บทที่ 2 ฝันร้ายในอดีต
เสียงฟ้าร้องคำรามของพายุฝน ความหนาวเหน็บแทรกซึมถึงกระดูก แต่ไม่อาจเทียบความเจ็บปวดที่บีบรัดหัวใจจนแทบหยุดเต้น
ท่ามกลางการมองเห็นที่พร่ามัว แผ่นหลังกว้างของหัสดินทร์... ชายที่เธอรักสุดหัวใจปรากฏขึ้น ร่างสูงใหญ่เปียกปอน ไหล่ที่เคยตั้งสง่าลู่ลงอย่างสิ้นหวัง แสงไฟริมทางพาดผ่านแววตาปวดร้าวที่บาดลึก
“เราจบกันแค่นี้เถอะ พลับเบื่อพี่แล้ว... พี่มันจืดชืด น่ารำคาญ”
ถ้อยคำกรีดแทงในอดีตดังก้องซ้ำในโสตประสาท พลับพลึงในห้วงฝันพยายามอ้าปากตะโกนบอกว่านั่นคือคำโกหก เธอไม่เคยเบื่อเขาเลย แต่เสียงกลับจุกค้างอยู่ในลำคอ
หางตาเธอเหลือบเห็นเงามัจจุราชในมุมมืด จุดเลเซอร์สีแดงจากศูนย์เล็งปืนทาบทับลงบนตำแหน่งหัวใจของเขาอย่างแม่นยำ
เพื่อรักษาชีวิตเขา เธอจำต้องสวมบทผู้หญิงเห็นแก่เงิน เหยียบย่ำหัวใจคนรักด้วยน้ำมือตัวเอง ทั้งที่หัวใจของเธอก็แตกสลายไม่แพ้กัน
“พี่สู้พี่ภคินไม่ได้เลยสักนิด เลิกยุ่งกับพลับเถอะ เรามันอยู่กันคนละชั้น”
หัสดินทร์หันมามองเป็นครั้งสุดท้าย แววตาที่เคยอบอุ่นบัดนี้ว่างเปล่าและแตกสลาย เขายิ้มหยันให้กับความโง่เขลาของตนเอง ก่อนเอ่ยคำที่เสียดแทงหัวใจของเธอ
“ได้... เข้าใจแล้ว”
เขาหมุนตัวเดินจากไป แผ่นหลังเลือนหายท่ามกลางพายุ พลับพลึงทรุดลงกับพื้น ปล่อยโฮอย่างไม่อาจกลั้น เธออยากวิ่งตามไปกอด อยากขอโทษ... แต่สองขากลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้
เฮือก!
ร่างบางสะดุ้งสุดตัว เบิกตาโพลงในความมืดของห้องนอนแคบๆเสียงหอบหายใจสลับเสียงสะอื้นดังไม่ขาดสาย หยาดน้ำตาอาบแก้มจนปลอกหมอนเปียกชุ่ม พลับพลึงยกมือสั่นเทาปิดหน้า สะอื้นไห้อย่างไม่อาย ยอมให้ความอ่อนแอที่ซ่อนไว้ตลอดห้าปีเข้าครอบงำ
เมื่อตั้งสติได้ เธอเปิดโคมไฟหัวเตียง แสงสลัวทอดอาบกรอบรูปไม้เก่า ภาพถ่ายวันรับปริญญาของเธอกับเขายังตั้งอยู่ที่เดิม รอยยิ้มของเขาสดใสจนคนมองปวดร้าวในอก
“ห้าปีแล้วนะพี่ดิน… พลับคิดถึงพี่เหลือเกิน ถ้าพี่ยังอยู่… ก็คงดี”
เวลาไม่เคยเยียวยาบาดแผล คืนที่เธอผลักไสเขาเพื่อแลกกับความปลอดภัย เธอมั่นใจว่าหากเขาเกลียด เขาจะรอด แต่โชคชะตากลับลงโทษเธออย่างโหดร้ายที่สุด
ไม่กี่วันหลังคืนพายุ ข่าวหน้าหนึ่งพาดหัวเหตุเพลิงไหม้เรือนกระจกครอบครัวหัสดินทร์ เพลิงนรกเผาผลาญทุกอย่าง บิดาของเขาเสียชีวิต ส่วนหัสดินทร์… เจ้าหน้าที่พบเพียงหลักฐานที่เชื่อว่าเขาเสียชีวิตไปพร้อมกัน
วินาทีที่รู้ข่าว พลับพลึงแทบขาดใจ เธอทำลายหัวใจเขาเพื่อแลกกับชีวิต แต่สวรรค์กลับพรากเขาไปตลอดกาล ความรู้สึกผิดกัดกินทุกลมหายใจ หากวันนั้นเธอเลือกบอกความจริง ทุกอย่างคงไม่จบลงเช่นนี้
