บทที่ 9 พันธะลับและเกราะป้องกัน
ลานกิจกรรมหน้าช็อปวิศวกรรมศาสตร์ยามบ่ายอบอวลไปด้วยไอความร้อนของแดดเมืองไทย เสียงเครื่องยนต์จากรถแข่งสโมสรนักศึกษาตึกวิศวะฯ ดังกระหึ่มเป็นระยะ สลับกับเสียงตะโกนคุยกันโผงผางของเหล่านักศึกษาในชุดช็อปสีเทาเข้ม คณะวิศวกรรมศาสตร์ของ SMIU ขึ้นชื่อเรื่องความดิบเถื่อนถิ่นผู้ชายสายลุยและเป็นเขตปกครองตนเองที่ไม่ค่อยมีคนนอกเข้ามาวอแวโดยไม่จำเป็น
และในวันนี้ บรรยากาศอันวุ่นวายของลานช็อปก็ต้องหยุดชะงักลงโดยฉับพลัน
เสียงจานชามและแก้วน้ำกระทบกันในซุ้มพักผ่อนเงียบเสียงลงทีละโต๊ะ สายตาหลายสิบคู่ของเหล่านักศึกษาต่างพร้อมใจกันหันไปมองร่างเพรียวระหงของหญิงสาวที่กำลังก้าวเข้ามาในอาณาเขต
มิลินเดินผ่านลานกว้างอย่างมั่นคง แม้ภายในอกจะเต้นระทึกจนแทบหลุดออกมา วันนี้เธอสวมเสื้อเชิ้ตคอปกสีขาวที่ติดกระดุมสูงถึงคอ กระโปรงพลีทสั้นเลยเข่าเล็กน้อยและสวมส้นสูงราคาแพง เรือนผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มลอนปลายทิ้งตัวละช่วงไหล่ ใบหน้าสวยสง่าถูกแต่งแต้มอย่างประณีต แต่ใต้คราบความงามอันไร้ที่ตินั้น... เธอกลับเลือกเสื้อผ้าเพื่อปกปิดรอยช้ำบวมที่แผ่นหลังและชายโครงที่ยังคงระบม
“เฮ้ย... นั่นมันน้องมิลิน ดาวนิเทศฯ นี่หว่า?”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากกลุ่มนักศึกษาปีสาม
“มาทำอะไรตึกวิศวะฯ วะ? ปกติเห็นเดินกับไอ้ภัทร คณะบริหารฯ ไม่ใช่เหรอ?”
“สวยฉ่ำมาก ตัวจริงผิวดีโคตร ๆ อย่างกับดารา...”
มิลินพยายามเมินเฉยต่อสายตาจับจ้องและเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้าง เธอรู้ดีว่าการมาเหยียบถิ่นวิศวะฯ คนเดียวในสภาพนี้จะกลายเป็นหัวข้อข่าวเม้าท์ในเว็บบอร์ด SMIU ภายในห้านาที แต่นี่คือทางรอดเดียวที่เธอเหลืออยู่
ภัทรมีทั้งเงิน คอนเนกชันและความกล้าที่จะทำลายชีวิตเธอด้วยคลิปและภาพหลุดในอดีต แต่คนเดียวใน SMIU ที่มีบารมีทางสังคมและอิทธิพลตระกูลเหนือกว่าภัทรอย่างสิ้นเชิง... คือ กวินทร์ วรโชตินิธิกุล ตระกูลวรโชตินิธิกุลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงงานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ระดับประเทศและเป็นสปอนเซอร์หลักของมหาวิทยาลัย หากกวินออกตัวปกป้องเธอภัทรจะไม่มีวันกล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่ามแน่นอน
มิลินหยุดก้าวลงตรงหน้าโต๊ะหินอ่อนข้างช็อปปฏิบัติการ ที่ซึ่งกวินกำลังนั่งถอดชิ้นส่วนคาร์บูเรเตอร์ร่วมกับเชนและภาม
“กวิน...”
เสียงหวานนุ่มที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่นส่าย เอ่ยขึ้นเรียกชื่อเขา
กวินหยุดมือที่กำลังถือไขควงสายตาคมกริบละจากชิ้นส่วนเหล็กตรงหน้า ค่อย ๆ เงยขึ้นมองหญิงสาวร่างเพรียวระหงที่ยืนท้าทายสายตาของคนทั้งลานวิศวะฯ อยู่ตรงหน้าเขา เชนที่กำลังกินน้ำอัดลมถึงกับสะอึกพ่นน้ำออกมาเกือบไม่ทัน ขณะที่ภามขมวดคิ้วมองมิลินสลับกับเพื่อนสนิทด้วยสายตาพิจารณา
“เชดโด้... มารยาทตึกวิศวะฯ พังหมดแล้วครับน้องมิลิน”
เชนรีบยกมือขึ้นทักทาย รอยยิ้มกรุ้มกริ่มปรากฏบนใบหน้า
“ดาวคณะนิเทศฯ มาหาถึงถิ่น มีอะไรให้แก๊งเกียร์เสือรับใช้ครับเนี่ย?”
