ยนะมิลิน?”
คำพูดตรงไปตรงมาของกวินเหมือนเข็มที่สะกิดแผลใจ มิลินปล่อยให้น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาโดยไร้เสียง เธอไม่อาจโกหกผู้ชายคนนี้ได้อีกต่อไป
กวินถอนหายใจเบา ๆ เขาเอื้อมมือไปหยิบกล่องยาและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่วางอยู่บนชั้นวางอะไหล่ใกล้ ๆ มาเปิดออก มันเป็นของจำเป็นสำหรับเด็กในคณะนี้
“เลิกโกหกตัวเองได้แล้ว มิลิน... ไอ้ภัทรมันทำร้ายเธอใช่ไหม? ทำมานานแค่ไหนแล้ว?”
ความอบอุ่นและน้ำเสียงที่ไม่อคติของกวิน ทำให้ปราการความกลัวในใจของมิลินค่อย ๆ พังทลายลง เธอสะอื้นไห้พลางพยักหน้ารับเบา ๆ
“หลายเดือนแล้วค่ะ... ตอนแรกเขาไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่พักหลัง ๆ เขาเริ่มหึงหวง ใช้ความรุนแรง... มิลินพยายามจะเลิก แต่เขาข่มขู่... เขาบอกว่าจะทำลายชีวิตมิลิน จะปล่อยคลิป...”
กวินฟังคำสารภาพนั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ความโกรธแค้นต่อพฤติกรรมชั่วร้ายของภัทรก่อตัวขึ้นในอก แต่เขาก็บดบังมันไว้ใต้ใบหน้าที่สงบนิ่ง เขาดึงสำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อออกมา แล้วค่อย ๆ ยื่นมือไปแตะที่บาดแผลมุมปากของเธออย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เจ็บหน่อยนะ”
เขากระซิบ
มิลินสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสัมผัสเย็นชุ่มแตะลงบนแผล แต่ความอ่อนโยนในกิริยาของกวินกลับทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา กวินค่อย ๆ บรรจงเช็ดคราบเลือดที่ริมฝีปากและใต้จมูกให้เธอ จากนั้นเขาก็มองลงมาที่เท้าเปล่าที่ถลอกปอกเปิกของเธอ
เดือนวิศวะฯ ผู้เย่อหยิ่งและไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ค่อย ๆ คุกเข่าลงกับพื้นปูน ยกเท้าบางของเธอขึ้นวางบนหน้าขาของเขา ใช้ผ้าสะอาดซับคราบฝุ่นและเลือดออกทีละจุดอย่างใจเย็น
มิลินมองการกระทำนั้นผ่านม่านน้ำตา หัวใจสั่นระทึกด้วยความรู้สึกซับซ้อน ชายหนุ่มตรงหน้าคือเพลย์บอยผู้ขึ้นชื่อเรื่องความแพรวพราวและไร้หัวใจ แต่ในค่ำคืนที่มืดมิดที่สุดในชีวิตเธอ... เขากลับเป็นคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาและมองเห็นบาดแผลที่เธอพยายามซ่อนไว้จากคนทั้งโลก