พลับพลึงปาดน้ำตาดึงสติกลับสู่ความจริง เธอไม่มีสิทธิ์จมอยู่กับความอ่อนแอ ในเมื่อครอบครัวยังแบกรับหนี้สินก้อนโต และเธอคือเสาหลักเดียวของบ้าน
ณ บริษัท เคพี ออร์แกไนเซอร์ กรุ๊ป จำกัด
แสงแดดยามสายไม่อาจขับไล่บรรยากาศอึมครึมภายในออฟฟิศใจกลางกรุงเทพฯ ได้เลย วันนี้ไม่มีความคึกคัก มีเพียงความเงียบและแรงกดดันที่ปกคลุมจนแทบหายใจไม่ออก
ข่าวบริษัทแบกหนี้มหาศาลจนใกล้ล้มละลายแพร่สะพัด พนักงานจับกลุ่มกระซิบกระซาบด้วยสีหน้าเครียด บางคนเริ่มเก็บข้าวของลงกล่องเผื่อถูกลอยแพ
“พลับ ฉันได้ยินว่ามีมหาเศรษฐีจากอิตาลีซื้อบริษัทเราไปแล้วนะ ถ้าเขาสั่งปิดบริษัท พวกเราคงตกงานแน่” เพื่อนสนิทอย่างอุ้มพูดด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้ม
“อย่าเพิ่งคิดไปไกลเลยอุ้ม รอฟังคุณสุภาพก่อนดีกว่า”
เธอเอ่ยปลอบเพื่อน ทั้งที่ในใจมืดแปดด้าน ลำพังหนี้ที่บ้านก็หนักพอแล้ว หากตกงานตอนนี้ ชีวิตคงถึงทางตัน
“พนักงานทุกคน เข้าประชุมด่วนที่ห้องประชุมใหญ่เดี๋ยวนี้ครับ”
เสียงประกาศของคุณสุภาพดังผ่านไมค์ ชายวัยกลางคนที่เคยสง่างามในฐานะเจ้าของบริษัท บัดนี้ดูซีดเซียว พนักงานนับร้อยทยอยเข้าห้องประชุมอย่างเป็นระเบียบ พลับพลึงเลือกยืนมุมหลังสุด กอดแฟ้มแนบอก
ความเงียบถูกทำลายด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่นจากโถงทางเดิน ราวกับเสียงนับถอยหลังที่บีบให้ทุกสายตาหันมองประตูบานใหญ่
บอดี้การ์ดชุดดำผลักประตูเปิด ก่อนร่างสูงสง่าจะก้าวเข้ามา เสียงซุบซิบเงียบสนิท พลับพลึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับใบหน้าคมคาย โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน
ปึ่ก!
แฟ้มร่วงหล่นกระแทกพื้น ทว่าเธอแทบไม่รู้สึกตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริก
โครงคิ้วเข้ม จมูกโด่ง และริมฝีปากหยักได้รูปที่เคยประทับจูบ ทุกกระเบียดนิ้วคือชายผู้เป็นรักแรกและรักเดียวของเธอ
พี่ดิน?
ร่างบางชาวาบ ความรู้สึกตีรวน ทั้งตกตะลึง ดีใจ และสับสนว่าชายที่คิดว่าตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน เหตุใดจึงมายืนอยู่ตรงหน้าในฐานะเจ้าของบริษัทได้
ความยินดีดับวูบในชั่วพริบตา เมื่อนัยน์ตาคมสีนิลตวัดมาหยุดที่เธอ มันไม่ใช่สายตาของหัสดินทร์ที่แสนอบอุ่นอีกต่อไป
“สวัสดีครับทุกคน...”
น้ำเสียงทุ้มเอ่ยทำลายความเงียบ ขณะที่นัยน์ตาคมยังคงจับจ้องพลับพลึง ริมฝีปากหยักยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นผิดจังหวะ
“ผม แบรนดอน แบล็คเวลล์ ประธานบริษัทคนใหม่ของพวกคุณ”
เขาเน้นย้ำชื่อตัวเองชัดเจน ราวกับประกาศว่า… หัสดินทร์ตายไปแล้วในกองเพลิง
ส่วนแบรนดอน แบล็คเวลล์… จะกลับมาทวงคืนทุกอย่างที่ถูกพรากไป