มิลินไม่ได้ตอบเชน สายตาตากลมโตสุกใสทว่าแฝงความเด็ดเดี่ยวจ้องตรงไปที่กวินเพียงคนเดียว
“มิลินขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม... เป็นการส่วนตัว”
กวินจ้องมองใบหน้าที่สวยสง่าของเธอ เขาสังเกตเห็นรอยแป้งคอนซีลเลอร์ที่พอกหนากว่าปกติบริเวณสันคางและขอบคอ แม้เธอจะแต่งหน้าสวยเพอร์เฟกต์แค่ไหน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับฉายรอยแผลใจและความสิ้นหวังที่เพียรสะกดกั้นไว้
กวินวางไขควงลงบนโต๊ะเสียงดัง แกร๊ง หยิบผ้ามาเช็ดคราบน้ำมันที่มือช้า ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ในชุดช็อปสีเทาเข้มตัดกับร่างเพรียวบางของมิลินอย่างชัดเจน
“มีอะไรก็คุยตรงนี้”
กวินพูดเสียงเรียบ วางท่าทีเป็นเพลย์บอยผู้ไม่แยแสตามปกติ เพื่อไม่ให้เพื่อนสนิทสงสัย
“เรื่องสำคัญค่ะ... เกี่ยวกับ 'ข้อเสนอ' ที่มีแค่คุณคนเดียวที่ช่วยมิลินได้”
มิลินไม่ถอยหลังแม้แต่นิดเดียว เธอสบตาเขานิ่ง
“ข้างในช็อป... หรือที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ตรงนี้”
สายตาที่แน่วแน่และไร้ซึ่งความลังเลของดาวคณะนิเทศฯ ทำให้กวินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขารู้ดีว่าหญิงสาวตรงหน้าใช้ความกล้าหาญไปแล้วในคืนนั้น แต่การที่เธอกล้าเดินเข้ามากระตุกหนวดเสือถึงถิ่นวิศวะฯ แสดงว่าเธอโดนภัทรต้อนจนมุมอย่างหนักแล้วจริง ๆ
“เออ ๆ ไปคุยข้างในกันไป”
เชนรีบโบกมือตัดบท
“พวกกูจะช่วยเฝ้าหน้าทางเข้าให้ ไม่ให้ใครเข้าไปขัดจังหวะหรอกเว้ย!”
กวินถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะหมุนตัวเดินนำมิลินเข้าไปในตึกช็อปปฏิบัติการที่ปราศจากผู้คน มิลินก้าวตามหลังเขาไปติด ๆ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่านักศึกษาวิศวะฯ ทั้งลานที่เริ่มตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์อันผิดปกติของทั้งคู่
ประตูห้องเก็บอะไหล่ด้านหลังช็อปถูกปิดลงอีกครั้ง ความเงียบสงัดและกลิ่นน้ำมันเครื่องโอบล้อมคนทั้งสองไว้ แสงไฟสีกระดาษอบอุ่นฉายกระทบใบหน้าของมิลินและกวินที่ยืนห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว
กวินกอดอกพิงหลังเข้ากับตู้เหล็กเก็บเครื่องมือสายตาคมกริบมองลงมาที่เธอ
“ว่ามา... ดาวคณะนิเทศฯ มีข้อเสนออะไรจะมาคุยกับเพลย์บอยวิศวะฯ อย่างฉัน?”
มิลินสูดหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีอยู่ในชีวิต มือสองข้างกำเข้าหากันแน่น
“คบกับมิลินค่ะ”
กวินชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างไม่เชื่อหู
“อะไรนะ?”
“คบกับมิลิน... ในฐานะ ‘แฟนกำมะลอ’”
มิลินย้ำคำชัดเจน น้ำเสียงเข้มแข็งทว่าแฝงความเว้าวอนอย่างน่าสงสาร
“มิลินเลิกกับพี่ภัทรแล้ว... แต่เขาไม่ยอมปล่อย มิลินถูกข่มขู่ด้วยรูปและคลิปในอดีต เขาตามรังควานและขู่ว่าจะทำลายชีวิตมิลิน มิลินไม่มีทางออกอื่นแล้วกวิน... อิทธิพลของตระกูลวรโชตินิธิกุลของคุณเท่านั้นที่จะทำให้ภัทรเกรงกลัวและยอมถอยออกไปจากชีวิตมิลิน”
กวินฟังคำพูดนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตาเต็มไปด้วยความพิจารณา
“เธอจะใช้ฉันเป็น 'โล่' กันแฟนเก่าขยะ ๆ ออกไปงั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ของมิลินฝ่ายเดียวค่ะ!”
มิลินรีบพูดแทรก ก่อนที่เขาจะปฏิเสธ
“มิลินรู้ว่าคุณเบื่อ... เบื่อพวกผู้หญิงที่ตามกรี๊ด ตามวอแวตารางชีวิตคุณทุกวัน ถ้าเราแกล้งคบกัน มิลินจะรับบทเป็นแฟนสาวตัวจริงของคุณ มิลินจะช่วยปัดผู้หญิงทุกคนออกไปให้ คุณจะได้มีความสงบในชีวิตอย่างที่คุณต้องการและภัทรก็จะไม่กล้าเข้ามายุ่งกับมิลินอีก”
กวินแค่นหัวเราะในคอ รอยยิ้มแบบเพลย์บอยเหยียดยิ้มมุมปาก
“ฉลาดดีนี่... สลับผลประโยชน์กันอย่างลงตัว มารับบทแฟนกำมะลอเพื่อตบตาคนทั้ง SMIU”
กวินก้าวขยับเข้ามาใกล้เธอหนึ่งก้าว ระยะห่างที่ลดลงทำให้น้ำหนักแรงกดดันของเดือนวิศวะฯ แผ่ออกมาครอบคลุมตัวเธอ กวินเอื้อมมือไปจับขอบตู้เหล็กข้างหัวเธอ บีบให้มิลินต้องตกอยู่ในวงแขนของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“แล้วถ้าฉันไม่รับข้อเสนอเสนอนี้ล่ะ?”
กวินกระซิบถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์
“ใคร ๆ ก็รู้ว่าฉันเป็นเพลย์บอยนะมิลิน... การมีสาว ๆ มากรี๊ดมันก็แค่น่ารำคาญ แต่การต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยงปะทะกับไอ้ภัทรเพื่อผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันอย่างเธอมันคุ้มตรงไหน?”
มิลินมองลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของกวิน เธอเห็นความแพรวพราว แต่เบื้องหลังความแพรวพราวนั้น... คือความอ่อนโยนที่เขาเคยคุกเข่าทำแผลให้เธอที่เท้าเปล่าในคืนนั้น มิลินยื่นมืออันสั่นเทาไปจับที่สาปเสื้อช็อปของเขา
“เพราะคุณไม่ใช่คนเลวร้ายอย่างที่ใคร ๆ คิด...”
มิลินตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่มั่นคง
“และเพราะคุณเป็นคนเดียว... ที่มองเห็นบาดแผลที่มิลินพยายามซ่อนไว้จากคนทั้งโลก”
คำพูดนั้นสะกดกวินให้หยุดนิ่ง สายตาของเขามองใบหน้าที่สั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความหวังของเธอ ความรู้สึกบางอย่างที่ยึดแน่นอยู่ในอกเริ่มสั่นคลอน
กวินมองดาวคณะนิเทศศาสตร์ตรงหน้า... ผู้หญิงที่เคยมีทุกอย่าง แต่บัดนี้ยึดเขาไว้เป็นที่พึ่งสุดท้ายในชีวิต เขาค่อย ๆ ถอนมือออกจากตู้เหล็กถอนหายใจยาวพลางยักไหล่
“ตกลง”
กวินเอ่ยขึ้นสั้น ๆ ดวงตาของมิลินเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นและโล่งอก
“คุณ... คุณยอมตกลงเหรอ?”
“อืม... แฟนกำมะลอ”
กวินยิ้มกวนประสาท ยื่นมือหนาออกไปตรงหน้าเธอ
“เริ่มตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป... แต่บอกไว้ก่อนนะมิลิน ในเมื่อเล่นละครแล้วก็ต้องเล่นให้สมจริง คนทั้งมหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์แมรี่จะต้องเชื่อ... ว่าเดือนวิศวะฯ อย่างฉัน สยบยอมให้ดาวนิเทศฯ อย่างเธอแล้วจริง ๆ”
